วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เอ็มวีใหม่ 'แอนนิต้า' อวดเซ็กซี่จนจุกหลุด

เผยภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวของมิวสิกวิดีโอใหม่ล่าสุด “คอนสไปเรซี่ ไม่แคร์... (สื่อ)” ของ แอนนิต้า-นิษิตา พงษ์ทรง ที่โชว์ลีลาแดนซ์สุดเซ็กซี่จนชุดเกาะอกหลุดเห็นจุกแบบไม่ได้ตั้งใจ โชคดีเจ้าตัวรู้ทันเอามือดึงเกาะอกไว้ทัน ถือว่าเป็นการคืนไมค์ที่ฮือฮาไม่เบา งานนี้กลับมาพร้อมแนวความคิดที่กล้าฉีกนอกกรอบ นอกค่าย ด้วยลุคร้อนแรงกว่าเก่า ด้วยแนวเพลงโปรเกรสซีพ ป๊อป จากโปรดิวเซอร์ของ โอ๊ค ดรากอนไฟว์ ที่มาช่วยทำเพลงให้

สาวนิต้า เล่าให้ฟังว่า “เพลง คอนสไปเรซี่ ไม่แคร์ (สื่อ) เป็นเพลงแรก หลังจาก ที่นิต้าห่างหายจากวงการไปกว่า 3 ปีค่ะ ที่หายไปก็ไปเรียน และไปทำเพลงเพื่อเอามาฝากให้แฟน ๆ ได้ฟังกัน ซึ่งเพลงได้ถูกปล่อยซิงเกิ้ลไปตามคลื่นวิทยุต่าง ๆ แล้วค่ะ และได้รับกระแสตอบรับกลับมาดีมาก ๆ รู้สึกดีใจค่ะ ที่การกลับมาครั้งนี้ทุกคนคอยเชียร์ และล่าสุดนิต้าเพิ่งได้ถ่ายมิวสิกวิดีโอ ที่ได้ พี่เอก-ศิริทัศน์ มาช่วยกำกับให้ค่ะ เนื้อหาจะพูดถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ได้เข้ามาเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แวมไพร์ เพื่อชมแวมไพร์ ที่ถูกสตัฟฟ์ไว้ และแล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นฟ้องว่าอาจจะเกิดไฟไหม้ในอาคาร ทำให้ตัวสปริงเกลอร์เกิดทำงานขึ้น แทนที่จะปล่อยน้ำมาเพื่อดับไฟ แต่กลับปล่อยเลือด ออกมาแทน ความวุ่นวายคุกรุ่นขึ้นเมื่อแวมไพร์กลับคืนชีพขึ้นอีกครั้ง เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรนั้นต้องติดตามในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้นะคะ”.
เอ็มวีใหม่ 'แอนนิต้า' อวดเซ็กซี่จนจุกหลุด
ที่มา เดลินิวส์

ตำนาน วันฮัลโลวีน

วันฮัลโลวีน ( 31 ตุลาคม) เป็นอีกเทศกาลหนึ่ง ของชาวตะวันตก ที่คนไทยเราก็ฮิตไปกับเค้าด้วย และเมื่อพูดถึงวันฮัลโลวีนแล้ว หลายคนคงนึกถึง การแต่งกายแฟนซีเลียนแบบผี หรือไม่ก็ลูกฟักทองแกะสลัก และความสนุกสนาน ในการจัดงานฮัลโลวีนปาร์ตี้ และไหนๆ ก็รับเอาธรรมเนียมนี้ ของเค้ามาแล้ว ก็มาฟังเรื่องราว เกี่ยวกับที่มาของ วันฮัลโลวีนกันหน่อยเป็นไร

คำว่า "ฮัลโลวีน" หรือ " Halloween" นั้นเพี้ยนมาจาก " All Hallows Eve" คือ คืนก่อนวัน " All Hallows Day" หรือ " All Saint's Day" (วันที่ 1 พฤศจิกายน) ซึ่งเป็นวันที่เหล่าคาทอลิกจะมาปฏิบัติศาสนกิจเพื่อระลึกถึงนักบุญต่างๆ

ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับเทศกาลฮัลโลวีน มันก็มีมาหลายกระแส แต่ที่คล้ายๆ กันก็คือ เทศกาลฮัลโลวีน เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว จากความเชื่อของชาวเซลติก (ชนพื้นเมืองตอนเหนือของยุโรป) โดยบางคนก็บอกว่า เป็นเทศกาล บูชาเทพเจ้า แห่งความตาย ก่อนจะเข้าสู่ฤดูเหมันต์ (ฤดูหนาว) โดยการนำเหล้าและอาหารออกมาวางนอกบ้าน เพื่อให้เทพเจ้าแห่งความตายได้ดื่มกิน

บ้างก็ว่า วันที่ 31 ตุลาคม เป็น วันปล่อยผี (คงคล้ายๆ กับวันทำบุญเดือนสิบของไทย) เหล่าวิญญาณจะกลับมายังโลก เพื่อเข้าสิงร่างของคนที่มีชีวิตอยู่ ชาวบ้านที่กลัวว่าจะถูกวิญญาณเข้าสิง ก็จะทำการดับเตาไฟในบ้าน เพื่อบ้านจะได้หนาวเย็น วิญญาณจะได้ไม่อยากเข้ามา และต่อจากนั้น ก็จะออกไปรวมตัวกัน ก่อกองไฟเพื่อให้วิญญาณกลัว นอกจากนี้ยังแต่งตัวให้เหมือนผี เดินขบวนส่งเสียงร้องไปรอบๆ หมู่บ้าน เพื่อให้วิญญาณเข้าใจผิดว่าเป็นพวกเดียวกัน (คนหลอกผี !!! )
สำหรับที่มาของ ฟักทองแกะสลัก ( Jack-o-lantern ) เป็นเรื่องเล่าของชาวไอริชว่า ในอดีตมีชายจอมขี้เหนียว ขี้โกง แถมขี้เมา ชื่อนายแจ็ค ในวันฮัลโลวีนในปีหนึ่ง เป็นวันที่เขาต้องตาย ซาตานจึงเดินทางมาหาเจ็คเพื่อเอาวิญญาณเขาไปนรก ซึ่งขณะนั้นแจ็คกำลังดื่มเหล้าอยู่ จึงขอซาตานว่าดื่มเสร็จแล้ว จะไปลงนรกกับซาตาน เมื่อดื่มเสร็จจึงออกอุบายหลอกล่อ ว่าถ้าซาตานมีอิทธิฤทธิ์จริง ลองแปลงร่างเป็นเหรียญให้ดูหน่อยซิ ซาตานก็หลงเชื่อ ทำตามคำท้าของแจ็ค เมื่อซาตานแปลงร่างเป็นเหรียญ แจ็คก็จัดการเก็บเหรียญใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อซึ่งอยู่ติดกับไม้กางเขน เพื่อไม่ให้ซาตานกลับมาเป็นร่างเดิม ต่อมาแจ็คได้ยื่นข้อเสนอกับซาตานว่า หากอยากกลับมาสู่ร่างเดิม จะต้องสัญญาว่า จะไม่มายุ่งเกี่ยวกับตนอีก เป็นเวลา 1 ปี ซาตาน ก็ตกลง

หนึ่งปีผ่านไป ซาตานก็กลับมาหาแจ็คอีก คราวนี้ แจ็คก็ออกอุบายหลอกอีกครั้ง บอกให้ซาตานปีนต้นไม้ไปเก็บผลไม้ให้หน่อย เมื่อซาตาน (คนซื่อ) ปีนขึ้นไป แจ็คก็จัดการแกะเปลือกไม้ เป็นรูปไม้กางเขน ทำให้ซาตานไม่สามารถปีนลงมาได้ แล้วแจ็คก็ยื่นเงื่อนไขว่า ถ้าซาตานอยากลงจากต้นไม้ จะต้องสัญญาว่าภายใน 10 ปีจะไม่มาเอาวิญญาณของแจ็คไป ซึ่งซาตานก็จำต้องตกลงให้คำสัญญาอีกจนได้
แต่มนุษย์ทุกคนก็หนีไม่พ้นความตาย แจ็คก็เช่นเดียวกัน แต่เมื่อเขาตาย กลับไม่มีที่ไหนยอมรับวิญญาณของเขา สวรรค์ไม่ต้อนรับเขาเพราะเป็นคนเจ้าเล่ห์ ส่วนนรกก็ไม่ต้องการ เพราะว่าหลอกซาตานเอาไว้ถึงสองครั้งสองครา แจ็คจึงเป็นผีเร่ร่อน อยู่กับความมืดมิดเพียงลำพัง แต่ซาตานก็ยังใจดี โยนถ่านที่ยังไม่มอดให้กับแจ็ค 1 ก้อน ไว้ส่องทาง และเพื่อรักษาถ่านให้ส่องสว่างอยู่นานที่สุด ผีแจ็คก็ได้แกะลูกมันแกวให้เป็นรู และใส่ก้อนถ่านลงไป แล้วผีแจ็คกับตะเกียงมันแกว ก็ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ซึ่งคนไอริชเรียกผีแจ็คกับตะเกียงว่า Jack of Lantern ภายหลังได้เพี้ยนเป็น Jack O'Lantern

ต่อมาคนในไอร์แลนด์ และสกอตแลนด์ ได้ทำ Jack O'Lantern เอง โดยการแกะสลัก หัวมันแกวหรือหัวมันฝรั่งให้ดูน่ากลัวแล้ววางไว้ที่หน้าต่าง เพื่อให้ผีแจ็คและผีอื่นๆ กลัว และเมื่อชาวอังกฤษ เดินทางอพยพไปอยู่อเมริกา ก็ได้นำธรรมเนียมนี้ติดไปด้วย แต่ที่อเมริกานั้นฟักทองหาง่าย อีกทั้งยังแกะสลักง่ายกว่ามันแกวกับมันฝรั่งด้วย ผู้คนจึงเปลี่ยนจาก การแกะสลักมันแกวมาเป็นฟักทองแทน (เนื้อฟักทองที่คว้านออกมาได้ ก็นำไปทำเป็นพายฟักทอง)
ส่วนประวัติความเป็นมาของ การเคาะประตูขอขนม หรือลูกอมหน้าบ้าน ( Trick-or-Treat ) นั้น ยังสรุปไม่ได้ว่ามีที่มาจากไหน บ้างก็ว่ามาจากพวกเซลติก ที่ในเทศกาล Samhain (ช่วงระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงแห่งการเก็บเกี่ยวพืชผล และถือเป็นวันปีใหม่) คนจะออกไปเคาะประตูตามบ้านเพื่อขออาหารกัน บ้างก็ว่ามาจากยุคกลางของยุโรป ที่เหล่าคริสเตียนจะเดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อขอบิสกิต ในวัน All Saint's Day โดยสัญญาว่าจะสวดมนต์ให้กับญาติที่เสียชีวิตของผู้ให้บิสกิตนั้น

จากเรื่องราวต่างๆ พอจะสรุปได้ว่า วันฮัลโลวีนเกี่ยวเนื่องกับสามสิ่ง คือ ความตาย ภูตผีปีศาจ และช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว แต่ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นที่ว่าเทศกาลนี้ เป็นเทศกาลเกี่ยวความตายเทศกาลเดียว ที่นำมาซึ่งความสนุกสนาน (ถ้าอยู่ในขอบเขต)

ที่มา Phuketindex , teenee.com

ว้าว! เป้ย-เมเปิ้ลเดินแฟชั่นซีทรู สุดวาบหวิว

เป้ย-เมเปิ้ลเดินแฟชั่นซีทรู สุดวาบหวิว เมื่อคืนวันที่ 22 ต.ค ที่ลานพาร์พารากอน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในงานเดินแฟชั่น บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล แฟชั่น วีก 2010

โดยห้องเสื้อ คูนิต้า ซึ่งมีเหล่าดารานางแบบ และเซเลบริตี้มาร่วมเดินแฟชั่น อาทิ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ เป้ย ปานวาด เหมมณี มาริสา แอนนิต้า เก๋ ชลลดา เมฆราตรี สิงโต เดอะสตาร์ และ เมเปิ้ล พัชชุดาญ์ พันธุ์พิพัฒน์ ฯลฯ

ในการเดินแฟชั่นของห้องเสื้อคูนิต้า ครั้งนี้ มี 3 คอลเล็กชั่นด้วยกัน รอบแรก เป็นนางแบบมืออาชีพทั้งหมดที่มาพร้อมกับชุดชีฟองสีหวาน รอบสองเหล่านางแบบมาในชุดทำงานสีดำแบบเรียบหรู

ไฮไลต์เด็ดอยู่ในรอบ 3 ที่ได้ทั้งเหล่านางแบบดารามาร่วมสร้างสีสัน เปิดตัวคนแรกด้วยสาวเป้ย ปาดวาด ที่เรียกเสียงฮือฮาจากคนดูได้ไม่น้อย ในเสื้อสูทสีขาว ทับบนเสื้อซีทรู และกางเกงสีขาว พอเดินได้มาไม่ถึงครึ่งแคตวอล์ก เป้ยก็ถอดเสื้อสูทออกโชว์เสื้อสีทรูสีขาวที่มีเพียงลูกไม้ปิดบริเวณหน้าอกเท่านั้น

ความตื่นเต้นยังไม่หมดเท่านั้น เมื่อเมเปิ้ลปรากฏตัวบนแคตวอล์ก ด้วยชุดซีทรูทั้งตัวสีดำ มีลูกไม้ปกปิกเฉพาะส่วนด้านล่าง และบนหน้าอก ทำให้ตลอดทางที่เดินบนแคตวอล์ก มีเสียงกรี๊ดกร๊าดดังเป็นระยะ
เป้ย-เมเปิ้ลเดินแฟชั่นซีทรู สุดวาบหวิว
เป้ย-เมเปิ้ลเดินแฟชั่นซีทรู สุดวาบหวิว
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ลือว่อน!คลิปฟิล์มถ่ายรูปเล่นในห้องแอนนี่หลุด

ลือกระฉ่อนทีเดียวว่ามีรูปหลุดของหนุ่ม ฟิล์ม รัฐภูมิ ในขณะที่ฉ่ายเล่นที่ห้องของคู่กรณี อย่าง แอนนี่ บรู๊ค หลุดออกมาว่อน!!

แถมวงในยังเม้าท์อีกว่าความจริงยังไม่ได้มีแค่รูปด้วย เพราะอาจจะมีมากกว่านี้ เช่น คลิป เป็นต้น ซึ่งยังไม่สามารถมีใครพิสูจน์ได้ว่าข่าวลือดังกล่าวจริงเท็จแค่ไหน เพราะฉนั้นเอาเป็นว่าดูรูปเปลือย(ท่อนบน)ของหนุ่มฟิล์มล้างตากันไปก่อนนะจ๊ะขาเม้าท์



ที่มา teenee

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ยู-จู นักร้องเกาหลีฆ่าตัวตายอีกราย

เมื่อ 29 ต.ค. เอเชียวัน รายงานว่า ยู-จู หรือชื่อจริง ว่า ลี ฮเยริน นักร้องสาวเกาหลีวง SSEN ฆ่าตัวตายในบ้านพัก จบชีวิตด้วยวัย 25 ปี

เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. ตอกย้ำเรื่องที่เกาหลีใต้มีสถิติคนฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลก กรณีของยู-จู คาดว่า ผิดหวังในชีวิตที่ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียงในวงการบันเทิงของประเทศที่เต็มไปด้วยดารานักร้องนักแสดงจำนวนมาก ยู-จู เข้าวงการจากการเป็นนางแบบในปี 2548 และร่วมวง SSEN กับเพื่อนอีกสองคัน คือ ซูอัน และนาอึน ในปี 2551 เน้นแนวเพลงแบบแอฟริกันอเมริกัน และแนวรีโทร

ในบรรดาดาราเกาหลีที่ฆ่าตัวตายในปี 2551 ได้แก่ ชอย จินซิล นอกจากนี้ ยังมี อันแจฮวาน ดาราหนุ่ม ปาร์ก ยองฮา นักร้อง ยูนี นักแสดง ตามด้วยน้องชายของชอย จินซิล ที่เป็นดาราเช่นกัน ชื่อ ชอย จินยัง ฆ่าตัวตายในปีนี้
ที่มา ข่าวสด

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

“ยุนซึงอา” เผยความลับกระโปรงสั้นจุ๊ดจู๋บนพรมแดง

“ยุนซึงอา” เผยความลับกระโปรงสั้นจุ๊ดจู๋บนพรมแดง นักแสดงสาวชาวเกาหลีใต้ “ยุนซึงอา” ออกมาเผยเรื่องหน้าแตกของตัวเอง กับความลับของกระโปรงสั้นจุ๊ดจู๋ ที่เธอใส่เดินพรมแดงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่าแท้จริงแล้วเสื้อผ้าชุดดังกล่าวคือเป็นเสื้อตัวบน ไม่ได้เป็นชุดกระโปรงวันพีชอย่างที่เธอเข้าใจ ซึ่งหมายความว่า “ยุนซึงอา” เดินพรมแดงวันในนั้น โดยไม่ได้ใส่กางเกง

ในรายการ Strong Heart ของ SBS นักแสดงสาวสวย ยุนซึงอา ได้เล่าถึงเรื่องหน้าแตกของตัวเอง ซึ่งเกิดจากกระโปรงสั้นจุ๊ดจู๋ ที่ใส่เดินบนพรมแดงในงานแห่งหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ “ตอนได้รับเชิญไปงานเทศกาลภาพยนตร์ จากการได้ร่วมแสดงในหนังเรื่อง Death Bell 2 น่ะค่ะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองต้องเตรียมตัวให้ดี เพราะจะต้องโชว์ตัวร่วมกับนักแสดงสาวรุ่นน้องอย่าง จียอน จากวง T-ara ที่อายุน้อยกว่าตัวฉันถึง 10 ปีด้วย ในตอนนั้นฉันเลยตั้งใจว่าใส่ชุดกระโปรงที่สั้นมาก ๆ ดีกว่า”
นักแสดงสาววัย 27 ปี เล่าเรื่องขายหน้าของตัวเองต่อไปว่า “แต่ตอนถึงงานจริง ฉันเริ่มรู้สึกว่าชุดมันสั้นเกินไป เวลาเดินเลยต้องเอามือปิดไว้ตลอด เวลาถ่ายรูปอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เวลาเดินหรือขึ้นขั้นบันได ฉันต้องเอามือปิดด้านหลังของตัวเองไว้ตลอดเลยค่ะ ตอนหลังฉันถึงได้เห็นว่า คุณคิมยูนา (นักสเก็ตน้ำแข็งเหรียญทองกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวชาวเกาหลีใต้) ก็ใส่ชุดนี้ด้วยเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าโชคดีแล้วที่ตัวเองได้ใส่ไปก่อนแล้ว แต่พอสังเกตดี ๆ แล้วถึงเห็นว่าตอนใส่ชุดนี้ เธอสวมกางเกงเอาไว้ด้วย เหมือนกับที่ ปาร์คซียอน ใส่ชุดนี้ เธอก็สวมกางเกงด้วยเหมือนกัน”

“ฉันเลยไปลองเช็คในอินเตอร์เน็ตดู ถึงได้รู้ว่าตอนนั้นตัวเองไม่ได้ใส่ชุดกระโปรงสั้นนี่นา แต่ใส่แค่เสื้อตัวบนเท่านั้น” ยุนซึงอา สารภาพเรื่องหน้าแตกของตัวเองด้วยเสียงหัวเราะ

คิมยูนา นักสเก็ตน้ำแข็งเหรียญทองกีฬาโอลิมปิก และ ยุนซึงอา
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ทีมงานหนังขู่ปล่อยภาพนู้ด "อู๋เพ่ยฉือ" หลังโดนเบี้ยวค่าจ้าง

ทีมงานจากภาพยนตร์เรื่อง "Lost In Panic Room" ตัดสินใจเล่นไม้แข็งหลังได้รับค่าจ้างล่าช้ากว่ากำหนด ด้วยการขู่ผู้สร้างว่า หากยังไม่มีการจ่ายเงินให้ครบตามสัญญาภายใน 1 สัปดาห์ แนววาบหวิวของนางเอกสาว "อู๋เพ่ยฉือ" จากหนังเรื่องดังกล่าว จะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะชน

ชายที่ไม่ประสงค์จะออกนามแต่อ้างว่าตนเองเป็น 'ผู้ช่วยช่างแสง' ของภาพยนตร์จีนเรื่อง Lost In Panic Room ได้ประกาศในเว็บไซต์ Sina Weibo ของตนเองว่า กองถ่ายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวติดค้างเงินค่าจ้างของเขาอยู่ถึง 10,000 หยวน (ประมาณ 44,900 บาท) ตั้งแต่ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งเงินก้อนดังกล่าวคิดเป็นครึ่งหนึ่ง ของค่าจ้างทั้งหมดในการทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้เลย

หลังจากไม่ได้รับเงินอย่างครบถ้วนตามสัญญา ทีมงานภาพยนตร์คนนี้จึงขู่ว่า เขาจะอัพโหลดภาพจากฉากร่วมรักของ อู๋เพ่ยฉือ นักแสดงสาวคนดังที่รับบทเด่นในเรื่อง กับนักร้องนักแสดงหนุ่ม หยวนเฉิงเจี๋ยว ซึ่งเป็นฉากที่ไม่ได้ใช้ในหนังฉบับสมบูรณ์
ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (19 ต.ค.) หนุ่มคนดังกล่าวได้โพสต์ภาพตัวอย่าง 5 ภาพ ในฉากที่นักแสดงทั้งสอง จูบและกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันบนเตียง นอกจากนั้นยังมีภาพที่ฝ่ายหญิง พยายามจะถอดเสื้อตัวบนของฝ่ายชายออกด้วย ซึ่งทีมงานภาพยนตร์คนนี้ยังยืนยันว่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะของจริงจะประกอบไปด้วยภาพนู้ดของ อู๋เพ่ยฉือ และหยวนเฉิงเจี๋ยว ซึ่งไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน

โดยเขาให้เวลาผู้สร้างภาพยนตร์ ในการชำระเงินค่าจ้างให้ครบ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

หลังเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น หนึ่งในผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Lost In Panic Room ได้ออกมาปฏิเสธ พร้อมอธิบายเรื่องทั้งหมด โดยอ้างว่าบริษัทได้จ่ายเงินแก่บริษัท ที่รับทำงานด้านโปรดักชั่นในหนังไปทั้งหมดแล้ว ซึ่งหาก 'ผู้ช่วยช่างแสง' คนนี้ยังไม่ได้รับเงินครบถ้วน บริษัทก็พร้อมจะช่วยเหลือจัดการเป็นธุระ ในการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้

อย่างไรก็ตามยังมีข้อสงสัยจากชาวเน็ตจีนจำนวนหนึ่งว่า ข่าวทั้งหมดอาจเป็นเพียงการจัดฉาก เพื่อโปรโมตภาพยนตร์ของผู้สร้างก็เป็นไปได้
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

"มิ้นท์" ปัดมือที่ 3 ทำ "ภูริ-แอน" รักง่อนแง่น ป้อง "เต็งหนึ่ง" แมนชอบผู้หญิง

"มิ้นท์" แจงภาพคู่ "ภูริ" ถ่ายกันหลายคนในงานแต่ง "นานา" ปัดจ้องฉกฝ่ายชายจากอก "แอน อลิชา" ลั่นงานนี้ไม่มีเคลียร์ เชื่อดาราสาวรุ่นพี่เข้าใจ รับถูกผู้ใหญ่ติงหลังตกเป็นข่าว ทั้งออกโรงป้อง "เต็งหนึ่ง" แมนแท้ชอบผู้หญิง มั่นใจผู้ชายที่คบหาแค่เพื่อน ส่วนความสัมพันธ์กับ "ซัน" เป็นพี่น้อง โบ้ยถามอีกฝ่ายจีบหรือไม่
หลังจากที่นักแสดงสาว "มิ้นท์ นวินดา เบอร์ต๊อตตี้" จากละครเรื่อง "เจ้าสาวริมทาง" ได้เลิกรากับอดีตแฟนหนุ่มนักร้องวงบี.โอ.วาย "เต็งหนึ่ง กฤษณกันต์ มณีผกาพันธ์" เจ้าตัวก็ครองตัวเป็นสาวโสดหัวใจว่าง ไม่มีข่าวกับหนุ่มไหนให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย ล่าสุดสาวมิ้นท์โดนข้อครหาแรงถูกกล่าวหาว่าเป็นมือที่ 3 แทรกกลางความรักที่กำลังง่อนแง่นของคู่ดาราหนุ่ม "ภูริ หิรัญพฤกษ์" และ "แอน อลิชา ไล่สัตรูไกล" หลังมีภาพคู่ของสาวมิ้นท์กับหนุ่มภูริหลุดออกมา พอมีโอกาสเจอดาราสาวในงาน "ความสุขพร้อมเสริฟของคอนโดไอดีโอมิกซ์ พหลโยธิน" ย่านสะพานควาย เมื่อสอบถามก็ได้รับการชี้แจงกลับมาว่า

"กับพี่ภูริเป็นแค่คนรู้จักกันค่ะ ก็คือมิ้นท์รู้จักกับพี่วุ้นเส้น (วิริฒิพา ภักดีประสงค์) และพี่นานา (ไรบีนา) ก็เลยรู้จักกับพี่ภูริด้วย ซึ่งภาพที่ออกมาก็คือในงานแต่งงานของพี่นานา เราก็ถ่ายรูปด้วยกัน ก็มีคนอื่นๆ ด้วย แต่ยังไงไม่ทราบภาพถึงออกมามีแค่สองคนเท่านั้น ถามว่ากลัวคนมองพี่แอนกับพี่ภูริห่างกันเพราะมิ้นท์หรือเปล่า ก็ไม่กลัวนะคะ เพราะมิ้นท์ก็รู้จักกับพี่แอน และคิดว่าพี่เขาน่าจะเข้าใจอยู่แล้วว่า มันเป็นปัญหาของคนสองคนมากกว่า และก็ไม่ได้กลัวว่าจะถูกมองเป็นมือที่ 3 อะไรด้วย เรารู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร แถมวันนั้นคุณแม่ก็อยู่ด้วย เอารูปที่ถ่ายสามคนมายืนยันได้เลยค่ะ"

"สำหรับเรื่องเคลียร์กับพี่แอนก็คงไม่ต้องเคลียร์อะไร เพราะว่าพี่แอนก็น่าจะรู้ตัวค่ะว่าอะไรคืออะไร แล้วพี่เขาก็โตๆ กันแล้ว คงไม่คิดเล็กคิดน้อยหรอก มิ้นท์ก็ไม่มีเบอร์พี่แอนด้วย จะคุยกับพี่นานามากกว่า คือเราก็ยังเด็ก พี่ภูริอายุห่างกับมิ้นท์มากนะ อีกอย่างวันนั้นคุณแม่ก็อยู่ด้วย พี่แอนก็อยู่ด้วย ซึ่งตอนที่มีภาพออกมาเราก็กังวลนิดหน่อยค่ะ เพราะทางผู้ใหญ่ติมาเหมือนกันเรื่องนี้ แต่เราก็โอเคขอให้คนรอบข้างเราเข้าใจ ก็สบายใจแล้วค่ะ ยืนยันว่ากับพี่ภูริไม่มีอะไรแน่นอน"

สอบถามถึงอดีตแฟนเก่าอย่าง "เต็งหนึ่ง" ที่ตอนนี้มีเสียงลือหึ่งว่า ไม่แมนทั้งแท่ง กำลังคบหาอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง "มิ้นท์" ป้องยันอีกฝ่ายชอบผู้หญิง

"ข่าวเต็งหนึ่งคบผู้ชาย อันนี้มิ้นท์ก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เพราะยังไม่เห็นภาพนั้น แต่คิดว่าคงเป็นเพื่อนกันมากกว่า ถ้าถามว่าตอนนี้ยังคุยกันอยู่หรือเปล่า คือตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้มีอะไรต่อกัน ต่างคนต่างไปเลยค่ะ ไม่ได้มีโอกาสได้เจอกันด้วย ที่เห็นมิ้นท์เขียนว่าสาวอาภัพรัก รักคุดตุ๊ดเมิน คือว่าอันนั้นตั้งเล่นๆ มันเป็นกลอนที่เขาเขียนในอินเทอร์เน็ต ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย ก็แบบตั้งขำๆ มากกว่าอย่าไปพาดพิงถึงเขา"

"เขามีข่าวออกมาแบบนี้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะเราคิดว่าเขาสามารถคบใครก็ได้ มีเพื่อนเพศไหนก็ได้ค่ะ ทุกคนมีเพื่อนได้ทุกเพศอยู่แล้ว มันก็คืออดีตที่ผ่านมา เขาก็เป็นคนดีกับเราแค่นั้นก็โอเคแล้ว อีกอย่างมั่นใจตลอดมาว่า ในระหว่างที่เราคบหากันเขาบริสุทธิ์ใจ มิ้นท์เชื่อว่าเขาไม่เคยคิดจะคบเราบังหน้า ตลอดเวลาหนึ่งปีมามิ้นท์รู้สึกได้ค่ะว่า เขาคงไม่ใช่คนอย่างนั้น ถ้าเขาเป็นมิ้นท์ก็ต้องดูออก ถ้าทำอย่างนั้นคงใจร้ายไปหน่อยหรือเปล่า ในความคิดของเราก็คือเขาไม่ได้เป็น และมิ้นท์เชื่อว่าเขาก็ชอบผู้หญิง เขาชอบผู้หญิงน่ารักๆ อยู่แล้ว"

ส่วนข่าวที่ว่าตอนนี้สาว "มิ้นท์" กำลังควงดาราหนุ่ม "ซัน ประชากร ปิยะสกุลแก้ว" มีคนเห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ ล่าสุดว่ากันว่าฝ่ายชายตามเฝ้าถึงกองถ่ายด้วย เจ้าตัวรีบแจงทันทีเป็นพี่น้องกัน โบ้ยถามฝ่ายชายจีบหรือไม่

"พี่ซันก็รู้จักเป็นพี่เป็นน้องกัน คือรู้จักกันได้สักพักใหญ่แล้วค่ะ เพราะมีเพื่อนแนะนำให้รู้จัก แต่ตอนนี้ก็เป็นเพื่อนค่ะ ไม่เคยไปเฝ้านะคะ แต่เคยเจอกันที่โพลีพลัสเพราะวันนั้นมิ้นท์ไปเชียร์พี่ที่รู้จัก เขาไปร่วมประกวดชิงดาวที่นั่น แล้วพี่เขามารายการนั้นพอดีแค่นั้นก็ทักทายกันปกติ ก็มารถคนละคันกันแล้วก็กลับคนละคัน มีโทรหาไหม เขาก็บีบีมาหรือไม่ก็โทรบ้าง หรือบางครั้งก็มีไปกินข้าวกัน แต่ก็ไปกับเพื่อนหลายๆ คนไม่ได้บ่อยมาก เพราะเราเองช่วงนี้ก็เร่งถ่ายละครปิดกล้องอยู่"

"แต่เขาจะจีบหรือเปล่า อันนี้ต้องถามเขาเองค่ะ ก็คิดว่าไม่นะ แต่ไปถามเขาอีกที เพราะดูไม่ค่อยออกแล้วเดี๋ยวนี้(หัวเราะ) ส่วนเรื่องจะพัฒนาหรือเปล่า ตอนนี้ยังดีกว่าค่ะ ขอเป็นเพื่อนก่อนดีกว่า เพราะที่ผ่านมาเราเองก็เสียใจมาเยอะเหมือนกัน ถ้าจะเปิดใจคบหากับใครอีกสักคนนึง ก็ขอเวลานิดนึงดีกว่า มิ้นท์เป็นคนไม่มีสเปค ขอให้เป็นคนดีไม่โกหก ไม่หลอกลวงก็พอแล้ว"
ที่มา manager

'แพนเค้ก'เปล่าเปลือยขึ้นปก รับงานทุกชิ้นคิดมาอย่างดี

ทำเอาแผงหนังสือร้อนฉ่าเลยก็ว่าได้ เมื่อนางเอกสาวหน้าใส แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ลุกขึ้นเปลือยขึ้นปกนิตยสารชื่อดัง งานนี้สาวแพนยันไม่ได้เปลือยหมด ยอมรับว่าแรก ๆ แฟนคลับมีอึ้ง แต่ก็เป็นงานอีกชิ้นที่แตกต่างออกไป อยากให้มองที่เนื้องานมากกว่า

แพนเค้ก กล่าวว่า “แพนไม่ค่อยได้ออกงาน อาจจะแปลกจากชิ้นงานอื่น ๆ ที่เราเคยทำ แต่มันก็เป็นงานชิ้นนึงที่เราได้ทำแค่นั้นเอง เป็นมุมนางแบบมากกว่า แพนโอเค ไม่ได้ซีเรียส ไม่ได้คิดมากตอนทำ แพนก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับ พี่ศักดิ์ ช่างภาพ ซึ่งแพนเองไม่เคยมีโอกาสร่วมงานกับพี่เขามาก่อนเลย” ...ถอดจริงมั้ย... “ก็ปิดหมด ใส่เสื้อชั้นใน กางเกงขาสั้น คุยกันก่อนว่ารูปนี้จะเห็นหรือไม่เห็น เขาก็ให้ดูภาพเลยว่าจะถ่ายออกมาเป็นแบบนี้ อย่างรูปที่นั่งอยู่ก็บอกว่าไม่เห็นอะไรเลยนะ เพราะเราเอามือและขาปิด เห็นแต่มือกับขา” แต่ดูแรง? “เพราะเราไม่เคยเห็นภาพแบบนี้ไง แต่ภาพที่ออกมาก็โอเค เขามีแบบอ้างอิงให้เราดูชัดเจน ก่อนตีพิมพ์ก็ส่งรูปมาให้ดูก่อนตีพิมพ์ เขาก็ทำตามที่เราบอกหมดเลย เราทำงานเป็นนางแบบ เราก็ควรรับผิดชอบและตั้งใจในการทำงานของเราให้เต็มที่”

...ฟีดแบ็กแฟนคลับเป็นยังไง... “แรก ๆ ก็อาจจะมีไปในทางลบซะก่อน คนก็คงคิดได้หลายแง่ แต่เราก็บอกว่าในทุกชิ้นงานของเราก็มีหลายแง่อยู่แล้ว ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนมากกว่า นี่เป็นอีกชิ้นงานหนึ่ง ของแพน และเรารู้สึกว่าเราตั้งใจทำงาน แพนก็โอเคไม่คิดมาก ผู้ใหญ่ทางช่องก็ไม่ได้ว่าอะไร เหมือนงานหนึ่งที่เรามีโอกาสได้ทำแค่นั้นเอง คุณแม่เองก็อยู่ ด้วย เราก็คิดว่าถ้าผ่านการตัดสินใจของคุณแม่กับเราก็น่าจะโอเคอยู่แล้ว” ดูเผิน ๆ เหมือนไม่ได้ใส่อะไร? “เขาก็เล็งมุมกล้องเลยว่ามุมนี้นะ” ...มีคนเมาท์ว่าเลิกแอ๊บใสแล้ว... “ไม่ได้แอ๊บเลย มันขึ้นอยู่กับแต่ละชิ้นงานมากกว่า แพนว่าเราต้องเดินหน้านะ ไม่ใช่ว่าจะสร้างกระแสให้ตัวเอง เราทำงานเป็นนางแบบ เราก็อยากทำงานที่น่าสนใจ” จะมีถ่ายเล่มอื่นอีกมั้ย? “ก็ดูที่คอนเซปต์งานมากกว่า อย่างชุดว่ายน้ำ ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำ แต่เรารู้สึกว่าถ้าถึงเวลาที่เหมาะสมก็โอเค ตอนนี้เรายังไม่รู้สึกแบบนั้นค่ะ”.
ที่มา dailynews

'พอลล่า'เปิดใจแฟนหนุ่มสู่ขอ

คุกเข่าเหมือนในหนัง โบ้ยสินสอดร้อยล้าน

"พอลล่า เทเลอร์" แถลงข่าวชื่นมื่น เตรียมสละโสดสิ้นปีนี้ กับแฟนหนุ่มลูกครึ่งจีน-อังกฤษ "เอ็ดเวิร์ด บัตเทอรี่" นางเอกสาวเผย หมั้นกันแล้วเงียบ ๆ ที่ปารีสเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่วนงานวิวาห์ได้ฤกษ์ 22 ธ.ค. นี้ ที่โรงแรมแมนดารินโอเรียลเต็ล แย้ม ฝ่ายชายคุกเข่าขอแต่งงานเหมือนในหนัง เลยตอบ ตกลงทันที เพราะมั่นใจเป็นคนที่ใช่ แม้จะคบหากันแค่ปีเดียวก็ตาม โบ้ย สินสอดร้อยล้าน ส่วนเรื่องทายาทยังไม่คิดมีตอนนี้ ขณะที่ฝ่ายชายโฟนอินให้สัมภาษณ์หวานเจี๊ยบ “รักและอยากให้พอลล่ามาเป็นภรรยาของผม จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”

ภายหลัง “เดลินิวส์” เสนอข่าวนางเอกสาวชื่อดัง “พอลล่า เทเลอร์” เตรียมประกาศสละโสดกับแฟนหนุ่มนอกวงการนั้น ความคืบหน้า ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์ เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 27 ต.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางเอกลูกครึ่งชื่อดัง พอลล่า เทเลอร์ ได้ประกาศสละโสดกับแฟนหนุ่ม ลูกครึ่งจีน-อังกฤษ วัย 26 ปี “เอ็ดเวิร์ด บัตเทอรี่” ในงาน “สปิริต ออฟ นนทบุรี” แล้ว หลังจากคบหาดูใจกันมาได้ 1 ปี ซึ่งงานแต่งจะมีขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ที่โรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล โดยพอลล่าให้สัมภาษณ์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า “ช่วงนี้มีข่าวเครียด ๆ กันมาเยอะ วันนี้ พอลล่าเลยมีข่าวดีจะมาบอกว่าตอนนี้หมั้นแล้ว และกำลังเตรียมตัวจะแต่งงาน คือเราหมั้นกันเมื่อตอนต้นปีแบบเงียบ ๆ ที่ปารีส แต่ตอนนี้เราพร้อมที่จะบอกทุกคนแล้ว คือทุกอย่างมันเหมือนใน หนังมาก มีคุกเข่าขอแต่งงานด้วย เราก็ตอบตกลงทันที เพราะรู้สึกว่าเขาคือคนที่ใช่ แต่มันอธิบายไม่ได้ หลายคนอาจจะมองว่าเราคบกันแค่ปีกว่า ๆ แต่ถ้าคิดว่ามันใช่ ก็ไม่เกี่ยวกับเวลา”

นางเอกสาวกล่าวต่อว่า “ฤกษ์แต่งงานจะมีขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ที่ โรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล หลังจากนั้นจะไปจัดงานที่ฮ่องกง และที่อังกฤษต่อ ส่วนการเตรียมตัว พอลล่าต้องเป็นคนจัดการเอง แต่ตอน นี้ยังถ่ายละครอยู่ เลยยังไม่ได้ไปเข้าคอร์ส เจ้าสาวเลย ส่วนเอ็ดเวิร์ดก็กำลังเรียนอยู่ที่อังกฤษ น่าจะกลับมาเดือนหน้า ในส่วนของ ชุดแต่งงานก็คิดไว้หลายอย่าง เพราะตอนแรกคิดจะจัดงานแต่งงานที่ไทยปีหน้า แต่ ก็ตัดสินใจแต่งเร็วขึ้น เพราะช่วงคริสต์มาส ที่จะถึงนี้ครอบครัวของเอ็ดเวิร์ดจะเดินทางมาเมืองไทย เลยอยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากัน แต่ตอนนี้ยังไม่มีเพื่อนเจ้าสาวเลย แต่ ก็มี นานา ไรบีนา มาคอยช่วยเป็นแม่งาน เพราะเขาเพิ่งจัดงานแต่งงานของตัวเองไป”

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่ามีการสู่ขอด้วยค่าสินสอดสูงถึงร้อยล้านบาท พอลล่า กล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจว่า “ไม่ได้ทำประเพณีแบบนั้น เพราะไม่ได้คำนึงถึงเรื่องศาสนามาก อาจจะไม่ได้มีการเข้าโบสถ์ด้วย แต่จะเป็นฝรั่ง ๆ หน่อย เป็นปาร์ตี้ ส่วนเรือนหอก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะพอลล่า เป็นคนอยู่ไม่ค่อยนิ่ง น่าจะต้องมีมากกว่าหนึ่งประเทศ สำหรับเรื่องแหวนหมั้นวงที่ใส่นี้ เอ็ดเวิร์ดเป็นคนออกแบบเอง ส่วนอีกวง จะเขียนคำว่า “วี” ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “ใช่” หมายถึงคนที่ใช่ ซึ่งเราใส่ตอนคบกัน” ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการมีทายาท พอลล่ากล่าวว่า “คิดว่าอยากจะทำทีละเรื่อง คืออยากจะจัดเรื่องแต่งงานให้เรียบร้อยก่อน เอ็ดเวิร์ดเองก็บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เตรียมตัวกันไม่ได้ แต่ก็ยังไม่คิดจะมีในตอนนี้เหมือนกัน ส่วนเรื่องงานในวงการพอลล่ายังตัดสินใจอะไรไม่ได้ ต้องให้เลยช่วงเดือน ธ.ค.ไปก่อนถึงจะตอบได้ ส่วนเรื่องฮันนีมูนอาจจะต้องให้ฝ่ายชายเรียนจบก่อน คงประมาณกลาง ปีหน้า แต่ช่วงปีใหม่อาจจะมีไปเที่ยว กับครอบครัวเอ็ดเวิร์ดที่ภูเก็ตก่อน แล้วค่อยไปเมืองนอกค่ะ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่กำลังให้สัมภาษณ์อยู่นั้น ว่าที่เจ้าบ่าวเอ็ดเวิร์ด ได้โทรศัพท์เข้ามาให้สัมภาษณ์ถึงงานวิวาห์ที่จะเกิดขึ้น โดยมีพอลล่าเป็นคนแปลเป็นภาษาไทยว่า “ผมรู้สึกรัก และอยากให้พอลล่า มาเป็นภรรยาของผม เพราะอยากที่จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป ผมคิดว่าการขอคนรักแต่งงานเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่สุดในโลก สำหรับ งานแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ผมตื่นเต้นมาก ซึ่งหากหลังจากแต่งงานแล้วผมก็จะตามใจพอลล่าว่า อยากจะทำงานในวงการต่อไปหรือไม่ หรืออยากจะให้เขาเป็นแม่บ้านก็ได้”.
ที่มา dailynews

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แพนเค้ก ถ่ายโป๊ว ในนิตยสาร LIPS

แพนเค้ก ถ่ายโป๊ว ในนิตยสาร LIPS อึ้งกันเป็นแถบ! เมื่อนางเอกหน้าหมวย แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ สลัดคราบคุณหนู เปลือยกาย ขึ้นปกนิตยสาร LIPS เป็นครั้งแรก ซึ่งแฟชั่นเซตนี้ของ สาวแพนเค้ก ค่อนข้าง ร้อนแรง และ หวือหวา กว่าครั้งที่ผ่านมา งานนี้...ไม่รู้ว่าถ้าหวานใจพระเอกหนุ่ม เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เห็นแฟนสาว แพนเค้ก เขมนิจ เปลี่ยนลุคส์แบบนี้จะว่ายังไงบ้างหนอ!!!!
ลิปส์ปักษ์หลังกันยายนเผยความลับของซูเปอร์สตาร์สาว แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ กับแฟชั่นปกสุดเซ็กซี่ของเธอ พร้อมเปลือยเรื่องราวชีวิตในบทสัมภาษณ์สุดพิเศษ...กว่าจะมาเป็นนางเอกยอดนิยมที่มีคิวงานยาวเหยียด มีแฟนคลับที่เหนียวแน่น แถมยังเป็นเจ้าแม่พรีเซ็นเตอร์ที่บรรดาแบรนด์สินค้ายอมทุ่มเงินให้แบบไม่อั้น และแน่นอนที่สุดสำหรับแรงผลักสำคัญที่ทำให้แพนเค้กประสบความสำเร็จในวันนี้ คงต้องยกให้เป็นผลงานของซูเปอร์มัม คุณแม่นวลนง จามิกรณ์... ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์แสนอบอุ่นและสนุกสนานของสองแม่ลูกแบบเต็มๆ ในคอลัมน์ขยับปาก Super Star & Super Mom

และอีกหนึ่งคุณแม่ที่ลิปส์พลาดไม่ได้ที่จะไถ่ถามเรื่องราวของเธอ เอ-อัญชลี หัสดีวิจิตร ซิ้งเกิ้ลมัมคนสวยที่วันนี้เธอพานางฟ้าตัวน้อยที่ชื่อเอวี่มาถ่ายภาพน่ารักๆ และให้สัมภาษณ์ในคอลัมน์ขยับปากถึงช่วงชีวิตที่เธอต้องเข้มแข็งที่สุดเพื่อทำหน้าที่ทั้งคุณแม่และคุณพ่อแต่เพียงผู้เดียว แต่บนเส้นทางที่เธอเลือกก็ยังคงมีความงดงามให้ได้ชื่นชมด้วยเช่นกัน นั่นคือกำลังใจที่เธอได้จากคุณแม่ น้องสาว และเพื่อนๆ ทั้งในและนอกวงการบันเทิง...เรื่องราวของเธอจะน่าประทับใจขนาดไหน ติดตามอ่านได้ในคอลัมน์ขยับปาก Surviving as a Single Mother
และคอลัมน์ที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่พร้อมจะอัพเดตไลฟ์สไตล์ให้ลิปสเตอร์
แพนเค้ก ถ่ายโป๊ว ในนิตยสาร LIPS

ข่าว: จำคุก เปมิกา ฉ้อโกงทรัพย์ นพ.ประกิจเผ่า

จำคุก เปมิกา ฉ้อโกงทรัพย์ นพ.ประกิจเผ่า

ศาลพิพากษาจำคุกนางสาวเปมิกา วีรชัชรักษิต คดีฉ้อโกงทรัพย์ นพ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ เป็นเวลา 54 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนพวกอีก 3 คน สั่งจำคุกคนละ 34 เดือน 60 วัน แต่ไม่เคยกระทำความผิด และมีอาชีพน่าเชื่อถือโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี

ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาคดีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 ยื่นฟ้องนางสาวเปมิกา วีรชัชรักษิต กับพวกรวม 4 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่น สืบเนื่องจากช่วงเดือนตุลาคม 2549 -กุมภาพันธ์ 2550 นางสาวเปมิกากับพวกสมคบกันใช้อุบายหลอกลวง นพ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ เจ้าของสถาบันกวดวิชาแอพพลายฟิสิกส์ ให้หลงเชื่อซื้อรถยนต์โตโยต้า คัมรี่ สีดำ และมอบเงินกว่า 9 แสนบาท ให้เพื่อซื้อแผ่นป้ายทะเบียนรถคันดังกล่าว โดยร่วมกันสร้างสถานการณ์ว่านางสาวเปมิกา กับพวกสามารถนั่งสมาธิจนเข้าญาณชั้นสูง สามารถระลึกชาติได้ และหลอกลวงให้ นพ.ประกิตเผ่า เข้าใจว่าเคยเป็นสามีภรรยากับนางสาวเปมิกา มา 99 ชาติ จึงต้องชดใช้ในชาตินี้เพื่อบรรลุโสดาบัน หลอกลวงเอาทรัพย์สินที่เป็นเงินส่วนกลางของครอบครัวไป 7 รายการ อาทิ บ้าน, รถยนต์ ,พระเครื่อง รวมเป็นเงินว่า กว่า 8 ล้าน 3 หมื่นบาท

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์ มีพยานซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดและแพทย์ที่เป็นผู้รักษาเบิกความสอดคล้องกันว่าผู้ เสียหายมีอาการป่วยอารมณ์ 2 คั่ว หากมีผู้อื่นมายุยงอาจทำให้เกิดโรคจิตประสาทได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่น ลงโทษจำคุก 54 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นในการฉ้อโกง ลงโทษจำคุกคนละ 34 เดือน 60 วัน ปรับคนละ 27,000 บาท แต่จำเลยที่ 2-4 มีอาชีพที่น่าเชื่อถือและไม่เคยกระทำผิดมาก่อน โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี และให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้เงินให้ผู้เสียหาย 8,035,387 บาท
ข่าว: จำคุก เปมิกา ฉ้อโกงทรัพย์ นพ.ประกิจเผ่า
ที่มา news.mthai

'พลอย'ให้อภัย'ได๋' เชื่อซีดีไขความกระจ่าง

ยังคงเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไม่หยุด สำหรับกรณีที่มีข่าวว่า พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ และเพื่อนไปโห่พิธีกรหน้าหมวย ได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีคลิปตัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลุดออกมา ล่าสุดฝ่ายได๋นำคลิปดังกล่าวออกมาแจกสื่อ ล่าสุดเจอพลอยเธอก็บอกว่า ถูกกล่าวหาก่อน เลยต้องปกป้องตัวเอง บอกเรื่องจบตั้งแต่เอาเทปมายืนยันแล้ว เชื่อให้ความกระจ่างแก่ทุกคน ใครทำไม่ดีย่อมแพ้ภัยตัวเอง

พลอย กล่าวว่า “ตั้งแต่คราวที่แล้วที่เขาบอกอยากให้เรื่องนี้จบ พลอยว่ามันก็น่าจะจบทั้งต่อหน้านักข่าวและลับหลังนักข่าว เรื่อง นี้ถ้าเขายืนยันว่าไม่เห็น ก็ไม่เป็นไร เพราะพลอยเองก็อยากจบเหมือนกัน ต้องบอกก่อนว่าตอนแรกพลอยถูกกล่าวหาว่าโห่เขา ไม่ใช่ว่าเราตีโพยตีพายอยู่ดี ๆ มาฟ้องนักข่าว เราก็ต้องปกป้องตัวเอง เรื่องนี้พลอยเสียหาย เลยต้องพูดออกมาว่าต้องเอาเทปมายัน ไม่ได้ให้มาตัดสิน แต่ให้ดูที่เทปดีกว่า เพราะภาพลักษณ์พลอยเองก็เป็นคนดูแรง แต่พลอยทำอะไรก็อยู่บนพื้นฐานความจริง” ...ได๋มาเขียนขอบคุณบนเฟซบุ๊กพลอยกรณีที่พลอยส่งคลิปดังกล่าวไปให้ในเฟซบุ๊ก... “ยินดีค่ะ ก็เป็นเฟรนด์ในเฟซบุ๊กไงคะ พลอยก็อยากให้เขาเห็นเหมือนกัน เพราะมีคนฟอร์เวิร์ดมาให้พลอยเยอะมาก พลอยก็เลยส่งไปให้เขา เขาก็ส่งมาว่า “แธ็งคิ้ว ฟอร์ เดอะ โพสต์ นะคะ” พลอยก็ขอบคุณ “อ๋อ! ไม่เป็นไรจ้ะเพื่อนรัก (?) เมื่อไหร่” ต้องแยกแยะว่าคนรู้จักกับเพื่อนสนิทสถานภาพมันแตกต่างกัน พลอยกับได๋ก็อยู่วงการมาเกือบ 20 ปี เราก็รู้จัก เมื่อก่อนพลอยก็โอเค เจอเขาก็ทักทายปกติ แต่พอมีเรื่องนี้เข้ามา มันเลยกลายเป็นแบบนี้ไป” หลายคนสงสัยทำไมพลอยไม่ลบเฟซ บุ๊กของได๋ทิ้ง? “เฟซบุ๊กเก็บไว้เป็นคอนเนคชั่น” ...คนมองว่าเหมือน “ระบำดวงดาว” ยังไม่จบ... “พลอยอยาก จบ มันควรจะจบได้แล้ว เราก็ไม่อยากจะมีปัญหาอะไรกับเขาแล้ว พอมีข่าวมาแบบนี้ คนก็บอกว่าเราไปรังแกเขา พลอยก็เสียใจเหมือนกันที่มันไม่มีความยุติธรรม”

เรื่องนี้พี่ต้าร์ ทราบมั้ย? “เขาทราบ เขาก็เครียดนะ ไม่อยากให้ทะเลาะกัน แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องมันไม่ได้เกิดจากพี่ต้าร์ แต่มันเกิดจากคนนึงพูดเยอะ อีกคนไม่ยอม มันเลยไม่จบ พลอยก็คนจริง ไม่ชอบให้ใครพูดเอาดีเข้าตัวเอง แล้วให้ร้ายคนอื่น แต่ถ้าจบก็ขอให้จบ แต่พลอย ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไรต์ซีดีมาทั้งดุ้นแบบนี้ ก็ดีเหมือนกัน ที่ช่วยให้ความกระจ่างแก่ทุกคน” ...พ่อแม่พี่ต้าร์ว่ายังไงบ้าง... “ยังไม่ได้คุยกับท่านเลย พลอยมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็ก ยอมรับ ว่าพลอยเองก็อายเหมือนกัน ที่ต้องมาชี้แจงเรื่องไม่เป็นเรื่องต่อหน้าทุกคน” หลายคนคิดว่าเหตุมาจากพี่ต้าร์? “พลอยว่าเหตุมาจากปากเขามาก กว่า” ...ถ้ามีงานอีเวนต์ ที่จัดให้พลอยกับได๋ไปเคลียร์เรื่องนี้กันพลอยจะรับมั้ย... “ไม่เป็นไรดีกว่า ต่างคนต่างอยู่ ดีที่สุด พลอยว่าคงไม่มีอีเวนต์ไหนจ้างหรอกค่ะ (หัวเราะ) พลอยเชื่อว่าความจริงสามารถแก้ไขทุก อย่างได้” สรุปว่าเรื่องนี้จะไม่มีอีกแล้ว? “ใช่ จบแล้ว พลอยจบตั้งแต่ที่ให้เอาวิดีโอมายืนยัน พลอยสบายใจแล้ว พลอยให้อภัย”.
ที่มา dailynews

'อั้ม'ปรี๊ดแตกข่าวมั่ว 'มดดำ' เสิร์ฟผู้ชายให้

ตกเป็นข่าวว่า มดดำ-คชาภา ตันเจริญ เป็นคนจัดหาเด็กไปเสิร์ฟให้พระเอกปากแดงอย่าง อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์ ล่าสุดเจอตัวทั้งคู่ในงาน “โฮมโปร แชมเปี้ยน ซีซั่น 4” ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เลยจับทั้งคู่มาคุยให้เคลียร์ไปเลย โดยมดดำบอกว่าข่าวนี้เป็นเรื่องปัญญาอ่อน ด้านพระเอกหนุ่มถึงกับโกรธจัด ลั่นคนที่เขียนแบบนี้ได้ ต้องมีจิตใจต่ำทราม ย้ำมดดำเป็นเพื่อนที่ดี ส่วนข่าวเรื่องเกย์ยอมรับว่าเบื่อมาก บอก นัท มีเรีย เข้าใจดี
มดดำ กล่าวว่า “โดยส่วนตัวไม่เจออั้มมาเป็นเดือน คุยโทรศัพท์กันทุกวัน อันนี้ยืนยันแบบไม่รู้จะยืนยันยังไงแล้ว สมมุติมันเป็นเกย์ มันคงเป็นผัวมดดำไปนานแล้ว อยู่กันมาจะสิบปีแล้ว” ...ข่าวกลายเป็นว่าหาเด็กมาให้อั้ม... “มันก็ไม่รู้ว่าจะไปหาเด็กอะไรมาให้อั้ม ความจริงแล้วจะให้พูดยังไง อั้มก็ชอบผู้หญิง ถ้าจะหาให้ อั้มยังติดค้างมดดำอยู่ว่าวันเกิดจะหาให้อีก 2-3 คน มันหลอกว่าจะหาเด็กให้ตั้งแต่สมัย “ดิ ไอดอล” แล้ว ซึ่งข่าวแบบนี้ ตัวอั้มเองจะเซ็นซิทีฟพอสมควร คือเราเคยคุยกัน เฮ้ย! เอาไงดี แต่ข่าวที่ออกมาเราเพิ่งได้ยินเหมือนกัน ตัวเขาเองก็ถ่ายละครไม่เคยจบ ตัวมดดำก็ยังไม่เคยหยุดรายการ แล้วก็ไม่จำเป็นที่ต้องไปหาเด็กให้กัน มันปัญญาอ่อนเกิน”

ด้าน อั้ม กล่าวว่า “เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่ไม่รู้จะพูดยังไงอีก มดดำเป็นเพื่อนผม ไม่ว่าคนอื่นจะมองยังไง เขาเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับผม คนที่คิดอย่างนี้ได้จิตใจต้องต่ำทรามมาก เราก็บอกทุกครั้ง ไม่ใช่เป็นใครก็ไม่รู้ อยู่ ๆ มานั่งเขียนด่าชาวบ้าน เรื่องหาเด็ก ผมก็จะบอกว่ามดดำวันเกิดอยากได้อะไรให้บอก เดี๋ยวผูกโบส่งไปให้ที่บ้าน ก็พูดเล่น ๆ กันแค่นั้นเอง ไม่เคยมีอะไรเลย” อั้มเบื่อข่าวที่ว่าตัวเองเป็นเกย์มั้ย? “เบื่อมาก ไม่รู้จะตอบยังไงแล้ว ผมก็ชัดเจน มีอะไรก็ให้มาถามผมอยู่ที่แจ้ง แต่อย่าเป็นใครไม่รู้นั่งเขียนอยู่หลังปากกา ใช้นามปากกานู่นนี่ เวลาจะหาตัวรับผิดชอบก็ไม่มี ไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หัว เรื่องหาเด็กจะหาอะไร เขาก็รู้จักกับคุณนัท สนิทกันเลย มีโทรฯคุยและบีบีกัน คุณนัทก็รู้ว่าผมสนิทกับมดดำ บางทีโทรฯมาหา คุณนัทก็บอกขอคุยกับผมหน่อย คือเข้าใจกัน จริง ๆ เราไม่มีอะไรกันเลย แต่ไอ้คนอื่นนี่แหละ ที่ทำให้เป็นเรื่องเป็นปัญหา”.
ที่มา dailynews

ยอดเสียชีวิตจากสึนามิถล่มอินโดฯพุ่ง112ศพ

นายฮาร์แมนยาห์ หัวหน้ากองบรรเทาสาธารณภัยของเกาะสุมาตราตะวันตก ในอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากคลื่นยักษ์สึนามิซัดชายฝั่งของประเทศ ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เพิ่มขึ้นเป็น 112 ศพแล้ว และอีก 502 คน ยังคงสูญหาย

โดยแผ่นดินไหวระดับ 7.7 ริกเตอร์ ในหมู่เกาะเมนตาไว ทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา เมื่อคืนวันจันทร์ ทำให้เกิดคลื่นสูง 3 เมตร ซัดท่วมหมู่บ้าน 10 แห่ง ซึ่งกระแสน้ำไหลขึ้นฝั่งเป็นระยะทาง 600 เมตร บนเกาะเซาท์ ปาไก

ขณะที่ ยอดผู้เสียชีวิตจากภูเขาไฟเมราปีระเบิด ในเมืองยอกยาการ์ต้า บนเกาะชวากลาง เพิ่มเป็น 25 ศพแล้ว

ด้าน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐ กล่าวแสดงความเสียใจที่มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นสึนามิซัดชายฝั่งอินโดนีเซีย พร้อมสัญญาให้ความช่วยเหลือ โดยผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า เขา และ นางมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1 รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิต และบาดเจ็บของประชาชน รวมถึงความเสียหายต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากแผ่นดินไหว และสึนามิ ในเกาะสุมาตราตะวันตก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายอย่างทันที

ธรณีพิโรธที่อินโดนีเซียอีก 5 ริกเตอร์

วันนี้ (27 ต.ค.) กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 07.17 น. ที่ผ่านมา ได้เกิดแผ่นดินไหวบริเวณทางตอนใต้ฝั่งตะวันตกของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งวัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5 ริกเตอร์ โดยจุดศูนย์กลางอยู่ที่ความลึกจากระดับผิวดินประมาณ 10 กิโลเมตร เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานความเสียหายแต่อย่างใด
ที่มา dailynews

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ข่าว: ด่วน!! สึนามิ ถล่มอินโดนีเซีย

อัพเดต!! เจ้าหน้าที่อินโดนีเซีย เผย แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ นอกเกาะสุมาตรา ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิถล่มหมู่บ้านชายทะเล จนทำให้ชาวบ้านซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิงและเด็กสูญหายกว่า 360 คน และมีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 40 ศพ

——————————————————————

สำนักข่าวจาการ์ต้าโพสต์ รายงาน เกิดสึนามิ ที่อินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิต 23 คน สูญหาย 167 คน

โดยสำนักภัยพิบัติของประเทศอินโดนีเซีย รายงานว่า เกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามิที่หมู่เกาะเมนตาวี (Mentawai) ทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา คลื่นยักษ์ดังกล่าวพัดถล่มบ้านเรือนที่อยู่ชายฝั่ง สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านถูกพัดไปกับคลื่นยักษ์ ซึ่งยอดผู้เสียชีวิตยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ

ทั้ง นี้ รายงานระบุว่า คลื่นยักษ์ดังกล่าวมีความสูงกว่า 3 เมตร เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ท้องมหาสมุทร ที่มีการแจ้งเตือนไว้ก่อนหน้านี้ โดยบ้านเรือนกว่า 100 หลังของชุมชนริมฝั่งทะเลถูกกลืนไปกับสายน้ำ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่รายงานว่า ขณะนี้พบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 23 ราย และมีประชาชนอย่างน้อย 167 คนสูญหาย โดยผู้สูญหายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก

อินโดนีเซีย เป็นบริเวณที่อยู่ในเขตที่เป็นมีแนวโน้มที่จะเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟ ระเบิด ซึ่งบริเวณใกล้เคียงที่อยู่ตามฝั่งทะเลมหาสมุทรต้องติดตามการแจ้งเตือนภัยสึนามิอย่างใกล้ชิด

ภาพจาก CNN
เรียบเรียงข่าวโดย Mthai News

“พอลล่า เทเลอร์” เตรียมประกาศสละโสด

ลั่นระฆังวิวาห์กับนักธุรกิจหนุ่มหล่อลูกครึ่งจีน-อังกฤษ หลังไปปิ๊งรักกันที่เกาะฮ่องกง คาดเข้าหอรักต้นปีหน้า

วันนี้ (26 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางเอกสาว “พอลล่า เทเลอร์” วัย 27 ปี เตรียมประกาศสละโสดกับแฟนหนุ่มหล่อ ลูกครึ่งจีน-อังกฤษ อายุ 27 ปี เท่ากันคือ “เอ็ดเวิร์ด บัตเทอรี่” หลังจากปลูกต้นรักมานานกว่า 1 ปี โดยทั้งคู่ไปปิ๊งรักกันที่เกาะฮ่องกง โดยชายหนุ่มลูกครึ่งผู้โชคดีที่พิชิตใจนางเอกสาว เป็นนักธุรกิจเกี่ยวกับชิปปิ้ง มีบริษัทระดับเวิลด์ไวด์ในหลายประเทศ อาทิ ไทย จีน ฮ่องกง ฯลฯ โดยก่อนหน้านี้นางเอกสาวคนดังเคยควงคู่แฟนหนุ่มต่อหน้าสาธารณชนไม่กี่งานเท่านั้น ล่าสุดเพิ่งจะไปร่วมงานเปิดตัวธุรกิจส่วนของของพอลล่า คือ บริษัท สเตลล่าร์ อาร์ทิสท์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ย่านลาดพร้าว 94

อย่างไรก็ดีในรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิวาห์ของทั้งสองคนนั้น มีการคาดการณ์ว่า “พอลล่า” จะเดินทางจากประเทศสิงคโปร์ มาเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดด้วยตนเอง วันพุธที่ 27 ต.ค ภายในงานอีเว้นท์ “สปิริต ออฟ นนทบุรี” เวลา 14.30 น. บริเวณลานกิจกรรมชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า รัตนาธิเบศร์ ที่สำคัญนางเอกคนดังได้บอกกล่าวเรื่องแต่งงานของตัวเองกับบรรดาเพื่อนๆ สนิทในวงการบันเทิงบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น นานา ไรบีนา, วุ้นเส้น-วิริฒิภา, เจนสุดา ปานโต ฯลฯ โดยคาดว่าจะมีพิธีวิวาห์ราวๆ ต้นปีหน้าแน่นอน

ประวัติของพอลล่า เทเลอร์ มีชื่อจริงว่า น.ส.พัลลภา มาร์กาเร็ต เทเลอร์ ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2526 เข้าวงการบันเทิงด้วยการเป็นนางแบบโฆษณา และเป็นนางเอกมิวสิกวีดีโอให้ศิลปินดังๆนับไม่ถ้วน จากนั้นเข้ามาเป็นผู้ดำเนินรายการ “แชนแนล วี ไทยแลนด์” แล้วจึงเริ่มขยับมามีผลงานแสดงทั้งภาพยนตร์และละครมาแล้วมากมาย อาทิ หนังเรื่อง 999-9999 ต่อติดตาย, เซ็กส์โฟน/คลื่นเหงา/สาวข้างบ้าน, รักจัง, พระ เด็ก เสือ ไก่ วอก, บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้), เลดี้มหาชน, คู่แท้ชุลมุน, ฟ้ากับตะวัน จนมาถึงผลงานละครซิตคอมเรื่องล่าสุดที่กำลังออกอากาศ “เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร” ทางโมเดิร์นไนน์.
“พอลล่า เทเลอร์” เตรียมประกาศสละโสด
ที่มา เดลินิวส์

'ปู-ไปรยา' กระสือเซ็กซี่ 2010

'ปู-ไปรยา' กระสือเซ็กซี่ 2010 ใกล้วันฮาโลวีนเข้ามาทุก ที สองผู้บริหาร สามเศียร นำโดยพี่ใหญ่ หลุยส์ สยาม และ ลอร์ด-สยม สังวริบุตร เลย งัดทีเด็ด ผุดโปรเจคท์พิเศษชื่อสยอง “เฮี้ยน” นำเพลงละครดังในอดีต อาทิ กระสือ, ปอบผีฟ้า, สิงหไกรภพ, โกมินทร์, สี่ยอดกุมาร ฯลฯ มาคัพเวอร์ใหม่แบบอินเทรนด์ ทั้งแนวฮิพฮอพ ร็อก เป็นต้น เปิดตัวด้วยเพลงแรก “กระสือ” ได้แร็พเปอร์ตัวจริง ดาจิม มารับหน้าที่ร้องนำ แถมมิวสิกวิดีโอยังได้นางเอกสาวเซ็กซี่ ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ มาสวมบทกระสือสาวให้ดูกันด้วย

เบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ ทีมงานเซตสตูดิโอลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ให้ สาวปู ได้วาดลวดลายเซ็กซี่ทิ้งทวนก่อนโบกมือลาไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งการถ่ายทำก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะสองบิ๊กบอส หลุยส์-ลอร์ด วางให้ ปูเป็นผีกระสือสาวเซ็กซี่ปี ค.ศ. 2010 ออก มาเต้นยั่วใจหนุ่ม ๆ งานนี้แม้ว่า สาวปู จะออกตัวว่าไม่ถนัดการเต้นสักเท่าไหร่ แต่พอผู้กำกับฯ สั่งเดินกล้องก็ไหลลื่นผ่านฉลุยจนได้รับคำชมพร้อมเปิดใจหลังเสร็จงานว่า “เป็นครั้งแรกที่ปูมีโอกาสเล่นมิวสิกวิดีโอเพลงประกอบละครค่ะ จุดเริ่มต้นมาจาก พี่หลุยส์-พี่ลอร์ด ขอมา อยากให้ปูมาเล่น พอปูรู้เรื่องก็ตอบรับทันทีเลยค่ะ ยิ่งพอพี่ ๆ ทีมงานส่งเพลงมาให้ ปูฟังแล้วรู้สึกแปลกดี ตัวปูเองไม่เคยฟังเวอร์ชั่นเดิมด้วย ถือเป็นงานใหม่ที่แปลกไปจากที่เคยทำ ต้องมารับบทผีสาวเซ็กซี่ ความจริงก็ไม่ได้เซ็กซี่มากมายอะไร แต่พอถูกสั่งให้เต้นยั่วนี่สิ ปูไปไม่ได้เลย เต้นไม่เป็นเท่าไหร่ โชคดีที่ได้ พี่ ๆ แดนเซอร์สอนเลยเต้นได้ค่ะ”.
ที่มา dailynews

'ได๋' เอาคืน! แจกคลิปลับ แฉกลับ 'พลอย'

กลายเป็นเรื่องเป็นราวไม่จบไม่สิ้นเสียที หลังจากที่มีข่าวว่านางเอกสาว พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ และแก๊งไปโห่พิธีกรสาว ได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ ในงานแห่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้พลอยก็แก้ข่าวแล้วว่าเธอไม่ได้โห่แต่อย่างใด แถมได๋ยังแอ๊บแตกกัดจิกเธออีกต่างหาก ล่าสุดได๋เลยออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้อีกครั้ง พร้อมแจกคลิปวิดีโอในวันเกิดเหตุให้กับนักข่าววันก่อนในงาน “บิวตี้ เวิร์ล แอท โรบินสัน แฟชั่นไอส์แลนด์” ซะเลย

ได๋ กล่าวว่า “ก็ไม่มีอะไร แค่อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้ว มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน” ...เห็นคลิป รึยัง... “เห็นแล้ว คือหนูมองไม่เห็นจริง ๆ ว่าเป็นใคร และก็ไม่ทราบว่ามีใครอยู่ตรงไหนบ้าง คิดว่าต่างฝ่ายต่างเข้าใจผิดมากกว่า เพราะหนูก็เข้าใจ ผิดว่าคนดูเล่นด้วย ทางเขาก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าหนูมองเห็น” มีข่าวว่าพลอยเอาคลิปไปโพสต์ในเฟซบุ๊กของได๋ด้วย? “ค่ะ ถามว่าได๋รู้สึกอะไรมั้ย ไม่รู้สึกอะไร ก็คอมเมนต์กลับไปว่าขอบคุณ” เห็นว่าเอาอะไรมาด้วย “ค่ะ เอาดีวีดีภาพงานแบบเต็มมาให้ทุกคนดู ทำก๊อบปี้มาให้พี่ ๆ สื่อดู ให้ดูตั้งแต่ตอนแรกจนจบ ก็จะรู้ว่ามันไม่มีอะไร จริง ๆ แล้วถ้าเห็นตอนที่แพนไปในบริเวณงานตอนท้าย ๆ ตอนที่เห็นแขก ก็จะเห็นว่ามันจะมีเสาอยู่ 2 เสา จะเห็นว่ามีสปอตไลต์อยู่ที่เสา และเป็นสปอตไลต์ ที่ส่องตาหนูอยู่ แล้วก็มองไม่เห็นจริง ๆ” ทำไมถึงเอาคลิปออกมาชี้แจง? “หนูอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าความจริงเป็นยังไง คือมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่อยากจะบอกเขาหรอก ก็จบลงเท่านี้ว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกัน” เป็นข่าวครั้งนี้อีกทำให้เสียหายอะไรมั้ย “ก็งงนิดนึงว่า ข่าวมันนานจังเนอะ แต่ก็แค่นั้น” ทราบมั้ยว่าพลอยก็มางานนั้น? “ไม่ทราบค่ะ” รู้สึกยังไงคลิปที่ตัดออกมาคนมองว่าได๋พูดเหน็บ “มันก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ก็แซวคนดูเฉย ๆ คือจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่สนุกดี ฝั่งเขาก็แซวเพื่อน เราก็แซวคนดู เท่านั้นเอง เป็นเรื่องสบาย ๆ”

แล้วที่มีทั้งมาริโอ้และกุ๊บกิ๊บออกมายืนยัน? “พี่ไปดูในดีวีดีเอาเองแล้วกัน เราแค่แซวคนดูทั่วไป” การร่วมงานครั้งต่อไปร่วมงานกันได้มั้ย “ด้วยความยินดี” ...แต่ทางพลอยบอกว่าไม่ขอร่วมงานอีก... “หนูยินดีที่จะร่วมงานกับทุกคนในทุกกรณี” ทางนั้นใช้คำแรงว่าได๋ “อันโปรเฟสชั่นนอล” และ “แอ๊บแตก” โกรธมั้ย? “ไม่ค่ะ” เรื่องหัวใจ กอล์ฟ-ฐิติพันธ์ ให้กำลังใจยังไงบ้าง “ไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า เอาเป็นว่าหนูคงต้องเป็นข่าวอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วบางทีมันก็อาจจะยากสำหรับบางคนที่จะเข้าใจ เขามีส่งข้อความให้กำลังใจ แล้วก็ฝากบอกนักข่าวว่าให้กำลังใจ ก็ขอบคุณ” เพราะข่าวทำให้รักไม่คืบหน้าหรือเปล่า? “ไม่เกิดขึ้นเลยดีกว่า” แปลว่าความรักตอนนี้ “...หนูขอแค่ให้คลิปพี่ไปดูแล้วกันนะ จบดีกว่า”.
ที่มา dailynews

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ดึง "เคน-แอน" เรียกเรตติ้ง ละครถ่ายทอดแง่ชีวิตคู่

จับคู่ประชันบทบาทในละคร ก็สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมมาแล้วทุกเรื่อง ล่าสุดพระนางเนื้อหอม เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ หวนมาจับคู่กับ แอน ทองประสม อีกครั้ง ในละครรักโรแมนติกเรื่อง “365 วัน แห่งรัก” ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ ร่มแก้ว รับหน้าที่เขียนบทโทรทัศน์โดย เบญจวรรณ โอฬารนิธิกุล และ ณัฐิยา ศิรกรวิไล กำกับการแสดงโดย อำไพพร จิตต์ไม่งง ผลงานของ นก-จริยา แอนโฟเน่ ผู้จัดฯ ค่ายเมกเกอร์ เจ กรุ๊ป“365 วัน แห่งรัก” เป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวที่เพิ่งแต่งงานกัน เริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ทำให้ต้องมีการปรับตัว การเรียนรู้ เพื่ออยู่ด้วยกัน ขณะเดียวกันก็มีปัญหารอบด้านเพื่อพิสูจน์ความมั่นคงของทั้งคู่ เพราะการที่จะทำให้ชีวิตคู่ใน 365 วัน มีความสุข ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากนี้ยังมีเหล่านักแสดงเจ้าบทบาทมาประชันความสนุกแน่นจอ อาทิ น็อต-วรฤทธิ์, ตอง-ภัครมัย, โอ๊ต-วรวุฒิ, ต้น-จักรกฤษณ์, บุ๋ม-ปนัดดา, หลุยส์ สก๊อต เป็นต้น

มาถึงการทำงานของพระเอก-นางเอกกันบ้าง ว่าจะสนุกเท่าเรื่องราวในละครหรือไม่ เริ่มที่ หนุ่มเคน พูดถึงบทบาทในละครว่า “บทของผมเปลี่ยนไปจากเดิมครับ เล่นเป็น ทนายความ ที่จริงจังกับงาน ภาคของการทำงานต้องซีเรียสนิดหนึ่ง ส่วนเวลาอยู่บ้านกับแอน เป็นสามีที่น่ารัก อบอุ่นนะ ไม่ได้เจ้าชู้ ออกนอกลู่นอกทาง แต่เหมือนภรรยาจะไม่มั่นใจ จะโอนเอนไปตามแรงยุและสถานการณ์ที่เข้ามา คือ ไม่หนักแน่นพอ ทำให้ความสัมพันธ์คู่สามีภรรยาสั่นคลอนไป เรื่องนี้เป็นละครที่มีความหลากหลาย ทั้งโรแมนติก กุ๊กกิ๊ก ดราม่าเข้มข้น มีทุกอย่างเลย สำหรับแฟนละครเคน แอน จะเห็นเราสองคนในอีกแบบหนึ่ง เป็นคู่สามีภรรยากัน รักกัน ทะเลาะกัน มีทุกรสเลย แตกต่างจากเรื่องอื่นเหมือนกัน เรื่องนี้จะโตขึ้นมาหน่อย เริ่มต้นตอนแต่งงานกัน อารมณ์ความรู้สึกในเรื่องก็จะลึกซึ้งขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ไม่ได้ทะเลาะกันเป็นเด็ก ๆ เหมือนเรื่องก่อน ๆ อยากให้ติดตามชมกันดู คิดว่าคงจะโดนใจสำหรับคู่แต่งงานหลาย ๆ คู่ครับ”

ส่วน แอน เสริมว่า “ได้เล่นละครกับเคนมา ตั้งแต่เรื่องแรงเงา, อุ้มรัก, สวรรค์เบี่ยง, สูตรเสน่หา จนมาถึงเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ 5 แล้ว เปลี่ยนตลอดนะ แต่ละเรื่องจะไม่เหมือนกันเลย เรื่องนี้บุคลิกแอนเปลี่ยนไป เป็นมัณฑนากร เก่งงาน แล้วแต่งงานกับผู้ชายที่ดีพร้อมทุกอย่าง หล่อ หน้าที่การงานดี จิตใจดี แต่เราจะขี้หึงนิดหนึ่ง ยิ่งเมื่อไปดูหมอดูแล้วบอกว่าจะต้องหย่ากับแฟน ยิ่งทำให้คิดมากไปกันใหญ่ แต่ดีตรงที่หันกลับมาดูตัวเอง พยายามปรับปรุงตัวเองเพราะไม่อยากให้เป็นเหมือนคำทำนายของหมอดู ละครเรื่องนี้ไม่ได้บอกเรื่องความรักอย่างเดียว แอนชอบตรง มีเรื่องของการใช้ชีวิตคู่สามีภรรยา การปรับตัวเข้าหากัน ทำไมผู้ชายคิดแบบนี้ ผู้หญิงคิดอีกแบบหนึ่ง ความรักที่แท้จริงเป็นอย่างไร การที่จะอยู่ด้วยกันให้ตลอดรอดฝั่ง ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ต้องเข้าใจกันจริง ๆ ความรักถึงจะราบรื่น จุดเปราะบางในชีวิตแต่งงานอยู่ตรงไหน สิ่งที่เหนี่ยวรั้งความรักไว้ได้เป็นอะไร ถือว่าเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่คนดูจะได้เห็นเคน กับ แอน ในอีกแบบหนึ่งค่ะ”

สำหรับเบื้องหลังการถ่ายทำในเรื่องโลเกชั่นค่อนข้างสบาย เพราะส่วนใหญ่จะถ่ายในบ้านพักกับที่ทำงานอย่างเดียว แต่จะหนักตรงอารมณ์ของนักแสดง ดูผิวเผินจะดูเป็นละครกุ๊กกิ๊ก แต่จริง ๆ แล้วในเรื่องนี้จะรวมทุกอารมณ์แบบสุดกู่ เมื่อถึงฉากกุ๊กกิ๊กก็น่ารัก น่าหยิก แต่พอถึงฉากดราม่า สาวแอน ก็ต้องใส่สุดชีวิตร้องไห้เต็มที่ จนเจ้าตัวถึงกับเอ่ยว่า “เล่นยากเหมือนกัน” แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่า เคน-แอน เมื่อถึงเวลาเข้าฉากกุ๊กกิ๊กน่าจะถูกใจแฟนละครอยู่แล้ว แต่พอถึงฉากลงมือลงไม้ สาวแอน ต้องตบพระเอกก็ลงทุนตบจริงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อตอน แอน ตบ ต้น-จักรกฤษณ์ ก็เล่นเอาเจ้าตัวร้องจ๊าก เพราะเล่นได้อารมณ์สุด ๆ พอ ๆ กับฉากที่นางเอกสาวต้องตบ สาวออย-มิรา ดาราน้องใหม่ ก็เล่นเอาได้แผลเขียวช้ำกลับบ้านไปด้วยเหมือนกัน ด้าน สาวตอง ที่ห่างจอไปนาน กลับมาคราวนี้เปลี่ยนคาแรกเตอร์ใหม่เป็นนางร้ายเต็มตัวก็ทุ่มเต็มที่ แม้จะต้องถ่ายหลายเทค แต่พอแสดงออกมาก็เป็นที่พอใจของผู้กำกับฯ

ติดตามชมอีกบทบาทใหม่ของ เคน-แอน ที่จะสร้างความสนุกสนานได้ทุกคืนวันพุธ-พฤหัสบดี หลังข่าวภาคค่ำ ช่อง 3.

ไปรมา : รายงาน
ที่มา dailynews

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มาช่า ขี้เกียจตอบ เหมือนโดนจี้ให้เลิก กฤษณ์ ทั้งที่ห่างเพราะงานเยอะ...

ดารานักร้องสาว มาช่า วัฒนพานิช กล่าวถึงข่าวลือที่โหมไม่เลิก ว่า เลิกกับ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ แล้ว โดยยืนยันว่า ถ้าเลิกจะบอกเอง

“ไม่อยากจะมาตอบคำถามพวกนี้แล้ว บอกไปหลายครั้งแล้วว่าถ้าเกิดปัญหาจริงๆ ก็น่าจะได้รู้เอง และช่าคงบอกเอง แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแค่ช่วงนี้ทั้งช่าและกฤษณ์ต่างมีงานเยอะด้วยกันทั้งคู่ ยอมรับว่าช่วงนี้ห่างๆ กันพอควร ช่าเองก็มีทั้งงานเป็นผู้ดำเนินรายการ ในรายการ THE ACTING QUEEN ล้านฝันสนั่นจอ ไหนจะงานเพลง-หนังอีก”

“แต่ตอนนี้ก็ถือว่าปกติดี เอาเป็นว่าถ้าเกิดปัญหาหรือทีอะไรก็แล้วแต่เกิดขึ้นในวันข้างหน้า จะค่อยๆ บอกเอง ซึ่งช่าเองก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรเห็นนักข่าวถามกันบ่อยและถามทุกครั้งที่ถูก สัมภาษณ์ อย่างที่บอกถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้น รักกัน เลิกกันเดี๋ยวก็ได้รู้กันเอง”

เมื่อถามว่า ตอนแถลงข่าวละครเวที “หงส์เหนือมังกร” ไม่ยอมตอบเรื่องความรัก มาช่ากล่าวว่า ไม่หรอกค่ะ ตอนแถลงข่าวหงส์เหนือมังกร เราน่าจะให้เกียรติพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) มากกว่า จริงๆ ช่าเคยเล่นเรื่องนี้ ถือเป็นตัวแรกที่ได้รางวัลจากเรื่องนี้ด้วย(ยิ้ม) แทนที่คำถามจะถามว่ารู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ทีได้รางวัล กลับกลายเป็นว่าเจอคำถามเลิกกันหรือยัง และคำถามที่ว่าช่าถูกรถชนตาย ซึ่งวันนั้นงง ว่าทำไมเจอคำถามแบบนี้

เมื่อให้ยืนยันว่ายังคบหากันเหมือนเดิม ดาราสาวกล่าวว่า “เราก็เป็น เพื่อนรัก เป็นคนรักกัน แต่ว่าถามว่าห่างมั้ยก็ยอมรับว่าห่างกันช่วงนี้ แต่ห่างกันไม่ได้เกลียดกัน หรือมีปัญหาทะเลาะกัน เราก็ปกติแค่ห่างกันเพราะงานมากขึ้นแต่การห่างกันในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า มีอะไรที่เลวร้ายอะไรกัน ดูเหมือนว่านักข่าวพยายามทำให้เลิกกันไงไม่รู้(หัวเราะ) พยายามอธิบายหลายครั้งแล้วนะ ว่าถ้าเกิดมีอะไรเดี๋ยวบอกให้ฟังเองค่ะ”

ข่าวจาก:ข่าวสด

"ฟิล์ม" เผย มีคนส่งหลักฐานแฉ "แอนนี่" เพียบ ด้าน "แม่" วอนให้ถอดชื่อฟิล์มออกจากการเป็นพ่อ "ทีฆายุ"

“ฟิล์ม” ควง “แม่” เปิดใจครั้งแรกใน “ตีสิบ” บอกสภาพจิตใจดีขึ้น เตรียมบวชเดือนพฤศจิกายน พร้อมออกผลงานก่อนบินไปเรียนภาษาเตรียมโกอินเตอร์ ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ ส่วนเรื่องฟ้อง “แอนนี่” ให้เป็นเรื่องของทนาย เผยมีคนเอาหลักฐานมาให้เพียบทั้งพยานบุคคลและคลิป ด้านแม่ลั่นไม่มีการคุยกันนอกรอบกับอีกฝ่ายแล้ว เพราะเรื่องบานปลายเกินไปแล้ว
"ฟิล์ม" เผย มีคนส่งหลักฐานแฉ "แอนนี่" เพียบ ด้าน "แม่" วอนให้ถอดชื่อฟิล์มออกจากการเป็นพ่อ "ทีฆายุ" หลังจากที่ “แอนนี่ บรู๊ค” ไปเปิดใจในรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” กับ “ตีสิบ” คราวนี้ก็ถึงคราว “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” ควงคุณแม่ “โคมมนต์ ทองมั่ง” ไปออกรายการบ้าง โดยทั้งคู่ไปเปิดใจครั้งแรกในรายการตีสิบโดยมีการบันทึกเทปรายการกันเวลาประมาณ 11.00 น. ที่เซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 2 ซึ่งจะมีคิวออกอากาศช่วงเวลา 22.30 น. ของวันนี้(19/ ต.ค./53) ทันที ท่ามกลางแฟนคลับที่ตามไปให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น

โดยวันนี้ฟิล์มมีสีหน้าสดใสขึ้น แต่ร่างกายซูบผอมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตอนช่วงสัมภาษณ์ในรายการกับพิธีกร “วิทวัส สุนทรวิเนตร์” เจ้าตัวก็ยอมรับว่ากินยาเกินขนาดไปจริง ซึ่งเป็นยาที่ได้จากดารารุ่นพี่ “จิ๊ก เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์” เป็นจำนวน 2 แผง หน้าซองเขียนชื่อ “โครนาซีแปม” ขนาด 0.5 มิลิกรัม รับประทานครั้งละครึ่งเม็ด วันละ 1 ครั้งก่อนนอน รับประทานยานี้แล้วอาจจะทำให้ง่วง ส่วนชื่อยี่ห้อยาคือ “โซแรม” และชื่อตัวยาคือ “อัลพลาโซแรม” ขนาด 1.0 มิลิกรัม โดยนักร้องหนุ่มเผยว่าครั้งแรกทานเข้าไป 3 เม็ด ปรากฏว่าไม่มีอาการง่วง จึงได้โทรไปหาดารารุ่นพี่ว่าเป็นยาอะไรกันแน่ เพราะหน้าซองเขียนว่ายานอนหลับ แต่ทำไมไม่ง่วง และได้คำตอบว่าเป็นแค่ยาคลายเครียด ไม่ใช่ยานอนหลับแต่อย่างใด

จากนั้นนักร้องหนุ่มจึงได้ทานยาเพิ่มเข้าไปอีกรวมทั้งหมด 7 เม็ดด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ยังไม่ง่วงอีก จึงคิดว่าร่างกายอาจจะแข็งแรงเลยทำให้เป็นเช่นนี้ สุดท้ายจึงตัดสินใจนอนเองเพราะต้องเตรียมตัวที่จะแถลงข่าวตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฏว่าพอหลับไปก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีตอนอยู่โรงพยาบาลแล้ว และหมอก็มาบอกว่าถ้ามาช้ากว่านี้อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะภาวะหัวใจเต้นอยู่แค่ 40 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น ยอมรับว่าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีความคิดที่จะฆ่าตัวตายแน่นอน แต่เพียงเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความประมาทที่ไม่ได้ไปพบแพทย์ด้วยตัวเอง บวกกับความเครียดและนอนไม่หลับมาหลายคืนเท่านั้น

หลังจากนั้นจึงเปิดใจยอมรับว่าเรื่องราวทั้งหมดกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทำให้ตนรู้สึกว่าสิ่งที่ตนออกมายอมรับและให้การช่วยเหลือดาราสาว “แอนนี่ รุ่งนภา บรู๊ค” ไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด เพราะยังไม่มีความชัดเจนเลยว่าตนเป็นพ่อของ “ด.ช.ฑีฆายุ แก้วไทรหาญ” จริงหรือเปล่า แต่เจ้าตัวก็บอกว่าที่ช่วยไปนั้นเพราะอีกฝ่ายกำลังลำบากเท่านั้น แต่สังคมกลับมองไปคนละมุม ด้านคุณแม่ “โคมมนต์” ได้เผยว่าในช่วงแรกที่ได้เห็น “ด.ช. ฑีฆายุ” นั้นยังดูไม่ออกเท่าไหร่ว่าคล้ายใคร แต่รู้สึกว่าเหมือน “แอนนี่” มากกว่า และไม่คล้ายลูกชายตนเลยสักนิด แต่ก็บอกให้ลูกชายช่วยเหลือไปก่อน เพราะเห็นใจลูกผู้หญิงที่เป็นแม่เหมือนกัน

สุดท้ายคุณแม่ “โคมมนต์” ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดที่ไม่ตรงกับที่สาว “แอนนี่” เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ เรื่องที่ว่าตอนที่ “ด.ช.ฑีฆายุ” เกิดนั้นไม่ได้ระบุลงรายชื่อผู้เป็นพ่อเอาไว้ แต่ทางแม่ของนักร้องหนุ่มเผยว่า ข้อมูลล่าสุดที่ได้รับมาและคิดว่าเชื่อถือได้แน่นอนก็คือ “แอนนี่” ได้ระบุชื่อของ “ฟิล์ม” เป็นพ่อของลูกเธอไปแล้วเรียบร้อย จึงได้อยากขอให้มีความชัดเจนถูกต้องซะก่อนจึงค่อยลงชื่อ เพราะถ้าจนถึงตอนนี้แล้วยังไม่มีความชัดเจนก็ควรจะไปถอนชื่อลูกชายของตนออกซะ

ซึ่งพอสัมภาษณ์ในรายการเสร็จ “ฟิล์ม” และแม่ก็ให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ต่อ เผยมีแพลนทำงานในวงการต่อไปแน่นอน โดยฟิล์มมีกำหนดการจะอุปสมบทวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ จากนั้นจะเปิดตัวอัลบั้มเพลง “ฟิล์ม ไคลแม็กซ์” ในช่วงต้นปี

“ตอนนี้สภาพจิตใจก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วครับ เพราะได้กำลังใจจากครอบครัวและต้นสังกัด ทางแฟนๆ และพี่ๆ สื่อมวลชนเยอะมากนะครับ มันทำให้ผมฟื้นตัวกลับมาเร็วมาก แต่อาจจะยังไม่สมบูรณ์ เพราะว่าตอนนี้ร่างกายจากที่เคยออกกำลังกายบ่อยๆ แต่ช่วงมีข่าวเก็บตัวอย่างเดียวเลย ทำให้ผมไม่ค่อยได้ออกกำลังกายทำให้เป็นหวัด และเสียงผมยังไม่กลับมาเหมือนเดิมเลย แต่หลังจากนี้งานแรกที่จะกลับมาทำคงเป็นงานเพลงครับ เป็นอัลบั้มที่ทำค้างไว้ชื่อฟิล์ม ไคลแม็กซ์ แล้วก็อาจจะมีถ่ายมิวสิควิดีโอเพิ่มเติมเก็บไว้ แล้วพอเสร็จแล้วผมก็คงต้องบวชแล้วครับ”

“บวชที่สระบุรีครับ แล้วจะไปปฏิบัติธรรมที่เชียงราย แต่วัดไหนยังไม่เป็นที่แน่นอนครับ แต่เรื่องวันอาจจะเลื่อนได้ แต่ที่กะไว้ก็คือวันที่ 30 พฤศจิกายนจะบวช แม่ดูฤกษ์ให้ครับ บวชเกือบเดือนครับ ประมาณ 20 วัน แต่บวชแล้วสึกแน่นอนครับ(หัวเราะ) พอสึกผมต้องไปเรียนภาษาเพิ่มเติมที่ประเทศอังกฤษ น่าจะเป็นช่วงเดือนธันวาคมหรือต้นปี ไป 4 เดือนครับ ที่ต้องไปเพราะว่าผมต้องไปเรียนภาษาเพิ่มเติมเพื่อที่จะกลับมาทำเพลงเพื่อจะโกอินเตอร์ต่อครับ คุยกับผู้ใหญ่เรียบร้อยแล้วครับ”

“แต่การกลับมาครั้งนี้อย่างที่ผมบอกว่าต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ส่วนตัวของฟิล์มก็ต้องทำงานที่ผมรักเต็มที่เหมือนเดิม เพื่อทุกๆ คนเหมือนเดิม แต่ถ้ากลับมาแล้วทุกอย่างไม่เหมือนเดิมเราก็ต้องยอมรับในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงและผ่านมันไปให้ได้ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำกับการกระทำทั้งกายวาจาใจต่างๆ นานา ผมทำออกมาจากใจของผมทั้งหมด เพราะว่าผู้ชายครับมันไม่มีสิทธิ์ที่จะได้พูดอะไรมากอยู่แล้ว สิ่งที่ผมพูดเพียงน้อยนิด แต่ผมเชื่อว่าคนที่เห็นผมและรับฟังผมคงจะเข้าใจกับจิตใจที่ผมพยายามจะสื่อออกมา”

เผยเรื่องที่มีข่าวว่า “แอนนี่ รุ่งนภา บรู๊ค” เตรียมเดินทางไปยื่นฟ้องนักปั้นคนดัง “พจน์ อานนท์” และ “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ผู้บริหารใหญ่ของค่ายอาร์เอส ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ ข้อหาหมิ่นประมาทที่ศาลจังหวัดธัญบุรีนั้น “ฟิล์ม” เผยว่าทางผู้ใหญ่คงมีการเตรียมตัวไว้แล้ว แต่สำหรับตนเองไม่อยากที่จะฟ้อง แต่ก็มีหลักฐานชัดเจนอยู่ในมือเยอะ แต่รอให้เป็นการตัดสินใจของผู้ใหญ่และทางทนาย

“ในส่วนที่เขาจะไปฟ้องเฮียกับพี่พจน์ผมยังไม่ทราบนะครับ แต่ถ้าเกิดว่าทางฝั่งนั้นจะทำอย่างนั้นจริงๆ ผมคิดว่าทางผู้หลักผู้ใหญ่เขาคงมีวิธีที่รองรับอยู่แล้ว แต่ส่วนของพี่พจน์ก็เปรียบเสมือนผู้ปกครองฟิล์มคนหนึ่งนะครับ เขาก็คอยดูแลผมอยู่ทุกอย่าง ก็ขึ้นอยู่กับทางทนาย ทางผู้ใหญ่ด้วยว่าจะเป็นยังไง เพราะว่าจริงๆ แล้วผมกับครอบครัวและทุกๆ คนก็ไม่อยากที่จะมีเรื่องราวของคดีให้มันวุ่นวายนักนะครับ อะไรที่มันเคลียร์กันได้ จบได้ง่ายๆ มันก็ดีที่สุด”

“แต่ตอนนี้สำหรับผมก็มีหลักฐานเยอะมาก ก็ต้องบอกผ่านไปว่าขอบคุณทุกๆ คนที่เกิดเหตุการณ์เดียวกับผม ซึ่งทุกหลักฐานที่คุณส่งมาให้ทางผม และทางต้นสังกัดมีเยอะมากๆ อยู่แล้ว แต่จริงๆ แล้วถ้าไม่สะดวกออกมา ผมว่าหลักฐานอันนี้พอก่อนก็ได้ครับ เพราะว่ามันก็เท่านั้นแหละครับ เพราะว่าจริงๆ ผมก็พยายามพูดตลอดว่า อย่าหนีความจริง แต่ถามว่ามั่นใจในหลักฐานไหม ก็ค่อนข้างมั่นใจ มันก็ทำให้ผมและครอบครัวสบายใจขึ้นเยอะครับ ก็มีมาเยอะครับ แต่ผมยังพูดอะไรไม่ได้มากจริงๆ ก็มีทั้งตัวบุคคลและคลิปวิดีโอครับ แต่ยังพูดอะไรไม่ได้มากจริงๆ ให้เป็นกระบวนการของศาลดีกว่า”

“ส่วนที่พี่พจน์พูดว่าผมเข้าไปเจอคนอื่นอยู่ในห้องเขา ผมว่าอะไรที่ผู้หลักผู้ใหญ่พูดไปทั้งหมดก็น่าจะเชื่อถือได้ทั้งหมดนะครับ แต่ผมจะฟ้องไหมตรงนั้น ต้องขึ้นอยู่กับทางต้นสังกัดและทางทนายครับ แต่โดยส่วนตัวของผมก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งอะไรมากกับเรื่องขึ้นศาล เพราะว่ามันวุ่นวายแล้วมันก็ต่างๆ นานา แต่ว่าผมก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่เหมือนกัน เพราะชีวิตผมตอนนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณแม่ ทางครอบครัว ทางบริษัท แต่ล่าสุดทางผู้ใหญ่เขาก็ยังไม่ได้ชี้ชัดอะไรมากมายนะครับ ก็ต้องขึ้นอยู่กับเวลา ต้องอีกสักพักนึงครับ”

แม่ “สำหรับแม่ชอบความถูกต้อง ชัดเจน โปร่งใสอยู่แล้วนะคะ ก็ยังมีความคิดเหมือนเดิมก็คือ ถ้าเรายังกดทับความคลุมเครือไว้อยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ได้ช่วยให้พัฒนาสังคมอะไรต่างๆ ดีขึ้น ไม่ได้ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายดีขึ้น เพราะว่ามันยังคลุมเครือ แคลงใจอยู่เหมือนเดิม ก็อยากจะให้มีความกระจ่างชัดเจน สิ่งที่แม่อยากจะให้เป็นก็คือ อยากให้มันจบไปให้เร็วที่สุด ไม่อยากให้ทุกคนหนีความจริง อยากให้ความจริงชัดเจนขึ้นค่ะ แต่จริงๆ แล้วแม่ไม่ชอบเรื่องการฟ้องร้องอะไรอยู่แล้ว แล้วก็ถ้าเราตกลงกันได้ด้วยดีก็น่าจะดีกว่าค่ะ เพราะว่าทุกคนก็มีการผิดพลาดไปอะไรก็ตาม ก็มีการเริ่มต้นที่จะทำความดีได้ใหม่เสมอ แต่แม่ไม่แน่ใจว่าจะมีการพูดคุยระหว่างสองฝ่ายนี้ได้แล้ว ก็คงต้องมีคนกลางแล้วล่ะค่ะ เพราะว่าเรื่องมันบานปลายใหญ่โตไปมาก”

ฟิล์ม “เป็นไปไม่ได้แล้วล่ะครับ เพราะเราพูดไปเยอะแล้วครับ และที่ผมติดต่อเขาล่าสุดก็ตั้งแต่มีข่าวหนักๆ ตอนเขาออกตีสิบครั้งนั้นครับ แล้วก็ไม่ได้ผลอะไร”

ปัดข่าวที่ว่า “แอนนี่” ไม่กล้าตรวจ DNA เพราะกลัวทาง “ฟิล์ม” จะใช้อิทธิพลเปลี่ยนผลตรวจ ซึ่งนักร้องหนุ่มและแม่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่ทำอย่างนั้นได้แน่นอน เพราะชีวิตจริงไม่ใช่ละคร

ฟิล์ม “เปลี่ยนผลตรวจเหรอครับ ผมว่าไม่น่าได้นะครับ เพราะว่าหลายๆ อย่างด้วย นี่ไม่ใช่ละครครับ”

แม่ “มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วค่ะ ไม่แน่นอน เพราะว่ามันทันสมัยออกอย่างนี้ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ เพราะว่าเราก็ต้องให้เกียรติคุณหมอทุกๆ ท่านด้วย เพราะคุณหมอในประเทศไทยก็มีมากมาย ไม่จำเป็นต้องเป็นการตรวจคนๆ เดียว มีการร่วมรู้เห็นตั้งอีกมากมาย คิดว่าไม่น่าจะใช่เหตุผลค่ะ”

ฟิล์ม “จริงๆ อยากจะให้ตรวจไหมก็อย่างที่ผมบอกแหละครับ ว่าขั้นตอนเหล่านี้ได้พยายามมาเยอะแล้ว ตอนนี้มันมากกว่านั้นแล้วครับ มันขึ้นอยู่ทางทนายแล้ว”

แม่ “แต่ถ้าผลตรวจเป็นลูกของฟิล์มจริง แม่ก็ดีใจค่ะ เพราะว่าเด็กที่เกิดมาดูโลกคนหนึ่งก็ถือว่าเป็นโชคดี แม่ก็ดีใจ และฟิล์มก็คงจะภูมิใจในฐานะความเป็นพ่อ เขาก็จะได้มีโอกาสที่จะวางแผนชีวิตของตัวเขาเองและชีวิตของเด็กคนหนึ่งต่อไป แต่ถ้าไม่ใช่ก็เป็นเรื่องของคุณแม่ของเด็กค่ะ เพราะว่าอยู่ที่การตัดสินใจของเขา แม่คงไปเกี่ยวข้องไม่ได้”

“ส่วนเรื่องเอกสารก็คือ แม่ได้ทราบมาว่าแอนนี่ได้ใส่ชื่อฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ เป็นคุณพ่อของเด็ก คือในเรื่องนี้ถ้าความชันเจนโปร่งใสยังไม่มี แม่ก็อยากให้ทำอะไรที่ถูกต้องมากกว่านี้ค่ะ หมายความว่ายังไม่น่ามีการใส่ชื่อฟิล์มเป็นพ่อของเด็ก ควรจะถอดชื่อออกค่ะ (แต่แอนนี่บอกว่าไม่ได้ใส่ชื่อพ่อให้ลูก ปล่อยทิ้งว่างไว้?) แต่แม่ได้ข้อมูลมาว่าเขาใส่ชื่อของฟิล์มเป็นพ่อเด็กเอาไว้ค่ะ ทีนี้แม่ก็ไม่อยากให้มีความค้างคาใจอะไรไว้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของคนสองคนที่ทำอะไรตามใจตัวเอง จนทำให้เกิดปัญหาบานปลายต่อสังคม แม่ก็อยากให้แก้ไขตรงนี้ก่อน”

ฝากขอบคุณทุกกำลังใจจากแฟนๆ ที่มีให้ และยืนยันจะระมัดระวังในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ชีวิตของตนมาก

ฟิล์ม “เดี๋ยวนี้กินข้าวน้อยลงครับ เพราะว่าผมเครียดอยู่แค่เรื่องเดียวตรงที่ว่า ทำไมผู้ชายพูดอะไรไม่ได้เลย คือผมก็มีอะไรที่อยากจะพูด แต่มันก็แค่นั้นแหละครับ แม้สังคมจะตราหน้าผมยังไงก็ไม่เป็นไรครับ เวลาเท่านั้นครับ”

แม่ “สิ่งนี้มันผ่านมาแล้วค่ะ แต่เราเอาปัจจุบันนี้และวันข้างหน้าดีกว่า สิ่งที่แม่อยากให้ฟิล์มทำก็คือ ฟิล์มได้เป็นคนของประชาชนไปแล้ว ก็อยากจะให้ยืนอยู่บนพื้นฐานของความดี และไม่อยากให้ลูกท้อถอยในการสร้างความดีต่อไป ให้เริ่มต้นในการทำดีให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและในด้านการดำรงชีวิตของเขา แม่ก็อยากจะฝากให้เขา และคนที่เป็นลูกทุกคนที่มีพ่อมีแม่ จะทำอะไรก็ให้นึกถึงความทุกข์ของหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ไปด้วย แล้วก็อยากให้ฟิล์มเป็นแบบอย่างในการสร้างคุณงามความดี ทั้งในด้านของศีลธรรมและวัฒนธรรม”

ฟิล์ม “ก็ฝากถึงแฟนๆ และคนที่คอยติดตามข่าวสารของผมนะครับ ตอนนี้งานชิ้นแรกที่จะปล่อยออกมาคงเป็นงานเพลงก่อน พอเสร็จผมก็จะลาบวช ขอไปบวชปฏิบัติธรรมก่อน และก็คงไปเรียนภาษาเพิ่มเติมก่อนครับ แล้วก็กลับมาคงลุยงานเพลงและงานละครต่อครับ ก็อยากจะขอบคุณทุกๆ คนเลยนะครับ เพราะว่าคุณทำให้ผมมีแรงที่จะก้าวเดินต่อไป และคุณทำให้ผมมีพลัง มีชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และต่อจากนี้ชีวิตที่จะก้าวเดินต่อไปผมก็จะคิดอย่างแรกเลยก็คือ คิดถึงความรู้สึกที่ทุกคนมีให้ผมมาตลอด ทุกความรักที่ทุกคนมีให้ผม ผมก็จะคิดถึงคนที่เขารักผมมากยิ่งขึ้น แล้วก็ระมัดระวังในการใช้ชีวิต และเดินทางในทางที่ถูกที่ควรมากขึ้นครับ”

“เรื่องนี้สอนผมเยอะเลยครับ จริงๆ แล้วมันเปรียบเสมือนมรสุมที่มาเร็วและใหญ่มาก พัดซะบ้านผมนี่อยู่ไม่ได้ เอาซะเต็มเหนี่ยวเลย แต่ว่าผมก็ไม่ได้กลัวหรือว่าท้อแท้กับสิ่งที่มันเกิดขึ้น แล้วผมก็ยังเชื่ออยู่ว่าแม้แต่ผมจะพูดอะไรไม่ได้เพราะผมเป็นผู้ชาย แต่ว่าผมก็ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องไปแล้ว ผมไม่เคยหนี ผมออกมายอมรับความจริง แล้วผมก็ยังกล้าที่จะออกมาทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป และอยากให้ทุกๆ คนคอยดูในเรื่องของเวลาต่อไป ก็ไม่มีอะไรจะพูดครับ เพราะว่ามันพูดอะไรไม่ได้เลยครับ หลังจากนี้ผมก็คงแทบไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยครับ เพราะหลังจากไปเกาหลีเสร็จแล้ว ผมก็ต้องไปมาเก๊าต่อเลยครับ”
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

“ฟิล์ม”ประกาศขอลาบวชกลางรายการตีสิบ

สิ้นเดือน พ.ย.นี้ ขอบคุณทุกคนที่คอยเป็นกำลังใจให้ ขณะที่ แฟนคลับแห่ให้กำลังใจเพียบวันนี้ (19 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ และ นางโคมมนต์ ทองมั่ง ได้เดินทางมายังสตูดิโอ เซ็นทรัล พระราม 2 เพื่อบันทึกเทปรายการตีสิบ โดยนักแสดงหนุ่มเปิดใจเป็นครั้งแรกหลังจากเป็นข่าวมาตลอด 1 เดือน ว่า ตนรู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณทุก ๆ คนที่คอยเป็นกำลังใจให้ตน ไม่ว่าจะเป็นเฮียฮ้อ พี่พจน์ อานนท์ แฟนคลับ รวมทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ โดยหลังจากนี้ ตนจะขอเคลียร์งานที่ยังมีอยู่ เพื่อเตรียมตัวบวชในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนจะเป็นวัน และเวลาใดนั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด คาดว่า น่าจะเป็นช่วงสิ้นเดือน โดยจะบวชที่วัดใน จ.สระบุรี และจะขอไปจำพรรษาที่วัดใน จ.เชียงราย

ทางด้าน นางโคมมนต์ กล่าวว่า ตนได้รับรายงานมาว่า ทางด้าแอนนี่ ได้นำลูกชายไปแจ้งเกิดโดยใช้ชื่อของฟิล์ม-รัฐภูมิ เป็นพ่อของเด็ก ซึ่งตนขอให้ทางดาราสาวแก้ไขเรื่องดังกล่าว เนื่องจากยังไม่ได้มีการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอให้แน่ชัด อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการบันทึกเทปรายการนั้น บรรดาแฟนคลับต่างส่งเสียง และตะโกนคำว่า “รักฟิล์ม และจะเป็นกำลังใจตลอดไป” โดยหลังจากบันมึกเทปเสร็จ ทางนักร้องหนุ่มได้เดินไปทักทายแฟนคลับที่เดินทางมาคอยให้กำลังใจ.
ที่มา dailynews

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สั่งปลด"พสิษฐ์"พ้นเลขาปธ.ศาลรธน.

สั่งปลด"พสิษฐ์"พ้นเลขาปธ.ศาลรธน. คลิปล็อบบี้คดียุบปชป.พ่นพิษ ศาลฯสั่งปลด"พสิษฐ์ ศักดาณรงค์"ออกจากเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
(18ต.ค.) นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แถลงพร้อมตุลาการรวม 5คน โดยกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวข้องกับคลิปที่ถูกแอบถ่าย ซึ่งนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้สัง ปลดนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ออกจากเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว คำสั่งมีผลวันนี้เป็นต้นไป แต่ยังไม่ให้ออกราชการ พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบสวนเป็นการภายใน ทั้งนี้เนื่องจากนายพิสิษฐ์มีภาพเข้าไปอยู่ในคลิปก็ถือว่าเป็นการทำให้ภาพ ลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญเสียหาย และเพื่อเป็นการตัดปัญหา เบื้องต้นศาลยังไม่ฟ้องเอง อย่างไรก็ตามศาลจะไม่เลื่อนการพิจารณาคดี แม้จะมีชื่อของการเอาใครมาเกี่ยวเป็นพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง
ที่มา komchadluek

เตือนฉบับ 26 ฝนตกชุกหนาแน่นน้ำท่วม

อุตุนิยมฯเตือนฝนตกชุกหนาแน่น เหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก

วันนี้ 18 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนภัย ฉบับที่ 26 "ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน" พบหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคกลางเคลื่อนทางตะวันตกตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคกลาง และภาคตะวันออก ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนบริเวณเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง

สำหรับคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยยังคงมีกำลังค่อนข้างแรง ขอให้ชาวเรือระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือในระยะนี้ไว้ด้วย อนึ่ง ในช่วงวันที่ 18-20 ต.ค. 53 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวอากาศเย็นลง โดยอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา
ประกาศ ณ วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ออกประกาศ เวลา 05.30 น.
เตือนฉบับ 26 ฝนตกชุกหนาแน่นน้ำท่วม
ที่มา เดลินิวส์

“ฟิล์ม”เตรียมออกรายการตีสิบ

“ฟิล์ม”เตรียมออกรายการตีสิบ “ฟิล์ม” ควงมารดาออกรายการตีสิบ เปิดใจเรื่องราวของชีวิต ด้าน “พจน์-อานนท์” ทวิตข้อความขอกำลังใจ

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้กำกับชื่อดัง พจน์ อานนท์ ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ของฟิล์ม-รัฐภูมิ ว่า “วันอังคารนี้ ฟิล์มออกรายการตีสิบกับแม่ ชีวิตฟิล์มหลังผ่านมรสุมจะดำเนินต่อไปอย่างไร? อย่าลืมให้กำลังใจกันนะ”

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์อาร์เอส ออกมายืนยันว่า ทางฟิล์ม-รัฐภูมิ และมารดา นางโคมมนต์ ทองมั่ง จะเดินทางไปที่สตูดิโอ เซ็นทรัลพระราม 2 เพื่ออัดรายการดังกล่าว พร้อมกับเปิดใจกับเรื่องต่าง ๆ จริง ส่วนจะเป็นวัน และเวลาใดนั้น ยังไม่กำหนด.

ที่มา เดลินิวส์

'คนค้นฅน' เปลือยชีวิต 'ดาวดังหนังแผ่น แนท เกศริน'

เมื่อปี 2547 วงการบันเทิงไทยไม่มีใครไม่รู้จักสาวสวยที่ชื่อ “แนท เกศริน” เพราะช่วงนั้นเธอกลายเป็นข่าวที่ทุกสื่อฯต้องนำเสนอในฐานะเป็น “ดาวดังหนังแผ่น” ซึ่งก็คือดาวดังในแผ่นซีดีประเภท “ปลุกใจเสือป่า” ช่วงนั้นทำให้เธอมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งจากการเดินสายโชว์ตัวและอื่น ๆทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

แต่ขณะเดียวกัน “แนท” ก็ถูกตัดขาดจากครอบครัวเพราะความเป็น “ดาวดังในหนังแผ่น” สร้างความอับอายให้กับครอบครัวและญาติพี่น้อง ถึงขั้นไม่ต้องการให้เธอใช้นามสกุลซึ่งเรื่องนี้ทำให้ “แนท” กลัดกลุ้มถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายแต่พรหมลิขิตได้ขีด เส้น ไม่ให้เธอทำเช่นนั้นเมื่อต่อมาเรื่องราวของเธอก็ค่อย ๆ เงียบหายไปจากสังคม แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีหลายคนที่ยังจดจำเธอได้ดีพร้อมถามถึงโดยมีผู้รู้ไม่จริงระบุว่า “แนท” ตกอับถึงกับไป “รูดเสาโชว์” หรือเดินสายโชว์ “สรีระ” ตามผับตามบาร์รวมทั้งเป็นเด็ก “เสี่ยเลี้ยง” ไปก็มีส่วนความจริง “แนท” ในวันนี้ใช้ชีวิตเยี่ยงไรรายการ “คนค้นฅน” เตรียมนำมาเสนอในวันที่ 19 ต.ค. นี้ แบบเจาะลึกทางโมเดิร์นไนน์ทีวี.
'คนค้นฅน' เปลือยชีวิต 'ดาวดังหนังแผ่น แนท เกศริน'
ที่มา เดลินิวส์

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

จับหนุ่มลวงนศ.สาวขยี้กามใน ม.ดัง

วันนี้ (15 ต.ค.) พล.ต.ต. สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น.2 พ.ต.อ. พัฒนา เพศยนาวิน ผกก.สน.บางเขน พ.ต.ท. อเนก เข่งคุ้ม สว.สส. ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายพงษ์พันธ์ สองสุขสม อายุ31ปี อยู่บ้านเลขที่125/76 หมู่5 ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาเลขที่2268/2553 ลงวันที่ 12 ต.ค. ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและลักทรัพย์ น.ส.เอ(นามสมมุติ) นักศึกษาสถาบันชื่อดัง

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่15 ก.ย.ที่ผ่านมา นายพงษ์พันธ์ อ้างตัวเป็นตัวแทนบริษัทจำหน่ายสินค้าแห่งหนึ่ง โทรนัดผู้เสียหายไปที่ มหาวิทยาลัยเพื่อสัมภาษณ์รับเข้าทำงาน เมื่อ น.ส.เอ ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ คนร้ายได้ตามเข้าไปใช้มีดจี้ก่อนจะลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ และบังคับให้อมนกเขา จากนั้นได้ขโมยเอาโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องและเงินสดจำนวน 2,500 บาท หลบหนีไป

ต่อมาชุดสืบสวนสน.บางเขน สืบทราบมาว่าคนร้ายได้นัดผู้เสียหายรายอื่นมาสัมภาษณ์เพื่อเข้าทำงานเป็นพริตตี้สินค้า โดยนัดหมายเหยื่อใกล้กับจุดเกิดเหตุเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงวางแผนเข้าจับกุมตัวได้ดังกล่าว เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การภาคเสธขอให้การในชั้นศาล แต่มีผู้เสียหายหลายรายเดินทางมาชี้ตัวยืนยันว่าเป็นคนเดียวกับที่เคยลงมือข่มขืนกระทำชำเราพวกตนเอง จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป
ที่มา เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ผงะ!ตัวประหลาดในน้ำประปา

คนพะเยาผวาตัวประหลาดในน้ำประปา คาดอาจพลัดเข้าระหว่างซ่อมท่อ
วันนี้ (13 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านอาหารไม่มีชื่อ ตรงข้ามท่าเรือวัดติโลกอาราม ริมกว๊านพะเยา อ.เมืองพะเยา หลังได้รับแจ้งจากนางรัศมี แม่นหมาย อายุ 53 ปี เจ้าของร้าน ที่พบตัวประหลาดลักษณะคล้ายหนอนหรือปลิง แต่ลำตัวใสเหมือนวุ้นยาว 2 เซนติเมตร ไหลปนออกมากับน้ำประปา

โดย นางรัศมี กล่าวว่า เคยเจอมาหลายครั้ง บอกใครก็ไม่เชื่อ มาวันนี้ใช้ขันรองน้ำจากก๊อกในบ้าน ปรากฏว่ามีตัวประหลาดปะปนออกมาด้วย จึงนำมาให้เพื่อนบ้านดู แล้ววิจารณ์ว่าน่าจะเป็นปลิงจากกว๊านพะเยา เนื่องจากการประปาส่วนภูมิภาคสูบน้ำจากกว๊านพะเยาขึ้นมาผลิตประปา ต่อมาจึงนำตัวประหลาดไปให้
นายนาวิน มหาวงศ์ นักวิชาการประมงชำนาญการ สำนักงานประมง จ.พะเยา ส่องกล้องจุลทัศน์เพื่อตรวจสอบ ทั้งนี้นายนาวิน กล่าวว่า ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นสัตว์พวกไหน อาจเป็นปรสิตในปลาหรือเป็นปลิงชนิดหนึ่งที่ไม่ดูดเลือดคน แต่ไปเกาะอยู่กับพวกหอย

ทางด้านนายประดิษฐ์ วรรณสอน ผู้จัดการ การประปาส่วนภูมิภาค จ.พะเยา กล่าวว่า ตามระบบการผลิตประปา แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ ก็ไม่สามารถผ่านชั้นทรายที่ใช้กรองน้ำเข้าไปได้ ถ้าผ่านชั้นทรายจะเจอคลอรีนฆ่าเชื้อโรค ถ้าตัวประหลาดอยู่ในท่อประปาคงไม่มีแน่ แต่กรณีนี้สันนิษฐานว่าอาจมีการซ่อมท่อประปาในละแวกนั้น และตัวประหลาดเข้าไปในท่อระหว่างที่กำลังตัดซ่อมหรือชาวบ้านผู้ใช้น้ำอาจต่อสายยางจากก๊อกชั้นล่างแล้ววางสายยางทิ้งไว้กับดิน ซึ่งช่วงนี้เป็นหน้าฝน พื้นอาจเฉอะแฉะเจ้าตัวประหลาดอาจเข้าไปทางสายยางก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามจะส่งทีมงานไปพบกับผู้ใช้น้ำ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ ตนขอยืนยันว่าระบบการผลิตประปาปลอดภัย 100%.
ที่มา dailynews

กู้ชีวิต 33 คนงานเหมืองชิลีสำเร็จ

โลกแซ่ซ้องกู้ชีวิต 33 คนงานติดเหมืองชิลีสำเร็จ เผยใช้เวลา22ชั่วโมงเศษ หลังติดค้างอยู่ใต้ดินลึก 625 เมตรมาราธอน 69 วัน


วันนี้ (14 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเหมืองทองคำและทองแดงซานโฮเซ่ ในทะเลทรายอาทาคามาของเมืองโกปิอาโป ทางเหนือของชิลี ว่า ในที่สุดเจ้าหน้าที่สามารถช่วยคนงานเหมืองทั้ง 33 รายขึ้นมาจากใต้ดินได้สำเร็จเมื่อเวลา 07.55น. ตามเวลาประเทศไทย เมื่อ นายลูอิส อูร์ซัว วัย 54 ปี โผล่พ้นผิวพื้นดินท่ามกลางเสียงปรบมืออย่างกึกก้องโดยใช้เวลาทั้งหมด22ชั่วโมงเศษซึ่งเร็วกว่าที่วางแผนไว้ หลังจากใช้ชีวิตอยู่รอดในพื้นที่แคบและมืดมานานเกือบ 10 สัปดาห์ได้ราวปาฏิหาริย์ ท่ามกลางการเอาใจช่วยของผู้คนทั่วโลกที่เฝ้าติดตามการถ่ายทอดสดจากสื่อต่าง ๆ

โดยคนงานเหมืองรายแรกจากทั้งหมด 33 คนที่ติดค้างอยู่ใต้ดินในระดับความลึก 625 เมตร (2,050 ฟุต) มานานถึง 69 วัน จากดินถล่มปิดทางเข้าออก ได้รับการช่วยเหลือขึ้นสู่พื้นผิวเป็นผลสำเร็จในปฏิบัติการกู้ภัยครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 10.11 น.ของเช้าวันพุธตามเวลาในไทย ด้วยความดีใจของชาวชิลีทั่วประเทศ และการเกาะติดรายงานข่าวนี้ของกองทัพนักข่าวราว 1,000 คน มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ข่าวทั่วโลก เช่น ซีเอ็นเอ็น และบีบีซี ตลอดจนสถานีภาคภาษาอังกฤษของอัลจาซีรา ไปยังหลายประเทศเช่น นครนิวยอร์กของสหรัฐ เมืองซิดนีย์ในออสเตรเลีย กรุงลอนดอนของอังกฤษ และกรุงโตเกียวในญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน ผู้คนทั่วเอเชียไม่ว่าจะเป็นประชาชนในสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทยหรือเวียดนาม ต่างร่วมยินดีและตื่นเต้นไปกับข่าวคนงานเหมืองรายแรกได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้แล้ว

ประธานาธิบดีปิเนร่า ซึ่งสั่งปรับปรุงกฎระเบียบความปลอดภัยของเหมืองในชิลีขนานใหญ่ กล่าวว่า ปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ ไม่มีประวัติศาสตร์ครั้งใดของมนุษยชาติที่นำมาเปรียบเทียบได้ และผู้คนทั่วประเทศ ก็ได้เรียนรู้คุณค่าแห่งความศรัทธาและความหวังจากกลุ่มคนงานเหมืองเหล่านี้ สำหรับปฏิบัติการกู้ภัยคนงานเหมืองชิลียังดำเนินต่อไป คาดว่า จะต้องใช้เวลาถึง 48 ชั่วโมงหรือ 2 วันในการนำคนงานเหมืองรายสุดท้ายขึ้นมา เพราะการนำคนงานเหมืองขึ้นมาทีละคนนั้น ต้องใช้เวลาประมาณ 15 -20 นาที เนื่องจากแคปซูลสามารถเดินทางได้ประมาณ 1 เมตรต่อวินาที หรือสามารถเร่งความเร็วได้เป็น 3 เมตรต่อวินาที หากคนงานเหมืองที่อยู่ในแคปซูลประสบปัญหา

อย่างไรก็ตาม คนงานเหมืองยังสามารถติดต่อสื่อสารกับทีมกู้ภัยด้วยการใช้อินเตอร์คอมในแคปซูล แต่หลังจากขึ้นมาสู่พื้นผิวแล้ว พวกเขาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาลอีก 2 วัน สำหรับการช่วยเหลือคนงานเหมืองแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีร่างกายแข็งแรงที่สุด ตามมาด้วยคนที่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคปอด ส่วนสุดท้าย คือผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงอีกกลุ่ม นอกจากนี้ มีคำเตือนจากจิตแพทย์ที่บอกว่า คนงานเหมืองที่ติดอยู่ใต้ดินมานานกว่า 2 เดือน จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และอาจประสบปัญหาในการกลับคืนสู่ชีวิตปกติ

ส่วนประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐ ออกแถลงการณ์ที่กรุงวอชิงตันว่า เขาติดตามสถานการณ์ของคนงานเหมือง 33 รายในชิลีอย่างใกล้ชิด และตามความคิดของเขาเชื่อว่า มีการสวดมนต์ให้แก่คนงานเหมือง และครอบครัวของพวกเขา รวมถึงทีมกู้ภัยที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อช่วยเหลือคนงานเหมืองเหล่านี้ขึ้นมาอย่างปลอดภัย ขณะที่ สถานทูตชิลีในสหรัฐ มีการติดตั้งวิดีโอถ่ายทอดสดปฏิบัติการกู้ภัย แม้กระทั่งประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ ผู้นำเวเนซุเอล่า ยังใช้บล็อกของตนเองในอินเทอร์เน็ต ส่งความปรารถนาดีไปยังทีมกู้ภัยและคนงานเหมือง

นอกจากนี้ ยังเกิดความชุลมุนวุ่นวายและเบียดเสียดของกลุ่มนักข่าวที่พยายามเข้าไปสัมภาษณ์พ่อของนายอวาลอส ถึงความรู้สึกที่ลูกชายขึ้นจากใต้ดินเป็นคนแรก ทว่าเหตุการณ์กลับเลวร้ายเมื่อนักข่าวต่างแย่งกันที่จะเป็นคนแรกที่ได้สัมภาษณ์เครือญาติของคนงานเหมือง โดยมีการจิกทึ้งดึงผม และชกต่อยกันเพื่อแย่งกันทำข่าว ทำให้นางมาเรีย แม่ของนายอวาลอส ไม่พอใจมาก จึงคว้าธงชาติชิลีที่อยู่ใกล้ตัวเธอไล่ฟาดนักข่าวเหล่านั้นออกไป

แต่ฝูงนักข่าวยังทำลายข้าวของกันต่อ จนในที่สุดเต็นที่พักของพวกเขาก็พังลงมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่มองเห็นเหตุการณ์ไม่ได้เข้าห้ามปราม สุดท้ายม็อบสื่อก็ได้สลายตัวไป เหตุการณ์ครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันของสื่อที่มีต่อคนงานเหมือง 33 คน ซึ่งกลายเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ และเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลก

ในส่วนของประเทศไทย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับช่วยเหลือคนงานเหมืองครั้งนี้ด้วย โดยผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอุบลราชธานีรายงานว่า ได้เดินทางไปพบกับนายวีรโชติ นาสารีย์ นายก อบต.ท่าไห อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพ่อของนายวชิระพงษ์ นาสารีย์ ช่างเทคนิคชาวไทยทีมช่วยเหลือ ซึ่งนายวีรโชติ กล่าวว่ารู้สึกยินดีและปลื้มใจที่ลูกชายได้เดินทางไปเหมือนเป็นตัวแทนประเทศไทยไปในทีมช่วยเหลือคนงานเหมือง ทองและทองแดง ที่ประเทศชิลีในครั้งนี้ และตนเองได้ให้กำลังใจแก่ลูกชาย และฝากถึงลูกชายให้ทำหน้าที่ดีที่สุดตามที่ได้รับมอบหมาย

นายวีรโชติ กล่าวว่านายวชิระพงษ์ เป็นลูกชายคนโต ในจำนวน 3 คนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิชาเอกฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดอุบลราชธานี และไปสมัครทำงาน และศึกษาต่อเพิ่มเติมความรู้ด้านช่างควบคู่กับการทำงาน ในส่วนอุปนิสัยเป็นคนไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ก่อนเดินทางไปที่ชิลินายวชิระพงษ์ ได้โทรศัพท์แจ้งให้ตนเองทราบ ซึ่งได้ให้กำลังใจก่อนเดินทาง ซึ่งการช่วยเหลือสามารถดำเนินการประสบผลสำเร็จตนเองในฐานะผู้เป็นพ่อมีความดีใจและภูมิใจในตัวลูกชาย ที่ได้ร่วมทีมปฏิบัติการช่วยเหลือเสมือนเป็นตัวแทนนำชื่อเสียงกลับมาสู่ประเทศไทย

ทางด้านนางกนกนาถ เกษมพันธ์ เพื่อนบ้านท่าไห อ.เขื่องใน กล่าวว่า ชาวท่าไห อ.เขื่องใน มีความภูมิใจที่นายวชิระพงษ์ ลูกบ้านท่าไหได้ใช้ความรู้ความสามารถ จนได้รับการพิจารณาคัดเลือกร่วมทีมในการช่วยเหลือชาวชิลีที่เดือดร้อน ถือเป็นตัวแทนของประเทศไทยในทีมกู้ภัยนี้ซึ่งชาวท่าไห ทุกคนทราบข่าวต่างภาคภูมิใจ.

ที่มา dailynews

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

“พจน์” เผยได้หลักฐานเด็ดมัด “แอนนี่” ยัน “ฟิล์ม” เตรียมฟ้องแหลกอาทิตย์หน้า

“พจน์ อานนท์” ประกาศ “ฟิล์ม” จะฟ้อง “แอนนี่” หมิ่นประมาท เผยตอนนี้รวบรวมหลักฐานเด็ดไว้เรียบร้อยแล้ว มั่นใจถ้าใครได้เห็นเป็นเซโลงังแน่ จวก แอนนี่ ทำเป็นนิ่งไม่ได้ เพราะคนประณามฟิล์มไปแล้ว ยันจำเป็นต้องฟ้อง ไม่งั้นจะเป็นชนักติดหลังไปตลอดชีวิต
ขยับปากทีไรเป็นได้เฮทุกทีสำหรับ “พจน์ อานนท์” หรือ อานนท์ มิ่งขวัญตา เมื่อวานก่อน (11/ต.ค/53) ก็ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “แฉแต่เช้า” อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน เผยว่า ขณะนี้เจ้าตัวได้ข้อมูลลึก ชนิดลึกเข้าไปถึงช่องคลอดเลยทีเดียว

''ตอนนี้กำลังรวบรวมหลักฐานที่เขาบอกว่าท้องก่อนที่จะมามีอะไรกับฟิล์ม หลักฐานทางการแพทย์ไปตรวจครั้งแรกไม่ท้อง แต่พอไปตรวจครั้งที่ 2 ปรากฏท้อง มันมีอะไรกับฟิล์ม คบกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ว่ามีช่วงหนึ่งที่ฟิล์มไปหาแอนนี่ที่บ้านแล้วเจอแอนนี่อยู่กับนักร้องเกาหลี วงเอฟ.ที.ไอแลนด์ ฟิล์มโกรธเลยงอน และหายไปไม่โทร.ไม่คุยไม่เจอประมาณ 3 วัน แอนนี่มาตามง้อที่คอนโดฯ ฟิล์ม วันนั้นเป็นวันที่มีอะไรกัน แล้วก็หลั่งข้างใน ก่อนหน้านั้น เคยมีอะไรกันครั้งหนึ่งแล้ว แต่แอนนี่มีประจำเดือนเลยเสร็จข้างนอกแทน”

“ผมเช็กแล้วว่า วันที่ฟิล์มมีอะไรกับแอนนี่ แล้ววันที่แอนนี่ไปตรวจ ยืนยันว่า เขาท้องก่อนที่จะมามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฟิล์ม เดี๋ยวจะมีตัวละครเพิ่มขึ้นมาอีก เป็นชายอักษร บ.ซึ่งเป็นผู้ชายที่มีลักษณะที่แอนนี่ ทำคล้ายกับ ฟิล์ม ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งคนนี้เป็นคนที่แอนนี่กลัวมาก และเคยให้ตังค์แอนนี่ไปแล้วเยอะมาก”

พอเปิดประเด็นไปเมื่อวันก่อน พออีกวันเจ้าตัวก็ให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ค่ายพระนครฟิล์ม ส่งข้อความบอกผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ (12/ต.ค/53) จะเดินทางไปร่วมงานรอบปฐมทัศน์ของหนังเรื่อง “อีเห็ดสด” ที่เอสพลานาด และจะมีการแถลงข่าวเรื่อง “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” โดยครั้งนี้จะงัดหลักฐานเด็ดมาแฉกันจะจะ แต่พอเริ่มต้นแถลงข่าวเจ้าตัวก็ออกตัวหมุนติ้วๆ ว่า วันนี้ไม่สามารถนำหลักฐานมายืนยันได้เนื่องจากผิดกฎหมาย

“ตอนนี้ผมคุยกับครอบครัวฟิล์มในฐานะผู้ปกครองฟิล์ม เพราะทางอาร์เอสเขาไม่ยุ่งแล้ว ก็ตอนนี้รวบรวมหลักฐานเยอะมาก และได้ให้ทนายความไป แล้วจะขอจากทนายความมาให้ผู้สื่อข่าววันนี้ แต่ทนายความบอกให้ไม่ได้ เปิดเผยไม่ได้ เพราะมันผิดกฎหมาย รับรองได้ว่าถ้าสื่อมวลชนได้เห็นหลักฐานชิ้นนี้ ต้องเซโลงังแน่นอน มั่นใจเลย แต่มันบอกไม่ได้เป็นความลับห้ามพูด ถ้าพูดก็คงโดนจับเลย”

“คือ มันมีหลายอย่างเลยหลักฐานนี่แน่นหนาเลย จะให้แย้มว่า เป็นภาพเป็นเสียง เป็นเอกสารอะไรไม่ได้เลย โดนจับแน่ แต่รับรองว่า ถ้าน้องนักข่าวได้เห็นต้องเซโลงัง เพราะขนาดเราเห็นยังอึ้งเลย มันมีหลายอย่างรู้หมดเลย แต่ขอไม่บอกถึงที่มาของหลักฐานเพราะว่ามันผิดกฎหมาย”

“หลักฐานตอนนี้ขอเก็บเอาไว้ฟ้อง เพราะอาทิตย์หน้าจะฟ้องแล้ว ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ เพราะมันมีหลักฐานชิ้นใหญ่ขึ้นมาอีก แบบว่าข่าวที่ดังๆ อยู่ตอนนี้สู้ไม่ได้ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ฟ้องคนเดียว เพราะมีคดีคนเดียวก็ฟ้องหมิ่นประมาท แต่พอได้คุยกับทนายความแล้วจะสามารถฟ้องได้ 3 ข้อหา”

“จริงๆ เราไม่ได้ออกมารังแกผู้หญิง แต่เป็นเพราะตอนนี้เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นลูกใคร ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ เพราะนอกจากผม นักข่าว แล้วก็คนในสังคมอยากรู้ว่าลูกใคร ไม่อย่างนั้นฟิล์มก็ตายลูกเดียว ฟิล์มก็ไม่มีงาน ไม่มีกำลังใจทำงาน เพราะโดนสังคมประณามอยู่ ไม่มีแรงที่จะทำงาน ก็รับกรรมไป”

“คือ ตอนนี้ฟ้องหมิ่นประมาทไปก่อน แต่จะฟ้องให้พิสูจน์ดีเอ็นเอหรือไม่ ก็ค่อยว่ากัน แต่เรามีหลักฐานแน่นมาก เราไม่ได้ว่าผู้หญิงทั้งประเทศ เรามีปัญหากับผู้หญิงคนเดียว เพราะผู้หญิงมีทั้งดี และไม่ดี แต่พอดีข้อมูลที่เราเจอ มันสามารถบอกได้ว่าความจริงมันเป็นยังไง อยากฝากถึงสตรีองค์กรอะไรต่างๆ ด้วยว่า เราไม่ได้ว่าผู้หญิงทั้งประเทศ แค่เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้หญิงคนนึงกับผู้ชายคนนึง ช่วยพิจารณาด้วย เพราะฝ่ายเรามันเหมือนเป็นชนักติดหลังอยู่ก็เลยต้องฟ้อง”

“แต่ใจจริงแล้วฟิล์มไม่อยากให้ฟ้อง แต่มันไม่ได้ ผมก็บอกเขาไม่งั้นฟิล์มก็ไม่บริสุทธิ์ซะที ก็ต้องช้ำเลือดช้ำหนองไปจนตาย ตอนนี้ถ้าเขาไม่สู้ก็ไม่ได้ เพราะต้องรักตัวเองบ้าง ต้องลุกขึ้นสู้ รับก็ผิดไม่รับก็ผิด จะยืนอยู่บนโลกนี้ได้ยังไง”

“ส่วนทางครอบครัวเขาก็แล้วแต่ ผมกับทนายความเลย เพราะในเมื่อคุณแม่เขาเคยเรียกร้องให้ออกมาตรวจแล้ วแต่ไม่ได้ คุณแม่เลยต้องตัดใจไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรเลย แต่มันก็ยังมีผู้ชายอีกหลายคนที่ออกมา แต่ไม่รับผิดชอบอะไรเลยก็มีไง เพราะฉะนั้นฟิล์มไม่ต้องรับผิดชอบก็ได้ เพราะไม่รู้ว่าลูกใคร ในเมื่อผู้หญิงเขายืนยันนอนยันว่าจะไม่ตรวจ เราก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ ก็ดีจะได้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ชายทุกคนว่ามีสิทธิ์ตรงนี้ ให้ใช้สิทธิ์ของตัวเอง เรียกร้องสิทธิ์มาฟ้องร้องขอตรวจดีเอ็นเอ”

“ถามว่า กลัวเข้าตัวไหม ไม่นะ เพราะผมไม่เคยเอ่ยชื่อเขา ไม่เคยเอ่ยในทางเสียๆ หายๆ ผมต้องการความจริงเท่านั้นเองว่าใครเป็นพ่อของเด็กเท่านั้นเอง เราบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเราไม่ได้รังแก แค่เรียกร้องหาความจริง วันนี้ อยากให้ฟิล์มมาแต่เขาบอกว่า ขออีกอาทิตย์หนึ่งดีกว่า รอให้ทนายจัดการ ตอนนี้รวบรวมหลักฐานยิ่งรวบรวมก็ยิ่งได้เยอะมันก็ยิ่งโผล่ๆ”

“ถ้าวันนี้เอาหลักฐานมาเปิดได้นะอยากเอามามากเลย แต่ขอทนายความเขาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ไง ส่วนเรื่องค่าเสียหายคงไม่เรียกหรอกครับ คงฟ้องแค่หาความจริงเท่านั้นเอง ความจริงเรื่องนี้พี่พูดก็เบื่อนะ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าลูกใคร ถ้าเขาตรวจดีเอ็นเอตั้งแต่แรกก็จบแล้ว”

ส่วนความคืบหน้าเรื่องงานของ “ฟิล์ม” นั้น “พจน์ อานนท์” บอกว่า วันนี้ฟิล์มได้เข้าไปคุยกับ “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์”
“ตอนนี้รู้สึกเฮียฮ้อเรียกฟิล์มไปคุย แล้วผมก็ต้องดูแลเรื่องฟ้องร้อง แต่เรื่องหลักฐานชิ้นนี้เฮียฮ้อไม่ยุ่งเลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลยคือหลักฐานชิ้นนี้ถ้าปรากฏ เรื่องที่เฮีย และพี่สมรักษ์ พูดก็จะปรากฏออกมาด้วย”

“เฮียตอนนี้ก็จะดูแต่เรื่องงาน ว่า อนาคตฟิล์มจะทำยังไงต่อ แต่ฟิล์มบอกเองว่าจะขอบวชก่อน อย่างเรื่องงานตอนนี้ บี้ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) ก็ได้ไปเกาหลีแทนฟิล์ม ก่อนหน้านี้ ฟิล์มไปเล่นกล้าม เพื่อแสดงหนังบางกอกกังฟู ตอนนี้เลยเหลือแต่กระดูกแล้ว (หัวเราะ) แต่เรื่องบวชไม่ทราบว่าจะบวชเมื่อไหร่ แต่คิดว่าน่าจะหลังฟ้องไปแล้ว ให้จบเรื่องนี้ก่อน”

ทุ่มทุนเอาหน้ามารับเองแบบนี้ ก็เลยทำให้หลายๆ คนอดสงสัยไม่ได้ว่า งานนี้ “พจน์ อานนท์” มีส่วนได้ส่วนเสียหรือได้รับค่าตอบแทนอะไรหรือเปล่า
“ถามว่าได้อะไรจากฟิล์มหรือเปล่า คือ จริงๆ ผมอยากให้สังคมรู้เท่านั้นเองว่าลูกใคร ถ้าลูกฟิล์ม เขาก็บอกอยู่แล้วว่ารับเลี้ยง แต่ถ้าไม่ใช่ก็ส่งเสีย มันต้องจบจะให้เรื่องนี้เป็นชนักติดหลังฟิล์มไปตลอดชีวิตเหรอ สังคมก็อยากรู้ ถ้ามั่นใจก็ต้องตรวจสิ”

เจ้าตัวบอก “แอนนี่ บรู๊ค” จะทำนิ่งไม่ได้ เพราะสังคมประณาม “ฟิล์ม” ไปแล้ว ปัดไม่รู้เรื่องพ่อเด็ก มีชื่อนักธุรกิจฮ่องกง พร้อมด้วยนักร้องเกาหลีโผล่อีก

“ถ้าเขาบอกว่า เขาหยุดแล้วนิ่งแล้วไม่อยากยุ่งเรื่องนี้ มันไม่ได้ เพราะสังคมประณามฟิล์ม ว่าไม่รับผิดชอบ ตอนนี้เหมือนเขาตายทั้งเป็นไปแล้วนะ ถ้าไม่พึ่งศาลมันก็จะไม่จบ ก็ยังเห็นมีเอสเอ็มเอสด่าฟิล์มอยู่ทุกวัน เขาไม่รู้เรื่องทั้งหมดไง”

“ส่วนเรื่องมีชื่อนักธุรกิจฮ่องกงร่วมด้วย อันนี้ไม่รู้เรื่องเลย รวมไปถึงนักร้องเกาหลีด้วย คงต้องไปพิสูจน์เอง เพราะว่าทางทนายความทางเราก็หาข้อมูลหาหลักฐานมากกว่า เพื่อพิสูจน์ระยะนั้นเป็นยังไง ที่ผู้ใหญ่ 2 คนนั้นออกมาพูดก็ต้องหาข้อมูลในช่วงเวลานั้น ไม่มีมูลหมามันไม่ขี้ หรือเปล่า หลักฐานตอนนี้แน่น แต่ต้องรออีกจะแน่นกว่านี้กำลังรวบรวมสุดฤทธิ์สุดเดช แต่พูดไม่ได้ จริงๆ อยากพูด แต่ถ้าพูดไปต้องไปเยี่ยมผมนะ (หัวเราะ)”

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

อยากได้ บ้านเขาใหญ่ : พิ้งกี้ลั่น ได้แล้ว เลิก “เป๊ก” ทันที

มหากาพย์ “ผัวเธอของฉัน” ฉบับไตรภาคยังสะสางไม่ทันจะเสร็จสิ้น … เพราะมีเรื่องข้อมูลใหม่อยู่ตลอดเวลา วันนี้ “เป๊ก” ร.ท. สัณชัย เองตระกูล บินไปรับธัญญาเรศและลูกลีย่ากลับเมืองไทย ขณะที่เรื่องแซบของฝ่ายพิ้งกี้ - สาวิกา ไชยเดช ไม่ใช่แค่เรื่องก่นโศก ปาดน้ำตา ท่ามกลางเสียงแผดดังของ “คุณแม่อ้อย” สรินยา ไชยเดช เท่านั้น ข้อมูลใหม่รอบนี้ซึ่งถูกนำมาขยายความ พิ้งกี้พร้อมเลิก “เป๊ก” ทันที ถ้าได้บ้านหลังที่ตั้งอยู่ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ จับตา … ธัญญ่าจะส่งมอบ “สินสมรส” หลังนี้หรือไม่ !!
ดูเหมือนว่า ข่าวลือ !! ของมหากาพย์เรื่องนี้จะยังคงดำเนินต่อไป … เนื่องจากสายสัมพันธ์ระหว่าง “เป๊ก” ร.ท. สัณชัย เองตระกูลกับ “พิ้งกี้” สาวิกา ไชยเดช ยังไม่ขาดจากกันโดยสิ้นเชิง !! จนฝ่ายชาย... ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหากับเรื่องดังกล่าวอย่างไร แม้จะตะโกนร้องป่าวบอกต่อใครๆ ว่า ไม่มีอะไรเกินความเป็นพี่น้องกับนางเอกสาวจากช่อง 3 ที่ไม่ใช่ภรรยาตนคนนี้จริงๆ ก็หามีใครเชื่อเรื่องนี้ไม่

ความระหองระแหงตลอด 7-8 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างธัญญาเรศ กับสัณชัย หนักหนาสาหัสมากสำหรับหัวอกของเมียหลวงและแม่ของลูก ระหว่างที่เรื่องราวของทั้ง 3 คนดำเนินไป และมีข่าวมากมายเกี่ยวกับเรื่อง “หย่าร้าง” ของคู่สมรสอย่างธัญญ่ากับเป๊ก จนนิตยสารเปรียว ฉบับเดือนสิงหาคม 2553 ต้องพาลูกสะใภ้อย่างธัญญาเรศกับแม่สามี นุชนารถ เองตระกูลมาถ่ายแบบและสัมภาษณ์เพื่อยืนยันการยอมรับของคนในตระกูลเองตระกูล

ตระกูล “รามณรงค์” และ “เองตระกูล” ชิดเชื้อกันมานาน เพราะว่าคุณพ่อสุรพันธ์ รามณรงค์ของธัญญ่ารู้จักกับย่าของเป๊ก ขณะที่แม่ของเป๊ก นุชนารถ กับคุณแม่แจ็คเกอลีนเคยเป็นรุ่นพี่ - รุ่นน้องร่วมสถาบันเดียวกันมาก่อน และถือได้ว่าทั้ง 2 ตระกูลนี้เป็นตระกูลเก่าแก่และเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว แม้ว่าธัญญาเรศกับเป๊กจะถูกจับให้หมายหมั้นเกี่ยวดองมาแต่เด็ก แต่ทั้งคู่ที่แต่งงานกัน เป็นเจตนาของทั้งคู่ที่เลือกจะคบหา ไม่ใช่มาจากการคลุมถุงชนแต่อย่างใด

ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเคลียร์ให้ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะมาตัดช่องน้อยด้วยการ “หย่า” ไม่ได้เด็ดขาด คำว่า “ห้ามหย่า” ยังถือเป็นอาญาสิทธิ์ของพ่อและแม่

ไปอเมริกาเปล่าหนีข่าวฉาว !?
คนที่ติดตามข่าวเรื่องราวความอลเวงของ “ธัญญ่า - เป๊ก และพิ้งกี้” มาโดยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ อาจจะคิดว่าธัญญ่าเหนื่อยจนต้องพักรบชั่วคราว !! ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

การเดินทางไปอเมริกาในครั้งนี้มีคุณแม่นุชนารถ เองตระกูลร่วมทริปด้วย เพราะเป็นห่วงหลานสาวและลูกสะใภ้สุดเลิฟ ในขณะที่เป๊กต้องเดินทางกลับเมืองไทยก่อน เนื่องจากติดพันภารกิจทางราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ณ เวลานี้ เป๊กอยู่ในช่วงที่เดินทางไปรับแม่, เมีย และลูกสาวกลับเมืองไทย
ปกติแล้ว ธัญญาเรศ เองตระกูล จะเดินทางไปเยี่ยมคุณแม่แจ็คเกอลีนปีละครั้ง ครั้งละหลายสัปดาห์ !!
แต่ปีนี้พิเศษกว่านั้น ตรงที่ธัญญาเรศจะไปปรึกษากับพี่สาวเรื่อง “อุ้มบุญ” อีกครั้งเป็นท้องที่ 2 เนื่องจาก “เป๊ก” สัณชัย ผู้เป็นสามีอยากจะมีลูกชายไว้เป็นเพื่อนเล่นกับลูกสาว นอกจากนี้ … ยังไปตรวจและทดสอบสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของแม่และลูกลีย่าที่เกิดจากการอุ้มบุญให้นั้นมีความสมบูรณ์พร้อมตามหลักการแพทย์เพื่อจะได้เป็นเด็กที่มีคุณภาพในสังคมต่อไป ขณะเดียวกัน … หากพี่สาวตกลงรับอุ้มบุญให้ธัญญ่าอีกครั้ง นั่นหมายถึงว่าหมอผู้เชี่ยวชาญต้องให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในด้านสุขภาพของคนทั้ง 3 ฝ่าย

แม้แต่ “กีต้าร์” ศิริพิชญ์ กฤษณะเศรณี เพื่อนซี้คนหนึ่งของธัญญ่าก็ยังออกมายืนยันว่า ธัญญาเรศ สบายดี และมีความสุข ดังนี้ ธัญญาเรศจึงต้องใช้เวลานานกว่าปกติเล็กน้อยในการพักพิงอยู่ที่นั่น แต่ก็ไม่วายที่มีคนปล่อยข่าวลือให้หัวใจขุ่นมัวว่ามีเรื่องหย่าร้างเข้ามาเกี่ยวข้อง !! เพื่อนรักบอกว่า เรื่องอย่างนี้ปล่อยให้เจ้าของเรื่องมายืนยันจะดีกว่าการที่คนอื่นมาให้ข้อมูล เพราะงั้น … เธอจึงไม่พูด
อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าข่าวลือรสแซบเป็นจริง นั่นหมายถึงว่าธัญญาเรศอยากคิดและตรึกตรองกับ “บางเงื่อนไข” ที่เป็นข้อมูลใหม่เพื่อแลกกับชีวิตครอบครัวที่จะได้อยู่กันอย่างเป็นสุขตามประสาพ่อ แม่และลูกอีกครั้ง กับ “สินสมรส” ชิ้นนี้ !? ที่ฝ่ายตรงข้ามระบุและกำชับมาว่า “อยากได้” นักหนา

“บ้านหลังนี้” มีนัยและชั้นเชิงซ่อนอยู่

งานนี้ “ยิงกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว” !!
ว่ากันว่า “เป๊ก” สัณชัย เองตระกูลเคยคิดที่จะซื้อบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่และราคาสูงกว่าให้ “พิ้งกี้” สาวิกา ไชยเดช ไม่ว่าจะหลอกล่อด้วยวิว ทิวทัศน์ ความสะดวกสบายอื่นใด เธอก็ไม่เคยปรารถนา !! ฝ่ายหญิงยืนยันเพียงประการเดียวว่า ต้องบ้านหลังนี้เท่านั้น !!

บ้านหลังนี้ ฝ่ายชายได้ระบุตามพินัยกรรมให้เป็นสินสมรส !!

เมื่อบ้านหลังนี้เป็นสินสมรส นั่นหมายความว่า การเปลี่ยนมือต้องได้รับความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย
“เป๊ก” สัณชัยไม่มีปัญหา เพราะถือว่า เป็นสมบัตินอกกายหาใหม่ได้ไม่ยาก เพราะ “เองตระกูล” มีบ้านหลายหลัง การเสียบ้านสักหลังไม่เห็นจะเป็นไร โดยเฉพาะในวันที่ฝ่ายชายคงอยากจะมีชีวิตอย่างมีความสุข

ขณะที่ ธัญญาเรศ เองตระกูล ยังไม่จดปากกาเพราะไม่เห็นด้วย เพราะเรื่องนี้ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้วมันเกี่ยวกันกับการชิงไหวชิงพริบ เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการช่วงชิง ความแพ้ - ชนะ และศักดิ์ศรีของผู้หญิง ผู้เป็นภรรยาที่ถูกต้องของสามี

การ “เสียบ้าน” เพียงเพราะคิดว่าต้องการแลกกับความสุขในครอบครัวกับสิ่งของนอกกาย บางที อาจจะกลายเป็นประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามเก็บไปประกาศชัยชนะก็เป็นได้ อีกทั้งธัญญาเรศจะมีหลักประกันอะไรว่า เธอจะไม่กลับมายุ่งเกี่ยวเป็นข่าวกับสามีของเธออีก

ทั้งรัก ทั้งแค้น
แต่สำหรับพิ้งกี้ บ้านหลังนี้ยังสามารถต่อยอด ผูกโยงไปถึงใครต่อใครได้ เพราะบ้านหลังนี้อยู่ในโครงการโบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ที่มีสงกรานต์ เตชะณรงค์ เป็นผู้บริหาร !! และการที่เธออยากจะได้หนักหนา เพราะบริเวณที่ตั้งบ้านหลังนี้ทิวทัศน์ดีที่สุด และอยู่ห่างจากบ้านพักของสงกรานต์ไม่กี่หลัง !!

ไม่ใช่แค่ขย่ม ธัญญาเรศ เองตระกูลเท่านั้น แต่ยังหวังจะชำระความในอดีตกับสงกรานต์ เตชะณรงค์ อีกต่างหาก

อย่าลืมว่าครั้งหนึ่ง “พิ้งกี้” สาวิกา ไชยเดช เคยวาดฝันอยากที่จะสร้างครอบครัวกับสงกรานต์ เตชะณรงค์ แต่ความฝันของเธอก็ต้องล่มสลายเพียงชั่วเวลาข้ามคืน เพราะสงกรานต์ เตชะณรงค์ด่วนประกาศคบหา “แอฟ” ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญเสียก่อน พิ้งกี้ที่เคยวาดฝันและให้ข่าวในทำนองว่าคบหา เป็นอันต้องหน้าแหก หมอไม่รับเย็บในทันที !! อย่างน้อยๆ ก็เป็นการทิ่มแทงแยงหัวใจของใครบางคนเล่นๆ

ถึงบอกว่า งานนี้ ...พิ้งกี้ยิงกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว

เรื่อง “รักแรง แค้นแรง” ของนางเอกสาวนัยน์ตาแขกคนนี้ยังมีอีก

นอกจากนี้ยังมีคนเห็น “เป๊ก” พาทุกสมาชิกในครอบครัว “ไชยเดช” ไปสวีตหวานกันที่ “ อันดารา รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า” บนหาดกมลา จังหวัดภูเก็ต ถึง 3 วัน 2 คืน ในช่วงที่ธัญญาเรศไปเยี่ยมแม่ที่อเมริกา

ว่ากันว่า หน้าฝน ท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่พิ้งกี้กลับสวมแว่นกันแดดอำพรางผู้คน เดินไปมาอยู่ในรีสอร์ตตลอดเวลา ที่สำคัญ ห้องที่นางเอกสาวระบุและยืนยันที่จะใช้ห้องนี้ เตียงนี้เท่านั้น เป็นห้องที่เธอเคยพักเมื่อครั้งที่เคยมาพักผ่อนกับอดีตคนรัก พระเอกปากแดง “อั้ม” อธิชาติ ชุมนานนท์
ครั้งนี้ขอมาทับที่เดิมอีกครั้ง !!

นี่คือเรื่องราวข่าวคราวที่ล่องลอยมาเข้าหูและกำลังถูกขยายต่อในวันนี้ อาจจะเป็นการต้อนรับ ธัญญาเรศ เองตระกูลที่กำลังจะกลับมาเมืองไทยก็ได้
...................................

ที่มา นิตยสาร ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 53 วันที่ 9 - 15 ตุลาคม 2553

นู้ดคนดังจีนว่อนทั่วเน็ต: คนบันเทิงผวาภัยกล้องถ่ายทะลุเสื้อผ้า

นู้ดคนดังจีนว่อนทั่วเน็ต: คนบันเทิงผวาภัยกล้องถ่ายทะลุเสื้อผ้า กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับชาติ เมื่อนักกีฬากระโดดน้ำซุปเปอร์สตาร์ “กัวจิงจิง” ต้องตกเป็นเหยื่อของกล้องอินฟราเรด ที่สามารถถ่ายภาพบันทึกวิดีโอ ทะลุไปถึงผิวกายใต้ร่มผ้าของสาว ๆ ที่ร้ายแรงไปกว่านั้น เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเป็นแค่พฤติกรรมของพวกลามกอนาจาร แต่เป็นเรื่องที่ทำกันเป็นธุรกิจ กับการขายภาพนู้ดด้วยกล้องชนิดพิเศษของสาว ๆ คนดัง ผ่านเว็บไซต์ที่ตั้งอยู่นอกประเทศ

กัวจิงจิง ราชินีนักกระโดดน้ำวัย 28 ปีเจ้าของ 4 เหรียญทองโอลิมปิก ต้องตกเป็นเหยื่อของ 'กล้องถ่ายทะลุเสื้อผ้า' เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ปรากฏคลิปนู้ดของเธอ ซึ่งมีความยาวประมาณ 7 นาที ที่ถ่ายทำระหว่างการแข่งขันครั้งหนึ่งด้วยเทคนิคพิเศษ และถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ขณะที่ยังมีคลิปทำนองเดียวกันของนักกีฬากระโดดน้ำคนอื่นจากหลาย ๆ ชาติเผยแพร่ออกมาด้วยถึง 15 คลิป

Today's News สื่อจากประเทศไต้หวัน ได้วิเคราะห์ภาพดังกล่าวดูแล้ว พร้อมสันนิษฐานว่าคลิปชุดนี้น่าจะถูกบันทึกโดย 'คนใน' ผู้เกี่ยวข้องกับสถานที่จัดการแข่งขันหรือทีมนักกีฬา โดยสังเกตจากมุมภาพและระยะห่างของการถ่ายทำ ที่ไม่น่าจะมาจากกลุ่มผู้ชม

หลังเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น กัวจิงจิง ไม่ได้ออกมาปรากฏตัวต่อสาธารณะ แต่ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปทางแฟนหนุ่มของเธอ เพื่อสอบถามถึงเรื่องนี้ โดยแฟนหนุ่มของนักกีฬาสาวคนดังกล่าวว่า "เหตุการณ์ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ความจริงใด ๆ ผมคงไม่สามารถตอบคำถามแบบนี้ได้ พวกเธอเป็นตัวแทนของชาติ รัฐบาลควรเข้ามาจัดการกับปัญหาพวกนี้ ผมเองไม่สะดวกใจที่จะแสดงความคิดเห็นเลยจริง ๆ"

ไม่ใช่เพียงคนลามก แต่ทำกันเป็นธุรกิจ

ไม่ใช่เพียง กัวจิงจิง เท่านั้นที่ต้องถูกล่วงละเมิดด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่มีการเปิดเผยว่าพฤติกรรมดังกล่าวทำกันแบบธุรกิจโดยพ่อค้าจอมลามก ที่เปิดเว็บไซต์ไว้ในสหรัฐฯ และอ้างว่ามีภาพจากกล้องถ่ายละทุเสื้อผ้าของนักแสดงสาวจากทั้ง ฮ่องกง, จีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวัน สำหรับจำหน่ายจำนวนมาก

ตามข้อมูล เว็บไซต์ลามกอนาจารดังกล่าวซึ่งต้องสมัครสมาชิกเท่านั้น ถึงเข้าดูเนื้อหาต่าง ๆ ได้ จดทะเทียบในประเทศสหรัฐอเมริกา และเปิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2006 แล้ว โดยในเว็บไซต์มีการอ้างถึงกฎหมายของสหรัฐฯ ว่าเนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์เหมาะสมสำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น โดยเป็นคำเตือนที่เขียนขึ้นถึง 3 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ, จีน และญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นเว็บไซต์ที่จดทะเบียนกันในสหรัฐฯ แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับคนดังชาวจีน, ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งผู้สื่อข่าวยังคงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ภาพของคนดังหลาย ๆ คนในเว็บไซต์เป็นของจริงหรือไม่

โดยเว็บไซต์ฉาวอ้างว่ามีภาพวาบหวิวที่บันทึกด้วยเทคโนโลยีประเภทนี้ ของคนดังจากแวดวงต่าง ๆ ทั้ง นักร้อง, ดารา, นางแบบ, พิธีกร หรือสาวพริตตี้ในงานต่าง ๆ พร้อมอ้างว่าพวกเขามีภาพนู้ดเต็มตัวซึ่งจะเผยให้เห็นถึง 'สามจุดสงวน' ของคนดังสาว ๆ ขายกันในราคา 10 เหรียญสหรัฐฯ โดยลูกค้าสามารถเข้าชมภาพแบบออนไลน์ หรือดาวโหลดมาเก็บไว้ที่บ้านก็ได้

นอกจากนักกีฬาชื่อดังระดับโลกอย่าง กัวจิงจิง แล้วเว็บไซต์ยังอ้างว่ามีภาพในลักษณะเดียวกันนี้ของคนดังอีกมายมาย อาทิ ฟานปิงปิง, หลี่ปิงปิง สองนางเอกจากจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่ดาราสาวชื่อดังอย่าง เฉินฮุ่ยหลิน, เสอซื่อมั่น, โจวฮุ่ยหมิ่น, หลี่ซานซาน อยู่ในรายชื่อของหมวดหมู่ Coming Soon (เร็ว ๆ นี้)

ดาราผวาภัยกล้องทะลุเสื้อผ้า

ณ ขณะนี้สถานการณ์ต่าง ๆ ยังควบคุมไม่ได้, ยังไม่มีการพิสูจน์ความจริง และยังไม่มีการดำเนินการกับผู้ประกอบธุรกิจลามกอนาจารรายนี้แต่อย่างใด จนกลายเป็นความหวั่นวิตกและหวาดระแวง สำหรับดาราสาวหลาย ๆ คนในวงการบันเทิงจีน

นักแสดงสาวคุณแม่ลูกหนึ่งเฉินฮุ่ยหลิน เป็นอีกคนที่กล่าวแสดงความไม่พอใจต่อเรื่องนี้ "เป็นเรื่องโง่มาก ๆ ฉันหวังว่าจะไม่มีใครเสียเวลาไปทำเรื่องแบบนี้" เช่นเดียวกับนักแสดงสาวชาวไต้หวัน หยางเฉิงหลิน และนักร้องสาว เจียงยั่วหลินที่กล่าวต่อภัยมืดครั้งนี้ว่า "ฉันไม่คิดว่าเฉพาะดาราหญิงที่กลัวการแอบถ่ายแบบนี้นะคะ แต่พวกผู้ชายก็กลัวกันมาก"

อดีตมิสฮ่องกงปี 1996 หลีซานซาน ที่ถูกอ้างชื่อว่าจะมีภาพหวิวด้วยกล้องทะลุเสื้อผ้าของเธอให้ชมในเร็ว ๆ นี้ กล่าวอย่างมีอารมณ์โดยเฉพาะกับคำวิจารณ์ที่ว่า ปกติดาราสาว ๆ ก็ชอบแต่งกายอวดหุ่นกันเป็นปกติอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะวิตกกังวลอะไรกับเรื่องแบบนี้ ... "ต่ำมาก ๆ กับเรื่องแบบนี้ เราแค่อยากแต่งตัวสวย ๆ กันเท่านั้น แต่คนต่ำ ๆ พวกนี้กลับพยายามแอบถ่ายภาพพวกเรา ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วภาพถ่ายและวิดีโอต่าง ๆ อาจจะเป็นของปลอม แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่าตนเองถูกล่วงละเมิด มันแทบไม่ต่างอะไรกับการถูกข่มขืนเลยค่ะ ฉันคิดว่ารัฐบาลต้องอะไรแล้ว ปกป้องความเป็นส่วนตัวของเราบ้าง"

เช่นเดียวกับสองนักแสดงสาวจากทีวีบี อู่หย่งเว่ย และเฉินหมิ่นจือ ที่คิดว่า ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้หญิงแต่งตัวเซ็กซี่หรือวาบหวิวแค่ไหน เพราะปกติเสื้อผ้าล้วนออกแบบให้มีการปิดบังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอยู่แล้ว “มันน่าโมโหมากค่ะ ผู้หญิงไม่ควรจะถูกล่วงละเมิดแบบนี้” สองสาวกล่าว

เจิ้งต๊ะไว นักสืบฮ่องกงออกมาให้ข้อมูลถึงเรื่องนี้ว่า กล้องถ่ายทะลุเสื้อผ้าไม่ใช่ของใหม่ แต่ถูกใช้มานานนับ 10 ปีแล้ว และไม่ใช่ขั้นตอนที่ยุ่งยากอะไรหากคิดจะทำ เพียงแค่เป็นเจ้าของกล้องที่มีอ็อปชั่นการถ่ายด้วยอินฟราเรด และฟิลเตอร์ ก็สามารถถ่ายภาพใต้ร่มผ้าของสาว ๆ ได้แล้ว

"มันเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ที่ไม่ได้ต้องการเทคนิคขั้นสูงส่งอะไร" นักสืบรุ่นใหญ่กล่าว พร้อมแนะนำว่า กล้องจะไม่สามารถถ่ายผ่านเสื้อผ้าที่ทอด้วยเส้นใยบางชนิด เช่น ผ้าฝ้ายได้ แต่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพกับเสื้อผ้าที่ทำจากไนลอน หรือชุดว่ายน้ำ เขายังเตือนไปถึงสาว ๆ ว่าการระแวดระวังตนเอง และสังเกตคนที่จดจ่ออยู่กับกล้อง ในสถานที่อย่างสระว่ายน้ำ ถือเป็นการป้องกันตัวเองอันดับแรกที่ทำได้ทันที
นักกระโดดน้ำซุปเปอร์สตาร์ "กัวจิงจิง" ที่ถูกยกย่องให้เป็นสมบัติของชาติ
เว็บไซต์อ้างว่ามีภาพแอบถ่ายของดาราสาวอีกหลายคน พร้อมวางจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ตในเร็ว ๆ นี้
อู่หย่งเว่ย, เฉินหมิ่นจือ: "มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าผู้หญิงแต่งตัวเซ็กซี่หรือวาบหวิวแค่ไหน ผู้หญิงไม่ควรจะถูกล่วงละเมิดแบบนี้”"
เจียงยั่วหลิน, หยางเฉิงหลิน: "ฉันไม่คิดว่าเฉพาะดาราหญิงที่กลัวการแอบถ่ายแบบนี้นะคะ แต่พวกผู้ชายก็กลัวกันมาก"
หลี่ซานซาน: "สุดท้ายแล้วภาพถ่ายและวิดีโอต่าง ๆ อาจจะเป็นของปลอม แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่าตนเองถูกล่วงละเมิด"
ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์