
สิ่งที่ยืนยันอิทธิผลจากรถยุโรปคือ ก้านเบรกมือ แทนที่จะวางในตำแหน่างใกล้ๆ คนขับ กลับไปอยู่ด้านผู้โดยสารหน้าเสียอย่างนั้น แน่นอนมันยังใช้งานได้สะดวก แต่ผมว่าอยู่ฝั่งคนขับน่าจะเหมาะกว่า อันนี้ไม่ว่ากันเพราะไม่มีผลต่อสมรรถนะของเบรกมือ นอกจากพวกขาดริฟท์ทั้งหลายเท่านั้น
Paddle Shiftหรือแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกคึกคักขึ้นมา ยามอยู่หลังพวงมาลัย ผมสามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้ตามต้องการ เรียกกำลังเสริมได้ตลอด หรือจะเรียกใช้เอนจิ้นเบรก เมื่อต้องการช่วยลดความเร็ว ก็สะดวก
เครื่องยนต์เบนซิน MIVEC IIขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 154 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 198 นิวตันเมตร ให้การตอบสนองเร้าใจไม่แพ้คู่แข่ง เกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT อัตโนมัติ 6 จังหวะ เป็นอีกจุดเด่น เพราะมันให้ความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์มากที่สุดในเซ็กเมนท์นี้ก็ว่าได้
เรื่องสมรรถนะไม่มีอะไรน่าติดใจ แรงม้าที่ได้มา บวกกับเกียร์อัตโนมัติที่สามารถเปลี่ยนได้เองเหมือนกับเกียร์ธรรมดา พร้อมจะเปลี่ยนถนนให้เป็นสนามแข่งได้เหมือนกัน สปอยเลอร์หลังทรงสูง ไม่ใช่ช่วยให้รูปร่างหน้าตาดีอย่างเดียว ยามที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง มันสามารถกดท้ายรถให้มั่นคงยิ่งขึ้น
ผมชอบมันตรงที่ภาพรวมของพละกำลังได้จากรอบเครื่องยนต์ที่ไม่สูงนัก ช่วงที่รอบเครื่องยนต์ 3,500 รอบ บนเกียร์ 6 เข็มความเร็วขึ้นไปแตะ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่เลวทีเดียว แน่นอนมันจะมีเหลือแรงเหลือให้ผมอีก แต่คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องเร็วกว่านี้ แม้มันยังให้ความรู้สึกมั่นคงกับผมอยู่ตลอด ด้วยช่วงล่างอิสระ
แม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหน้า และอิสระมัลติลิงค์ด้านหลัง
ก่อนหน้าการได้ขับทดสอบเจ้าแลนเซอร์อีเอ็กซ์ 2.0 จีที มีคนบอกกับผมว่า เจ้านี่เก็บเสียงไม่ค่อนเก่งนัก ผมเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน ความเร็วระดับ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็เพียงพอจะรู้สึกได้ ส่วนหนึ่งผมคิดว่าน่าจะมาจากเสียงดอกยาง อีกส่วนหนึ่งคือลมปะทะ ซึ่งเสียงจากอย่างแรกน่าจะดังกว่า
ระบบต่างๆ ที่มิตซูบิชิเติมให้แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ก็มีหมายๆ อย่าง เช่น ระบบไฟ้หน้า Adaptive Front-Lighting System เพิ่มความสว่างด้านข้างขณะเลี้ยว ระบบปรับระดับลำแสงไฟหน้า ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ไฟตัดหมอก เพื่อให้มันมีความคุ้มค่ามากขึ้น
แน่นอนมันไม่ได้แรง หรือดุดันเท่ากับโมเดล มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น X แต่เพียงแค่นี้ผมก็พอใจแล้ว เพราะรูปร่างหน้าที่คล้ายๆ กัน บวกสมรรถนะที่พอเพียงกับมือซิ่งสมัครเล่น และจ่ายในราคาพอๆ กับรถในเซ็กเมนท์เดียวกัน 1,034,000 บาท แต่ได้รถที่ดูดุดันที่สุดในเซ็กเมนท์
ที่มา โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์