วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

"ตั๊ก-ศิริพร" ปรี๊ดแตก! เห็นข่าวเลิกสามี "นุ้ย เชิญยิ้ม"

วันก่อน “ตั๊ก- ศิริพร อยู่ยอด” เห็นข่าวพาดหัว ลงในหนังสือพิมพ์บันเทิงฉบับหนึ่ง ว่าเธอขอเลิกกับสามี “นุ้ย เชิญยิ้ม” เพราะเหตุที่เขาเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง สาวตั๊กเกิดอาการปรี๊ดแตก! ส่งเสียงลั่นอยากจะใส่ใครบางคนซะเหลือเกิน เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง ที่สำคัญเธอกับนุ้ย อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย จากนั้นเธอก็ชี้แจงให้ฟังว่า

“ตั๊กกับพี่นุ้ย ไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทยเป็นประ จำอยู่แล้ว เผอิญวันนั้นพี่นุ้ยเป็นเริมที่ปาก คนไม่สบายเขาห้ามบริจาคเลือด แต่เราทั้งคู่ไม่รู้ ประ มาณหนึ่งอาทิตย์ก็มีจดหมายมาที่บ้าน ว่าเลือดของพี่นุ้ยมีปัญหาอะไรอย่างเนี้ย ตั๊กก็เลยไปที่สภากาชาด ปรากฏว่าวันนั้นเขาปิดทำการแต่มีคนแนะนำ ให้ไปที่คลินิกนิรนาม ที่อยู่ใกล้สภากาชาด ตั๊กก็ไปไม่รู้ว่า เป็นคลินิกเกี่ยวกับคนที่เป็นเอชไอวี พอรู้ก็บอกไม่ให้พี่นุ้ยเข้าไป แล้วเราก็เลยไปตรวจที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ ก็ปรากฏว่าเลือดใสปิ๊ง ตั๊กก็กลับไปที่สภากาชาดไทยอีก ถึงได้รู้ว่า ที่พี่นุ้ยเป็นเริม คือคนไม่สบายบริจาคเลือดไม่ได้ เรื่องก็มีแค่นี้แหละ”

เฮ่อ..พูดแล้วมันยั๊ว! เมาท์เรื่องอะไรไม่ว่า แต่เรื่องครอบครัวเนี่ย.. “ตั๊ก” ขอเถอะ ข่าวแบบนี้มันไม่สร้างสรรค์อะไรเล้ย.
ที่มา dailynews

สาวไส้ให้กากิน"แอนนี่"ปัด18มงกุฎ-จุ๊นลาทีวี3 วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน 2553

สาวไส้ให้กากิน"แอนนี่"ปัด18มงกุฎ-จุ๊นลาทีวี3 วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน 2553 “จุ๊น”โบกมือลาช่อง 3 ปัดสัมพันธ์”แอนนี่” โบ้ยเงินสิบล้านซื้อตนเองไม่ได้”แอนนี่”โต้กลับไม่ใช่ 18 มงกุฎ
วันนี้ 30 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลายเป็นประเด็นฮ็อท ร้อนฉ่าขึ้นมาอีกระลอก ภายหลัง เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ บิ๊กบอสอาร์เอส ออกมาแถลงข่าวอย่างไม่กลัวถูกฟ้องร้อง ตีแสกหน้า”แอนนี่ บรู๊ค”ว่า คบหาผู้ชายพร้อมกันทีเดียวถึง 4 คน แถมหลังตั้งท้องยังบอกกับทุกคนว่าเป็นพ่อของเด็กในท้อง เรียกเงินคนละ 2.5 แสนบาท อ้างได้รับข้อมูลจากผู้บริหารช่อง 3 ว่า หนึ่งในนั้นคือ จุ๊น-กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธุ์สุข นักแสดงหนุ่มช่อง 3 จนเจ้าตัวต้องออกมาปฏิเสธทันควันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น ด้านแอนนี่ โบ้ยกลับไม่เคยรับเงินใคร แต่ยังไม่พร้อมโต้ตอบใครตอนนี้ ขณะที่องค์กรสิทธิสตรีดาหน้าออกมาตำหนิเฮียฮ้อว่าพูดจาไม่ให้เกียรติลูกผู้หญิง พร้อมๆ กับกระแสสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าบิ๊กอาร์เอส โอบอุ้มฟิล์ม-รัฐภูมิ มากเกินไป โดยไม่นึกถึงหัวอกอีกฝ่ายที่เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ตามที่เสนอข่าวมาตลอด 2 สัปดาห์แล้วนั้น

“แอนนี่”โต้ไม่ใช่18มงกุฎ
ความคืบหน้า เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ดาราสาวแม่ลูกหนึ่ง”แอนนี่ บรู๊ค” ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับรายการ”ไนน์เอนเตอร์เทน”ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ตอบโต้”เฮียฮ้อ”นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อาร์เอส จำกัด(มหาชน) ว่า”แอนนี่ยิ่งพูดก็ยิ่งเสียหาย เพราะเราเป็นผู้หญิง แอนนี่ไม่ใช่สิบแปดมงกุฎนะ ตอนนี้อากาศจะหายใจ ไม่รู้ว่าได้หายใจเข้าหรือยัง ที่จะยืนยังไม่มีเลย แอนนี่นึกว่ามันหมดยุคที่ผู้หญิงเพศแม่ หรือว่าคนที่กำลังจะเป็นแม่จะต้องมาเจออะไรแบบนี้มากมายเหลือเกิน มันเกินกว่าผู้หญิงคนเดียวจะรับไหว ตอนนี้ก็พูดคำเดียวว่าท้อนะ ใจยังสู้แต่ก็ท้อเพราะแอนนี่มีแค่หนึ่งสมองสองมือแล้วต้องเลี้ยงลูกเองทุกวัน ไม่ได้มีเวลามานั่งคุยโทรศัพท์หรือนั่งคิดแผนการ หรือไปนั่งปั่นหัวใคร มีแค่หนูกับลูกจริงๆ หนูจะออกมาพูดอะไรมากก็ดูไม่ดีอีก ทุกท่านเป็นผู้ใหญ่หมดเลย หนูเป็นแค่คนคนเดียว รู้สึกว่าตอนนี้อยู่ตัวคนเดียวไม่มีใครมาช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น ถามว่าน้อยใจไหมท้อไหมก็มีบ้างเพราะเรื่องมันลุกลามใหญ่โตกลายเป็นอะไรไม่รู้เต็มไปหมด มีคนอยากจะมาเป็นพ่อของลูกหนูเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าถามว่าหนูไปมีอะไรกับคนอื่นในเวลาเดียวกัน แค่พูดก็รู้สึกแย่มากแล้ว หนูท้องอยู่นะ คนเป็นแม่ถ้าท้องอยู่เขาไม่อยากเสี่ยงให้ลูกตัวเองติดโรคเลย”

ยังไม่รู้จะฟ้อง”เฮียฮ้อ”หรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าโกรธเฮียฮ้อไหมที่ออกมาพูดแบบนี้ แอนนี่ กล่าวว่า“ไม่ค่ะ ผู้ใหญ่ก็คือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะยังไงก็ตามท่านก็เป็นผู้ใหญ่ หนูให้ความเคารพผู้ใหญ่ทุกท่าน ถ้าอย่างหนูโดนแม่ตีถึงแม้แม่จะเข้าใจหนูผิด แต่แม่ก็ไม่ผิดเพราะแม่ตีด้วยความรัก” เมื่อถามต่อว่า แปลว่าจะไม่มีการฟ้องหมิ่นประมาทใดๆ ทั้งสิ้นใช่หรือไม่ แม่ลูกหนึ่งตอบว่า“อันนี้หนูไม่ทราบ เพราะตัวหนูเองไม่ได้อยากจะไปมีเรื่องอะไรกับใคร หนูถึงย้ำนักย้ำหนาตั้งแต่วันแรกที่ออกรายการคุณอาสรยุทธ ว่าปล่อยให้หนูเลี้ยงลูกเถอะ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญในชีวิตไม่ใช่ตัวหนูนะ หนูจะตาย จะหิวจะเป็นอะไรไม่สนใจเลย ไม่แคร์ตัวหนูเลย แต่ลูกหนูเนี่ยหิวไม่ได้แล้วน่ะ แล้วหนูก็ไม่ได้มีเงินทองเก็บไว้มากมาย ให้หนูไปทำงานเลี้ยงลูกหนูเถอะ หนูรู้ว่าทุกคนไม่อยากจะปล่อยหนูไป แต่หนูอยากจะวอนขอได้ไหมปล่อยหนูไปทำงานเถอะ ปล่อยให้ออกไปข้างนอกเถอะ อย่าให้หนูติดคุกอยู่ในบ้านอีกเลย หนูรู้เรื่องนี้มันจบไม่ได้ แต่ก็บอกไปแล้วในรายการตีสิบ ว่าเรื่องทุกเรื่องในเมื่อมันแฮปปี้เอ็นดิ้งไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อาจเป็นที่ค้างคาใจของสังคมแต่ว่าเชื่อว่าเวลามันช่วยได้ อย่าเพิ่งมาบีบรัดบีบคั้นอะไรกันตอนนี้เลย จะเอาหนูให้ตายเลยเหรอ”แอนนี่ครวญ

แค่แม่คนหนึ่งปกป้องลูก
ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้มีใครห้ามไม่ให้ออกจากบ้านนะ แอนนี่กล่าวสวนทันควันว่า“ไม่มีใครห้าม แต่นักข่าวเฝ้าหน้าบ้านทุกวัน แล้วหนูจะออกไปไหนยังไง จะออกไปทำงานก็อยากไป แต่เขาก็ไม่กล้าจ้างเพราะไม่รู้จะยังไง ตอนนี้เพื่อนหนูก็ไม่อยากจะคบหนูแล้ว เพราะมีแต่คนเอาชื่อเพื่อนหนูเข้าไปเกี่ยวข้องว่าเป็นพ่อเป็นโน่นเป็นนี่ เดือดร้อนกันไปหมด บางคนเขาก็มีครอบครัวแล้ว มีแฟน กลายเป็นว่าทุกคนตอนนี้มีปัญหากันไปหมด ขอร้องผ่านรายการเลยนะคะว่าอย่าเอาชื่อของเพื่อนหนูที่อยู่รอบตัวมาพัวพันเลย สงสารครอบครัวเขาเถอะ ทำกับหนูได้แต่อย่าทำกับคนอื่นเลย พอแล้ว”เมื่อถามว่าจะฝากข้อความถึงเฮียฮ้อ พี่พจน์ อานนท์ หรือใครที่ออกมาคุยเรื่องของเราหรือไม่“หนูขอโทษทุกคน ถึงแม้คำขอโทษของหนูอาจจะฟังดูผ่านหูไปเหมือนเป็นลมก็ตาม แต่อยากขอโทษทุกคนจริงๆ ที่เรื่องมันลุกลามใหญ่โต แต่หนูมีจุดยืนของหนูอย่างนี้ เป็นแค่แม่คนหนึ่งที่อยากจะปกป้องลูกตัวเองเท่านั้น ไม่มีเจตนาจะทำร้ายใครทั้งนั้น ปล่อยหนูไปเถอะให้หนูได้หายใจบ้าง ให้มีที่ยืนในสังคมบ้าง ตอนนี้ไม่มีที่จะแทรกอยู่แล้ว”

พูดหลายครั้งไม่ตรวจดีเอ็นเอ
เมื่อถามว่ายังยืนยันหรือไม่ว่าจะไม่ตรวจดีเอ็นเอ แอนนี่กล่าวว่า“พูดไปแล้วที่ไม่ตรวจเพราะอะไร บางคนบอกว่าเราไม่กล้า พูดหลายครั้งว่าไม่ต้องการอะไรจากใครแล้วจะมาตรวจทำไม ถ้าคิดว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ก็ได้ ทุกอย่างเวลามันจะบอกเอง ดีเอ็นเอมันอยู่บนหน้าลูกแล้ว ฉะนั้นไม่ต้องการอะไร หรือความรับผิดชอบจากฝ่ายไหนทั้งสิ้น ขอหนูรับผิดชอบตัวหนูกับลูกเอง ให้ไปทำงาน ให้หนูได้พาลูกหนูไปเที่ยวบ้าง ลูกน่ะไม่ได้ไปเรียกร้องหรอกเพราะเขายังพูดไม่ได้ แต่หนูเรียกร้องให้ลูกเอง พูดแทนลูก หนูพูดเองว่าขอเราออกไปบ้าง ตอนนี้หนูเข้มแข็งพอแล้ว จะว่าหนูเป็นคนฝังใจก็ได้ ผู้หญิงทุกคนมันเจ็บแล้วจำ ลืมไม่ลงจริงๆ ฉะนั้นถึงยอมเป็นคนหัวแข็งยืนกรานก็ได้ถ้าเกิดจะว่าอย่างนั้น มันเลยกลายเป็นสิ่งค้างคาใจในสังคมตอนนี้ หนูต้องขอโทษจริงๆ”

หวั่นผลข้างเคียงก.ม.มีเยอะ
ต่อข้อถามที่บอกว่าถ้าตรวจดีเอ็นเอออกมา อาจเป็นฟิล์มหรือไม่ใช่ก็ได้ ตีความได้ว่าเพราะเราไม่มั่นใจหรือเปล่า แอนนี่กล่าวว่า“ถึงพูดไงคะว่าคนคิดไปต่างๆ นานา ได้ แก้วใบเดียวยังมองไม่เหมือนกันเลยว่าตรง หรือทรงกลม ฉะนั้นไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ ไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขแฮปปี้ได้ แม้แต่ตัวหนูเองยังไม่สามารถทำให้ตัวเองมีความสุขได้เลย ฉะนั้นเมื่อตัดสินใจแล้ว หนูไม่ต้องการความรับผิดชอบจากใคร ถ้าเกิดตรวจไปเพื่ออะไร เพื่อความสะใจของใครบางคน แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาทางกฎหมายมันมีเยอะมากที่ไม่มีใครออกมาพูด แต่จะให้หนูมานั่งพูดเรื่องกฎหมาย หนูก็ไม่ใช่นักกฎหมายเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาเหมือนกัน รู้งูๆ ปลาๆ มีคนแนะนำมาบ้าง ถึงได้มั่นใจว่าอย่าเลย ผลข้างเคียงก็มี ไม่ใช่แค่ความสะใจว่าใช่ไม่ใช่ ถ้าทุกคนคิดว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ก็ได้ งั้นปล่อยให้หนูไปทำงานเลี้ยงลูกหนูเถอะ” ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เฮียฮ้อมั่นใจเรื่องที่ออกมาพูดมาก ฉะนั้นกังวลว่าเขาจะมีหลักฐานออกมาไหม ดาราสาวกล่าวว่า“ถ้าเป็นเรื่องเงินหนูมั่นใจมาก เพราะเงินหนูเก็บไว้เท่าไหร่ มีคนโอนให้เท่าไหร่มีกี่บัญชี หนูมีอยู่แล้ว แต่มันไม่จำเป็นต้องงัดออกมา แต่ถ้าเรื่องถึงขนาดต้องขึ้นโรงขึ้นศาลต้องเอาหลักฐานค่อยเอาออกมาแล้วกัน เพราะตอนนี้ไม่มีความจำเป็น แต่หนูมั่นใจว่าเงินหนูมันลดลงทุกวัน ถ้ามีเงินเข้ามาคนละสองแสนห้าเนี่ย ป่านนี้หนูรวยไม่ต้องมาขอร้องว่าให้ออกไปทำงานเถอะ คงอยู่ได้อีกหลายเดือนค่ะ”

รับไม่เวอร์จิ้นแต่คบทีละคน
“สำหรับประเด็นแฟนเมื่อคืนที่พูดในตีสีบ ว่า 4 – 5 ปีมานี้ไม่เคยบอกว่าไม่มีแฟน บอกว่า 4-5 ปี มานี้ไม่เคยทำอะไรเสียหาย ไม่เคยไปเจ้าชู้ทำอะไรไม่ดีให้ใครเดือนร้อน แต่ถามว่า 4- 5 ปีมานี้มีแฟนไหม หนูคบใครคบจริง รักนาน คบเป็นคนๆ อายุ 30 แล้ว ไม่ใช่ผู้หญิงเวอร์จิ้น ไม่ใช่ผู้หญิงใสซื่อบริสุทธิ์มาตีหน้าซื่อ มันไม่ใช่ จะเข้าวัยกลางคนแล้ว เคยมีแฟนมาก่อน ก่อนหน้าเขาก็เคยมี แต่ว่าเลิกกันไปแล้ว ผู้หญิงกว่าจะเลิกกับใครได้ต้องทำใจ ไม่ใช่เลิกแล้วมีใหม่เลย พอทำใจได้เจอคนใหม่ที่หนูคิดว่าคบไปแล้วรู้สึกรัก รู้สึกใช่ ก็คบเป็นแฟน คบทีละคน ไม่ใช่บอกว่า 4-5 ปีไม่มีใครเลย พี่เขาก็ถามว่า 2 – 3 ปีที่ผ่านมาคบแต่ฟิล์มคนเดียวใช่ไหม ประเด็นคิดว่าเขาต้องการจะแย้งว่าช่วงเวลาที่คบกับคนนี้ หนูคบกับคนอื่นอีกหรือเปล่า หนูว่าให้มองประเด็นนี้ดีกว่า อย่าไปพยายามปั่นประเด็นให้เป็นเรื่องใหญ่โต มันจะผิดไปกันใหญ่”แอนนี่ บรู๊ค กล่าวตอนท้าย

“สมรักษ์”ร่ายยาวที่มาที่ไป
ต่อมาเวลา 13.30 น.ที่อาคารมาลีนนท์ ถนนพระรามที่ 4 นายสมรักษ์ ณรงค์วิชัย ผู้จัดการฝ่ายผลิตรายการไทยทีวีสีช่อง 3 แถลงข่าวหลังถูกเฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อาร์เอส จำกัด(มหาชน) พาดพิงเรื่องมีผู้ใหญ่ทางช่อง 3 เปิดเผยเรื่อง”จุ๊น-กิตติคุณ”ว่า ในแง่การให้สัมภาษณ์ โดยเฉพาะการพูดในที่สาธารณะอาจทำให้เกิดการเสื่อมเสีย อาจจะมีการฟ้องร้อง เพราะฉะนั้นการให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามคงจะต้องระมัดระวัง “ผมมองว่ามันเหมือนเป็นศึกสงครามระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ความจริงมองว่าถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์เพศหญิงเพศชาย ก็จะมองไปอีกแง่มุมหนึ่ง แต่ตอนนี้ประเด็นมันไปเรื่องอื่นเยอะแล้ว มันไม่ใช่ประเด็นแค่คนสองคน มันกลายเป็นประเด็นอย่างน้อยผู้ใหญ่สองคนคือทางเฮียฮ้อกับผมออกมารับรู้ แล้วก็ต้องออกมาพูด ซึ่งบางครั้งมันพาดพิงไปถึงใคร สื่อก็จะต้องตามไปถามอีก เพราะฉะนั้นวงก็จะกว้างขึ้นๆ”

ยันคุยกับ”เฮียฮ้อ”เรื่องจุ๊นจริง
“ผมไม่แน่ใจว่าจากวันนี้ ตัวการเสนอเรื่องราวนี้มันจะแคบลงได้ไหม แล้วเจตนารมณ์ของคู่กรณี เขาก็บอกอยู่แล้วว่าอยากอยู่อย่างสงบ เพราะไม่อยากมีอะไร นี่คือปกติของการทำมาหากินนะ อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ จริงๆ แล้วผมอยากให้สื่อช่วยสะท้อนปัญหานี้ ทำให้สังคมดีขึ้น ตอนนี้ไม่อยากให้เสนอข้อความเอามัน ทุกคนก็สนุกสนานกันใหญ่เลย สุดท้ายที่ผมเห็นก็คือ มีคนเจ็บปวดมากขึ้นทุกวัน ทั้งที่จริงก็ไม่คิดว่าเราจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่ที่จะพูดเป็นกรณีที่เฮียฮ้อพาดพิงมาถึงผม ในแง่ว่าเราได้มีการพูดคุยกับเฮียฮ้อไหม ก็จริงครับได้มีการพูดคุยกัน ในของเรื่องจุ๊นนะ ส่วนรายละเอียดคงไม่ไปพูดซ้ำตรงนั้น เพราะว่าเราพูดคุยกันในแง่ของผู้ใหญ่คนหนึ่ง คือตอนนี้สื่อออกไป ผมก็เห็นใจเฮียฮ้อมาก เพราะถูกมองว่ารังแกเด็ก รักษาผลประโยชน์ หรืออะไรก็แล้ว แต่ตอนนี้มันเป็นกระแสไปในอีกมุมหนึ่งแล้ว”นายสมรักษ์ เผย

เชื่อบอสอาร์เอสใช้เหตุผลตัดสิน
ผู้จัดการฝ่ายผลิตรายการไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าวต่อว่า “จริงๆ หากเฮียฮ้อจะตัดสินใครสักคนหนึ่ง เฮียฮ้อก็คงต้องหาข้อมูล คงไม่ได้สั่งงาน หรือกำหนดงานโดยใช้อารมณ์ เขาคงต้องหาข้อมูล หาเหตุผลอะไรก็แล้วแต่นะครับ ส่วนเราเองก็เป็นผู้ใหญ่ จริงๆ เราเจอดารามาค่อนข้างเยอะ ดารากับสื่อ ผมบอกตลอดเวลาว่าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น เราควรพูดความจริง ความจริงมันจะทำให้เขาอยู่ในสังคมนี้ได้ และทำงานต่อไปได้โดยไม่ต้องหวาดระแวง เพราะว่าหากเราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็รู้สึกว่ามันเป็นทั้งเรื่องที่พูดจริงและไม่จริง และก็เรื่องที่พูดจริงบางอันหมายถึงว่ามันไม่เคลียร์ มันก็มีเรื่องกำกวม เป็นเรื่องยากที่ใครจะมาพูดได้ทั้งหมด วันนี้ ผมไม่รู้ว่าทางสื่อกับข่าวเรื่องนี้มันจะจบตรงไหน จริงๆ แล้วสิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด น่าจะจบที่ต่างคนต่างหยุด และก็ทำงานโดยที่ไม่มีใครพูด โต้ตอบโต้กันไปมาอีกแล้ว ก็คิดว่าสังคมเองก็คงเห็นข่าวเรื่องนี้มาค่อนข้างเยอะแล้ว”

วอนทุกคนพูดความจริง
“ในส่วนผู้เกี่ยวข้อง ผมอยากจะบอกว่า คนเราทำผิดได้ และยอมรับผิด เอาความผิดของตัวเองมาเป็นบทเรียน บทเรียนมันจะแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเรายังไม่ยอมรับผิด เราก็จะทำผิดต่อไป แล้วเราจะไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องผิด อยากจะบอกผู้เกี่ยวข้องว่า ออกมาเถอะ ออกมาพูดความจริง ผู้ใหญ่ต่างๆ จะได้ไม่เดือดร้อน จะได้ไม่มีใครถูกพาดพิง แล้วก็ถูกกล่าวอ้าง มันจะได้จบและชีวิตก็จะได้มีการเปลี่ยนแปลงทำอะไรให้ดีขึ้น ทำมาหากินประกอบอาชีพสุจริตกันต่อไป”นายสมรักษ์ ย้ำ

อ้ำอึ้งติดต่อ”จุ๊น”ไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปแล้วเรื่องจุ๊น-กิตติคุณ เป็นยังไง นายสมรักษ์กล่าวว่า“ในแง่ของข้อมูลที่เราได้รับก็เหมือนกับที่เฮียฮ้อให้ข้อมูลไป วันศุกร์ที่ผ่านมาได้ทราบข่าวว่ามีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แล้วพอวันจันทร์ก็ได้ทราบข้อมูล” เมื่อถามว่าทราบข้อมูลว่าอย่างไร นายสมรักษ์กล่าวว่า“ก็ข้อมูลอย่างที่เฮียพูดไปนะครับตรงนั้น” เมื่อถามต่อไปว่าแต่จากข่าวที่ออกไปทางจุ๊นปฏิเสธ นายสมรักษ์กล่าวว่า“คือมันก็ต้องมีเรื่องมิสคอลอะไรต่างๆ ที่ได้ติดต่อกัน และตอนหลังก็เริ่มติดต่อจุ๊นไม่ได้ ผมยังบอกเหมือนกันว่าเรื่องนี้มันมีคนอยู่เบื้องหลังเยอะมาก ก็เลยไม่อยากให้คนพวกนี้ลุกขึ้นทำอะไรอีกแล้ว เพราะว่าตอนนี้คนก็คุยกับใครต่อใครเยอะไปหมด เหมือนว่าเฮียฮ้อเป็นคนผิดไปเลยนะ ถามว่าพี่ได้สื่อสารกับจุ๊นรึเปล่า ก็ไม่ได้ติดต่อเลยเพราะว่าโทรฯ ไปก็มิสคอล แล้วก็ไม่ได้พูดคุยกันอีกเลย กระทั่งไปเห็นข่าวจุ๊นในทีวีนะครับ”

ย้ำ”จุ๊น”บอกโอนเงินให้จริง
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่จุ๊นออกมาพูดแบบนั้น ทางช่อง 3 ได้คุยกับจุ๊นก่อนหรือเปล่า เรื่องว่าเขามีความสัมพันธ์กับแอนนี่ นายสมรักษ์กล่าวว่า“มีการสื่อสารข้อมูลกันในระดับหนึ่ง แต่เรารู้สึกว่าถ้ามันเกิดอะไรขึ้นน่าจะพูดความจริงต่อสังคม แต่ตอนหลังๆ ที่ติดต่อกันอีกครั้ง จะพูดคุยถามไถ่กันให้ชัดเจนก็ติดต่อกันไม่ได้ ให้ฝากข้อความบ้าง ไม่ได้เจอกันบ้าง”เมื่อถามว่าได้พูดกับเฮียฮ้อจริงหรือไม่ นายสมรักษ์กล่าวว่าต้องพูดว่าได้พูดกับเฮียฮ้อจริง” เมื่อถามย้ำว่าสรุปว่าจุ๊นยืนยันเลยใช่ไหมว่ามีความสัมพันธ์ และมีการโอนเงินจริง นายสมรักษ์กล่าวว่า”ก็ทำนองนี้แล้วกัน จริงๆ พี่ก็คิดว่ามันจะจบตรงไหนนะครับ คือตอนนี้มันเริ่มไปเรื่องอื่นแล้ว มันไม่ใช่เคสที่เกิดขึ้นว่าทำยังไงการเสนอข่าว หรือข่าวมันจะมาอยู่ที่จุดเดิม และก็อยากให้แอนนี่ออกมาพูดนะครับว่า จะใช้ชีวิตทำงาน และต้องการความสงบแล้ว เพราะว่าตอนนี้เขาไม่มีอากาศหายใจ ไม่มีที่ยืนแล้ว เขาอยากให้มีใครเข้าใจเขานะครับ” เมื่อถามว่ามีหลักฐานอะไรให้รู้สึกมั่นใจว่าจุ๊นมีความสัมพันธ์กับแอนนี่ นายสมรักษ์กล่าวว่า“คงไม่มีหลักฐานว่าเราเชื่อตรงนั้น แต่ว่าได้พูดคุยกัน”

“จุ๊น”แถลงบ๊ายบายช่อง3
จากนั้นเวลา 17.00 น.ที่คลิสตัล ดีไซด์ ร้านกาแฟคอฟฟี่แกลลอลี่ จุ๊น-กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธุ์สุข เดินทางมาพร้อมทนายความ เปิดแถลงข่าวถึงเรื่องร้อนๆ ที่เกิดขึ้น จุ๊นกล่าวว่า”เรื่องนี้ที่พารากอน ได้บอกไปหมดแล้ว ว่าปัญหาจริงๆ เป็นเรื่องระหว่างคนสองคน แต่ตอนนี่มีบุคคลที่สามเข้ามานั่นคือจุ๊น เหมือนตัวละครตัวหนึ่ง ซึ่งใจจริงไม่อยากรับรู้เรื่องราวอะไร อยากอยู่นิ่งๆ แต่วันนี้จะมาบอกเรื่องขอลาออกจากช่อง 3 ว่าเป็นความจริง ตอนแรกคิดว่าเรื่องไม่น่าจะแรงขนาดนี้ แต่นับวันยิ่งแรงขึ้น และกระทบต่อครอบครัวจุ๊น ที่สำคัญต้องขอขอบคุณนายประวิทย์ และพี่ๆ ที่ช่อง 3 ที่ให้การดูแลจุ๊นอย่างดี จุ๊นยังรักช่อง 3 เหมือนเดิม แต่ตอนนี้ไม่อยากเป็นเครื่องมือของใคร เรื่องตรวจดีเอ็นเอ ตรวจได้ จุ๊นยินดี แต่ในเมื่อบอกไปแล้วว่าไม่มีความสัมพันธ์จริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจอะไร เพราะตอนนี้คนที่น่าเห็นใจที่สุดคือฝ่ายผู้หญิงกับลูก จุ๊นเป็นผู้ชายไม่มีทางจะเสียอะไรอยู่แล้ว ก็อยากให้เรื่องนี้จบด้วยดี อยากให้ข่าวเงียบไป ให้ทั้งสองฝ่ายจบไปด้วยดี และครั้งนี้ถือเป็นการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายของจุ๊นแล้ว ขอให้ข่าวจบลงเถอะ ไม่อยากเป็นเครื่องมือใครจริงๆ”

ยันเงิน10ล้านซื้อไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้คำพูดสวนทางกับผู้ใหญ่ คิดว่าจะแตกหักกับช่อง 3 หรือไม่ จุ๊น กล่าวว่าตนไม่คิดว่าจะแตกหักกับช่อง 3 นะ ตนไปขอบคุณนายประวิทย์ พี่ๆ ทุกคน แต่ที่ออกมาเพราะตัดสินใจแล้วว่า มันมีผลกระทบกับครอบครัวจริงๆ“เมื่อถามว่า แสดงว่า คุณสมรักษ์โกหกใช่หรือไม่ จุ๊น ตอบว่า”ไม่นะครับ จุ๊นไม่ขอพาดพิงถึงใคร” เมื่อถามว่า แล้วที่คุยทางโทรศัพท์ เป็นยังไง จุ๊นกล่าวว่าตอนนี้ขอเก็บไว้เป็นข้อมูล ไม่อยากเข้าไปมีส่วนที่จะฟ้องใคร อย่างที่บอกว่าอยากอยู่เงียบๆ แต่ถ้าหากมีใครมาพูดพาดพิงถึงอีก ก็คงต้องดำเนินการตามสิทธิของจุ๊น ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องข่าวมีคนเสนอเงิน 10 ล้านบาท เพื่อให้จุ๊นออกมารับเป็นพ่อของลูกแอนนี่ จุ๊น กล่าวว่าไม่มีการยื่นเงิน และไม่ได้รับโทรศัพท์เรื่องเงินอะไรทั้งสิ้น แต่ได้ยินแค่ข่าวลือมา ครอบครัวของตนไม่จำเป็นต้องไปเอาเงินใคร พ่อแม่เลี้ยงตนมาด้วยเงินของท่าน แล้วก็ไม่มีทางซื้อคนอย่างตนได้

แนะทำตามวัฒนธรรม
ส่วนความคิดเห็นของสังคมต่อกรณีดังกล่าว เริ่มจากนายนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วัฒนธรรม(วธ.) กล่าวแนะนำทางออกกรณีฟิล์ม-แอนนี่ ว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ผู้ใหญ่ที่ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความเคารพ ต้องตั้งสติและเป็นหลักในการช่วยกันแก้ปัญหา เจรจาด้วยเหตุผล อย่าไปซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น แต่จากการติดตามเห็นว่าผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่เป็นหลักในการแก้ปัญหา กลายเป็นเข้าไปขุดคุ้ยเบื้องหน้าเบื้องหลังให้บานปลายมากขึ้น ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะมีการมองว่าดาราคือธุรกิจตัวสินค้า ทำให้มีบุคคลไม่เกี่ยวข้องเข้ามาจำนวนมากมาย ซึ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น ขณะที่สื่อมวลชนเองก็ให้ความสนใจมาก แต่ไม่มีแนวทางช่วยแก้ปัญหา ไปถามคนนั้นที คนนี้ที แล้วมาขยายผลให้ลุกลาม”สังคมทุกวันนี้มักมองคนในด้านลบและจุดอ่อนคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้วคนทุกคนมีทั้งด้านดีและด้านลบ จึงอยากให้มองด้านดีของคน ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว ในมิติด้านวัฒนธรรม คือต้องมีความศรัทธาในวัฒนธรรมไทย คำสอน ความเชื่อ การประพฤติปฏิบัติของคนในสมัยก่อน ที่เป็นตัวอย่างได้ดี

ผิดหวังคำสัมภาษณ์เฮียฮ้อ
นายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์กรณีฟิล์มและแอนนี่ ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น แม้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่มีผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก ได้ฟังการให้สัมภาษณ์ของเฮียอ้อแล้วรู้สึกผิดหวังอย่างมาก เพราะเฮียอ้อไม่ใช่คู่กรณี จึงไม่ควรนำเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่นมาเปิดเผย ทำให้ฝ่ายหญิงเสียหายมาก อยากถามว่าเป็นการไปซ้ำเติมปัญหาให้มากขึ้นหรือไม่ แล้วยังไปลากใครต่อใครออกมาอีก อย่าง”จุ๊น”ดาราอีกคนที่ถูกพาดพิงก็ออกมาปฏิเสธ แต่คนที่เสียหายไปแล้วคือผู้หญิง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแอนนี่เหมือนถูกรุมกระหน่ำทั้งที่ประสบปัญหาชีวิตมากพอแล้ว จึงไม่อยากให้คนภายนอกไปซ้ำเติมอีก เด็กที่เกิดมาไม่ว่าใครทำให้เกิด ควรต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้ผู้หญิงต้องต่อสู้กับปัญหาเพียงลำพัง โดยเฉพาะการให้ข่าวในเชิงว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี รวมถึงนายพจน์ อานนท์ ก็เช่นกัน อยากฝากว่าอย่าออกมาซ้ำเติม เพราะไม่ใช่คู่กรณีเช่นกัน

พม.ขอเป็นตัวกลางแก้ปัญหา
นายอิสสระ กล่าวด้วยว่า เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ตนพยามยามติดต่อแอนนี่ เพื่อจะไปให้กำลังใจ และให้นักสังคมสงเคราะห์เข้าไปช่วยเหลือให้คำปรึกษา แต่ยังติดต่อไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ได้มอบหมายให้นักสังเคราะห์สงเคราะห์ ที่ จ.ลำปาง เข้าไปช่วยเหลือดูแลแม่ของแอนนี่ อย่างไรก็ตาม ตนอยากเสนอตัวเป็นตัวกลางในการคลี่คลายปัญหาฟิล์มกับแอนนี่ เพราะไม่อยากให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น ทางออกเรื่องนี้คิดว่าเด็กต้องมีพ่อ ซึ่งจริงๆ เด็กก็มีพ่อ แต่ต้องรู้ว่าเป็นใคร ซึ่งก็ต้องเห็นใจแอนนี่ที่ถูกบังคับให้พิสูจน์ดีเอ็นเอ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนท้องก็ให้พิสูจน์แต่อีกฝ่ายไม่อยากพิสูจน์ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ สิ่งที่ตนอยากบอกคือ 1.อยากพบและพูดคุยกับแอนนี่ 2.ไม่อยากให้เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องของชัยชนะ ไม่อยากให้ฝ่ายชายพยายามเอาชนะด้วยการทำให้ฝ่ายหญิงเสียหายว่าไปนอนกับผู้ชายกี่คน 3.บริษัทอาร์เอสฯ ควรจะหยุดคุยขุ้ยมากไปกว่านี้ และ4.ถ้าไม่มีทางออก สังคมต้องให้โอกาสเด็กทั้ง 2 คนด้วย

“เจ๊เบียบ”ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
ด้านนางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช นายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข ให้สัมภาษณ์ถึงคำพูดของเฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐ์โชติศักดิ์ เจ้าของบริษัทอาร์เอสฯ ว่า ไม่ได้ฟังด้วยตัวเอง แต่เท่าที่ทราบ พอได้ฟังแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีการแถลงข่าวออกมาในลักษณะนี้ออกมาจากปากของผู้ใหญ่คนหนึ่ง ฟังแล้วก็รู้สึกเศร้าหมอง และเสียใจ เมื่อมันเดินมาถึงตรงนี้แล้วก็น่าจะทางใครทางมัน แต่มาทำให้อีกฝ่ายหนึ่งถูกกระหน่ำซ้ำเติมด้วยความรุนแรงทางคำพูด ทำให้ตนรู้สึกเศร้า ตนคิดว่าทุกอย่างมันควรจะยุติได้แล้ว ปล่อยให้เขาได้เดินทางไปตามชีวิตของเขาเอง ก็ทางใครทางมัน และอยากจะขอความเมตตาให้กับเด็กด้วย เรื่องนี้ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก นายสุรชัย คงอยากจะออกมาปกป้องฟิล์ม ก็ไม่เป็นไร ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง แต่อยากจะขอให้มันเป็นครั้งสุดท้าย ขอให้ทุกฝ่ายยุติเรื่องราวกันได้แล้ว

ยันทำหน้าที่ปกป้องลูกผู้หญิง
เมื่อถามว่า แอนนี่ควรจะตรวจดีเอ็นเอหรือไม่ นางระเบียบรัตน์กล่าวว่า มองว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา คู่กรณีจะรู้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นบุคคลที่ 3 หรือสื่อมวลชนพอกับการที่จะไปคุ้ยเรื่องส่วนตัวของเขา ขอความเมตตาให้กับเด็ก และแอนนี่ด้วยพอได้แล้ว ส่วนกรณีทวิตเตอร์ของนายสุรชัย โพสต์ว่าใครไม่มีข้อมูล ไม่ควรแสดงความเห็นนั้น ตนออกมาพูดเพราะทำหน้าที่ในเรื่องการปกป้องลูกผู้หญิงและสังคม เราไม่ได้ไปลงรายละเอียดเลยว่า แอนนี่ไปอยู่กับใคร ส่วนที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ตนนั้น ตนออกมาพูดในฐานะของนายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวฯ ตนไม่ได้วิ่งไปหาสื่อเพื่ออยากจะพูดให้ตัวเองเป็นข่าว แต่สื่อต่างหากที่มาขอสัมภาษณ์ แต่ถึงใครจะพูดยังไงตนก็ไม่แคร์ เพราะมันเป็นเรื่องที่เราทำงาน เรามีหลักการของเรา ไม่ว่าจะเกิดกรณีนี้ขึ้นกับใครตนก็จะพูดอย่างนี้ ไม่ได้มีอคติกับฟิล์มหรือกับใคร ไม่ได้อยากจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน หรือต้องการโหนกระแสความดังจากฟิล์ม ตนปกป้องให้เยาวชนและสังคม ปลูกฝังทัศนคติ สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กรู้จักรักนวลสงวนตัว เพื่อที่จะได้ไม่เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นมาอีก

พร้อมยินดีช่วยเหลือทุกฝ่าย
“พี่เป็นนายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข ถ้าวันใดแอนนี่มีความประสงค์อยากจะให้เราช่วยเหลือ ก็ยินดี เพราะเรามีเจ้าหน้าที่ ทีมงาน ทนายความพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือ ถ้าหากว่าแอนนี่ต้องการจะเรียกร้องสิทธิความยุติธรรมให้กับตัวเอง ไม่ใช่เฉพาะแอนนี่ ฟิล์มเองก็มาติดต่อมาหาเราได้เช่นกัน เราช่วยทุกคนไม่ใช่เฉพาะกับผู้หญิง แอนนี่เองเข้มแข็งแล้ว ก็ขอให้เขาเข้มแข็งอย่างนี้ต่อไป ขอให้เขาเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด หวังว่าจะมีผู้สนับสนุนให้แอนนี่ได้มีช่องทางในการทำมาหากินต่อไป เพื่อที่จะได้มีเงินไว้เลี้ยงลูก”นางระเบียบรัตน์กล่าวตอนท้าย

เป็นห่วงเด็กถูกละเมิดสิทธิ
ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) นางวิสา เบ็ญจมะโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็ก สิทธิสตรี และสิทธิความเสมอภาค กล่าวถึงกรณีการโต้แย้งทางสังคมระหว่างฟิล์ม-รัฐภูมิ กับแอนนี่ บรู๊ค ว่า กสม.ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กเข้าไปดูแลและให้คำแนะนำกับน.ส.แอนนี่ เพราะรู้สึกเป็นห่วงเรื่องสิทธิเด็กที่ถูกนำมาเป็นตัวแสดง เนื่องจากเด็กไม่ได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะตามสิทธิแล้ว เด็กจะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองในเกียรติยศ และชื่อเสียง รวมถึงเด็กมีสิทธิที่จะได้รับรู้ว่าใครเป็นบิดามารดา นอกจากนี้การที่มีบุคคลออกมาให้ความเห็นว่ามารดาของเด็กคบหาผู้ชายหลายคนนั้นเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และตอกย้ำความสงสัยจากสังคมว่าเด็กเป็นบุตรของใคร ซึ่งหากฝ่ายหญิงได้รับความเสียหาย ก็ไปปรึกษาทนายความเพื่อฟ้องร้องดำเนินการทางคดีได้ ทั้งนี้ทัศนคติความเสมอภาคทางเพศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และไม่ควรนำมาเป็นข้อถกแถลงของสังคม จนกลายตราบาปของฝ่ายหญิงเพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งสื่อปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการจัดเก็บและเผยแพร่ ในอนาคตเด็กอาจถูกสังคมล้อเลียน ดังนั้นสื่อมวลชนควรจะช่วยกันระมัดระวังการนำเสนอภาพของเด็กด้วย

วอนทุกฝ่ายหยุดไม่ให้เด็กบอบช้ำ
“ทางกสม.ขอเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะหยุดเรื่องนี้ไว้ เพื่อไม่ให้เด็กบอบช้ำ เพราะกรณีนี้เป็นข้อพิพาทของคน 2 คน ที่ต้องไปพิสูจน์ในเชิงกฎหมาย โดยะเฉพาะฟิล์มเป็นบุคคลสาธารณะ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม ดิฉันรู้สึกเป็นห่วงเรื่องความสัมพันธ์ของชายหญิง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และยังไม่มีความพร้อมจะเลี้ยงดูบุตร ทำให้เด็กที่เกิดมาไม่ได้รับการเลี้ยงดู และการปกป้องคุ้มครองตามมาตรฐานที่ควรจะได้รับ อย่างไรก็ตามกสม.จะจัดเวทีเสวนาเรื่องของสื่อ และการคุกคามสิทธิเด็ก โดยจะเน้นไปในเรื่องการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กในเร็วๆ นี้”นางวิสา กล่าว

ตรวจดีเอ็นเออำนาจฝ่ายหญิง
เมื่อถามว่า กสม.จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง นางวิสา กล่าวว่า กสม.จะช่วยส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และสิทธิเด็ก เพื่อปกป้องคุ้มครองให้เด็กได้รับผลประโยชน์สูงสุด เมื่อถามอีกว่า สิทธิของเด็กที่ควรจะได้รับรู้ว่าใครคือบิดามารดานั้น ต้องมีการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอหรือไม่ นางวิสากล่าวว่า ขณะนี้สิทธิในการดูแลและปกป้องเด็กอยู่ที่มารดา เพราะผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบิดาของเด็กไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร จึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับบุตรจึงเป็นอำนาจของฝ่ายหญิง ดังนั้นหากฝ่ายชายจะตรวจดีเอ็นเอ ต้องไปขออำนาจศาลเพื่อยืนยันว่าเป็นลูกของตนจริงหรือไม่

“ครูหยุย”แนะสื่อเลิกทำข่าวนี้
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ จะดีหรือไม่ดีไม่มีใครรับรู้พฤติกรรมได้ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ดังนั้นคนที่เที่ยวออกไปพูดเรื่องราวของคนอื่นโดยไม่รู้ความสัมพันธ์ที่แท้จริงในขณะนี้ถือว่าเป็นบาปกรรมเปล่าๆ มิหนำซ้ำกรณีมีเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่ซึ่งนอกจากจะแย่เพราะไม่รู้ว่าเป็นลูกใครกันแน่แล้ว ยังต้องไปปรากฏตัวออกตามสื่อต่างๆ ซึ่งสื่อจะโดยเจตนาหรือไม่ก็เป็นการทำร้ายเด็กให้เสียหายกันไปใหญ่ ดังนั้นการปรากกฎเป็นข่าวใหญ่โตเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างรุนแรง“ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องของคนสอง แต่ทำไมต้องเอาเด็กไปเกี่ยวข้องด้วย ผมคิดว่าสื่อมวลชนจะต้องเลิกทำข่าวในลักษณะนี้ได้แล้ว ถามว่าสังคมได้อะไร เพราะเหมือนกับการแสดงละคร ข่าวก็จะเลยเถิดไปเรื่อยๆ แต่จะมีคนบางส่วนที่ได้ประโยชน์ ขอให้หยุดได้แล้ว โดยเฉพาะคู่กรณีจะต้องหยุดเพราะถือว่าคุณได้เป็นเหยื่อ มีเด็กเป็นตัวกลาง พาดพิงกันไปมามั่วซั่วหมด” ครูหยุย

อัด”เฮียฮ้อ”สังคมจะเชื่อหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ หรือ “เฮียฮ้อ”ออกมาแฉพฤติกรรมฉาวของแอนนี่ บรู๊ค นายวัลลภ กล่าวว่า หลักการเราไม่รู้ว่าใครอยู่กับใคร แต่คนที่เที่ยวไปพูดเช่นนั้นเชื่อว่าสังคมได้คิดตามว่าจะฟังหรือเชื่อได้หรือเปล่า จะเสียความชอบธรรม หรือไม่เหมาะสม ซึ่งตามกฎหมายการพูดทำให้คนอื่นเสียหายเช่นนี้ สามารถฟ้องร้องกันได้ ดังนั้นจะต้องกลั่นกรองด้วย เมื่อถามว่าแอนนี่ บรู๊ค ปฏิเสธการตรวจดีเอ็นเอ เรื่องจะยุติได้อย่างไร นายวัลลภ กล่าวว่า เชื่อว่าเรื่องจะต้องหยุด เพราะขณะนี้องค์กรสตรีออกมาปกป้องให้คำแนะนำ รวมทั้งมีกระบวนการทางศาลที่จะพิจารณา และคิดว่าหากมีคนกลางที่ทั้ง 2 ฝ่ายเชื่อถือก็จะตรวจสอบกันได้ เรื่องไม่ยืดเยื้อแน่นอน

แนะดาราต้องมีศีลธรรมด้วย
ที่รัฐสภา นางยุวดี นิ่มสมบุญ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา กล่าวถึงปัญหาความคลุมเครือว่าใครเป็นพ่อของลูกแอนนี่ บรู๊ค กันแน่ ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งฝ่ายหญิงคือแอนนี่ และฝ่ายชายคือฟิล์ม รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร เชื่อว่าเขาจะตกลงกันได้เพื่อผลประโยชน์ของเด็ก ขณะนี้กลายเป็นว่าเด็กต้องมากลายเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องต่อรองจากความขัดแย้งนี้ โดยมีบริษัทอาร์เอสฯ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ตนอยากให้คำนึงถึงเด็กให้มาก ถึงทั้งคู่จะเป็นบุคคลสาธารณะแต่การจะทำให้สังคมเกิดการยอมรับได้ ไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถทางการแสดงเท่านั้น แต่ผู้ที่จะเป็นศิลปินดารา หรือนักร้องที่เป็นที่นิยมของประชาชน ต้องรักษาศีลธรรมการประพฤติที่ดีด้วย

ให้เวลาทั้งคู่ตั้งสติคิด
เมื่อถามว่าการออกมาแถลงข่าวของนายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่และบริหารบริษัท อาร์เอสฯ ถูกวิจารณ์หนักจากกลุ่มสิทธิสตรี ว่ามุ่งรักษาผลประโยชน์บริษัทฯ จนเหยียดหยามเพศแม่ นางยุวดีกล่าวว่า ผู้ใหญ่ก็ควรให้เวลาทั้งคู่ไปจัดการชีวิตส่วนตัวของเขาเอง ให้เขาได้ตั้งสติคิดและทำในสิ่งที่ถูกต้อง การที่เขาจะอยู่ร่วมกัน หรือเขาจะมีลูกกันก่อนไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่ขั้นตอนมันกระโดดไปหน่อย เรื่องนี้จะจบลงด้วยดีได้คือทุกฝ่ายต้องคิดถึงเด็กมากกว่าผลประโยชน์ของตัว ขณะที่ผู้ใหญ่เองก็ควรให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ฝ่ายชายก็คงกลัวจะเสียอาชีพ แต่ตนอยากให้นึกถึงว่าถ้าเขาเป็นเด็กคนนี้ เขาจะคิดอย่างไร บาดแผลที่เกิดขึ้นวันนี้จะฝังลึกไปที่ตัวเด็กหรือไม่ อย่าทำอะไรที่เป็นการเพิ่มปัญหาให้กับสังคม

ห่วงเยาวชนไทยต้นแบบไม่ดี
นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า บริษัทอาร์เอสฯ ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือซีเอสอาร์ ซึ่งต่างประเทศถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เน้นแต่จะรักษาภาพลักษณ์บริษัท หรือศิลปินตัวเอง จนถึงกับออกมาพูดว่าผู้หญิงมีความสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน ทำให้สังคมมองว่าเป็นคนไม่ดี สร้างความรุนแรงต่อจิตใจผู้หญิงมาก สังคมควรเห็นอกเห็นใจแอนนี่ให้มากๆ อาร์เอสเป็นบริษัทบันเทิงสื่อสาร เป็นงานที่มีดารานักร้องต้นแบบเยอะ น่าห่วงเยาวชนไทยมีต้นแบบแล้วเลียนแบบอย่างนี้ ยิ่งผู้ชายมีต้นแบบไม่ดีเยอะอยู่แล้ว เห็นดารานักร้องเป็นอย่างนี้จะมองอย่างไร ดังนั้นอาร์เอสต้องแสดงออกให้ดีกว่านี้ ต้องตั้งคำถามว่าทำแบบนี้สังคมจะรู้สึกอย่างไร เมื่อถามว่าแอนนี่ควรจะฟ้องร้องปกป้องศักดิ์ศรีตัวเองจากการถูกกล่าวหาของเฮียฮ้อหรือไม่ นายจะเด็จ กล่าวว่า ตามหลักการแอนนี่ฟ้องร้องได้ แต่ความรู้สึกจิตใจที่เสียหายไปแล้วจะชดเชยเรียกค่าตอบแทนได้ไหม แล้วลูกของแอนนี่โตขึ้นจะรู้สึกอย่างไร เป็นความสูญเสียที่นับไม่ได้ด้วยตัวเงิน

ชี้คำพูดทำให้ภาพ”เฮียฮ้อ”ติดลบ
น.ส.อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิผู้หญิง กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า น่าเสียใจที่ผู้ใหญ่ที่เคยวางตัวเป็นกลาง กลับพูดออกมาในลักษณะชี้ถูกชี้ผิดแทน ซึ่งเป็นกระทบกระเทือนต่อฝ่ายหญิงมากๆ ไม่จะเป็นตัวผู้หญิง และตัวเด็กเอง ทั้งที่ตอนแรกฝ่ายหญิงบอกว่าจะดูแลเอง ซึ่งก็ควรเคารพการตัดสินใจของเขา การพูดของเฮียฮ้อแบบนี้ทำให้ภาพของเฮียฮ้อติดลบทันที เพราะเป็นผู้ใหญ่ควรจะวางตัวเป็นกลาง การพูดแบบนี้ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น แต่กลับทำให้เรื่องใหญ่ขยายวงกว้างมากขึ้นไปอีก ด้าน น.ส.นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร ซึ่งทำงานด้านการส่งเสริมความยุติธรรมทางเพศในรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าการแถลงข่าวของเฮียฮ้อสร้างความเสียหายอย่างมาก เฮียฮ้อต้องออกมารับผิดชอบคำพูดทุกคำที่พูดออกไป แม้ว่าอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม เพราะเรื่องแบบนี้ต้องระมัดระวังคำพูดค่อนข้างมาก เรารู้กันอยู่แล้วว่าไม่ควรนำเรื่องในที่ลับมาไขในที่แจ้ง ต้องคำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว

“แจ้ห่ม”รวมตัวประท้วงอาร์เอส
วันเดียวกัน ที่หอประชุมภัทรคุณ โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง กลุ่มสตรี อ.แจ้ห่ม ประมาณ 400 คน นำโดยนางยุพิน วรรณารักษ์ อายุ 47 ปี ประธานกลุ่มฯ ได้รวมตัวกันพร้อมชูป้ายประท้วง มีข้อความว่า”กลุ่มสตรี อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ขอเป็นกำลังใจน้องแอนนี่”และ”เฮียฮ้อ ชาวลำปางขอต่อต้านสินค้าอาร์เอส”ซึ่งหญิงชาวบ้านส่วนหนึ่งที่มาร่วมประท้วงกล่าวว่า สงสารที่น้องแอนนี่ถูกคนดูถูกเหยียดหยาม เสียใจแทนเป็นอย่างยิ่ง ฝากบอกว่าคนที่ทำอะไรไปก็ต้องรับผิดชอบ และไม่เชื่อว่าน้องแอนนี่จะมีผู้ชายหลายคนอย่างที่ถูกกล่าวหา เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านต่างรู้ดีว่าน้องแอนนี่เป็นเด็กดี เรียนเก่ง และรักแม่ของเขามาก แม้แต่ช่วงปิดเทอมยังไปทำงานปั๊มน้ำมันเพื่อหาเงินมาเลี้ยงแม่ แม้ขณะเป็นดารา ตอนกลับบ้านมาก็ไม่ถือตัว

“หล่อแล้วอย่ามาดูถูกผู้หญิง”
นางยุพิน กล่าวว่าในฐานะลูกผู้หญิงด้วยกัน น่าสงสารน้องแอนนี่มากที่ต้องเลี้ยงลูกด้วยตนเองเพียงลำพัง ไม่มีใครช่วย ซึ่งถือว่าหนักมาก แถมถูกผู้ชายมารุมด่า กล่าวหาว่าน้องแอนนี่มีผู้ชายหลายคน คนที่ถูกพาดพิงก็ออกมาปฏิเสธไปแล้ว และถ้าหากว่ามีผู้ชายหลายคน แล้วทำไมคุณต้องมาคบกับน้องเขาอีก”อย่ามองเห็นเพียงว่าเป็นคนหล่อแล้วมาดูถูกผู้หญิงแบบนี้ ทั้งๆ ที่รู้แล้วว่าผู้หญิงเป็นเพศแม่ และเป็นเพศที่อ่อนแอ เสียดายความหล่อที่มีอยู่แต่จิตใจไม่ดี และอย่ามองแต่เรื่องธุรกิจจนลืมถึงเรื่องความเป็นคน”

แม่รับเครียดจัดห่วงลูกหลาน
จากนั้นกลุ่มสตรีฯ ได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 106 หมู่ 4 ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม เพื่อเยี่ยมเยียนและมอบกระเช้าดอกไม้เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่นางจันทร์คำ มีเลข อายุ 54 ปี มารดาของแอนนี่ โดยนางจันทร์คำกล่าวด้วยน้ำเสียงอิดโรยว่า ขอขอบคุณที่เป็นห่วง ข่าวที่ออกมาว่าลูกสาวคบผู้ชายหลายคน ตนก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะไม่ได้คิดจะเอาอะไรอยู่แล้ว ซึ่งทางน้องแอนนี่ได้โทรฯ มาหาบอกว่าแม่ไม่ต้องคิดอะไรมาก บอกว่าแม่ไม่ต้องดูข่าวเพราะกลัวว่าตนเองจะคิดมากแล้วไม่สบายไปอีก ซึ่งช่วงหลังมานี้ตนก็ไม่ได้ดูข่าวโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุ ถ้าเจอข่าวลูกก็เปลี่ยนสถานีหรือเปลี่ยนคลื่นไปซะ ยอมรับว่า 2-3 วันมานี้ตนเครียดมาก นอนไม่หลับเลย เพราะห่วงลูกและหลาน กินข้าวได้น้อยทำให้ซูบผอมลง ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเอาเรื่องราวกับคนที่กล่าวหาลูกสาวหรือไม่ นางจันทร์คำกล่าวว่าแล้วแต่ลูกสาว และฝากบอกน้องแอนนี่ว่าให้สู้ต่อไป ไม่ต้องห่วงแม่ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าเมื่อพูดมาถึงตรงนี้ บรรดาคนที่ไปให้กำลังใจต่างน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งกันเป็นแถว.
ที่มา dailynews

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

จุ๊นหักเฮียฮ้อ ปัดคบแอนนี่

จุ๊นหักเฮียฮ้อ ปัดคบแอนนี่
วันพุธ ที่ 29 กันยายน 2553
ข่าวฉาวแอนนี่-ฟิล์ม ทำท่าจบไม่ลง หลัง "เฮียฮ้อ" ดับเครื่องชนปูดพฤติกรรมแอนนี่ แฉฝ่ายหญิงคบผู้ชายพร้อมกัน 4 คน ตั้งท้องปั๊บบอกทุกคนว่าเป็นพ่อของลูก ก่อนขอเงิน 2.5 แสนบาท ชี้เหยื่อคือ ฟิล์ม และจุ๊น-กิตติคุณ วอนสื่อช่วยกันหาความจริง ก่อนกลับลำคืนงานให้ฟิล์ม-รัฐภูมิ เหมือนเดิม ด้านดาราสาวโบ้ยยังไม่ทราบเรื่อง เปรยอยากอยู่นิ่ง ๆ ยังไม่พร้อมโต้ “องค์กรสตรี” เดือดประณาม “เฮียฮ้อ” ดูถูกเหยียดหยามเกียรติผู้หญิง ลั่นแอนตี้ผลงานค่ายเพลงทุกชิ้น-ไม่ต้อนรับให้เข้าพื้นที่ ล่าสุด “จุ๊น-กิตติคุณ” ออกโรงปฏิเสธพัลวัน ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับแอนนี่ ไม่เคยให้เงิน ไม่มีใครจ้างให้เป็นแพะ ขู่พาดพิงส่งผลถึงอาชีพและครอบครัวเจอฟ้องแน่ กรณีความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกนักร้องฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ กับนักแสดงสาวลูกครึ่งแอนนี่ บรู๊ค จนฝ่ายหญิงคลอด ด.ช.ฑีฆายุ มาได้ 3 เดือน ยังคงเป็นข่าวร้อนแรงที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องการตรวจดีเอ็นเอเด็กพิสูจน์ให้ชัดเจนไปเลยว่าเป็นลูกของฟิล์มจริงหรือไม่ ล่าสุดฟิล์ม-รัฐภูมิจะเข้าพบเฮียฮ้อ-นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอาร์เอสฯอีกครั้ง เพื่อขอโอกาสทำงานในวงการต่อไป หลังถูกสั่งระงับงานทั้งหมด เบื้องต้นต้นสังกัดกำลังพิจารณาอยู่ โดยจะเปิดแถลงข่าวเรื่องอนาคตของฟิล์มอีกครั้ง ในส่วนแอนนี่อุ้มลูกน้อยไปออกรายการตีสิบ ยืนยันคบหากับฟิล์มคนเดียว เด็กเป็นลูกของฟิล์มแน่นอน โดยจะไม่มีการตรวจดีเอ็นเอแต่อย่างใด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่บริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ซอยลาดพร้าว 15 ถนนลาดพร้าว เวลา 13.00 น. วันที่ 28 ก.ย. นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส หรือเฮียฮ้อ เปิดแถลงข่าวกรณีเรื่องข่าวฉาวของฟิล์ม แอนนี่ และบ.อาร์เอสฯ 3 ประเด็นหลัก คือ 1.กรณีปัญหาของฟิล์มและแอนนี่ เกี่ยวกับสถาน การณ์และแง่มุมอื่น ๆ 2. อนาคตของฟิล์มที่อาร์เอสฯตัดสินใจแล้ว 3. กรณีของแอนนี่ โดยมีกองทัพสื่อมวลชนเดินทางมาทำข่าวกันเป็นจำนวนมาก

เฮียฮ้อ กล่าวเปิดประเด็นด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “กรณีของฟิล์มและแอนนี่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก สื่อให้พื้นที่มากเกินไปถึงจะเป็นเรื่องของคน 2 คน แต่ฟิล์มและ แอนนี่เป็นคนของประชาชน มันก้าวข้ามเรื่องส่วนตัว และเป็นประเด็นที่สังคม สื่อมวลชนควรที่จะเกาะติด เพราะกรณีของฟิล์มและ แอนนี่มีผลถึงภาพลักษณ์และจริยธรรม ที่สำคัญมีผลต่อภาพลักษณ์ของวงการบันเทิง สื่อต้องช่วยกันดูแล และมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเฮียได้ช่วยจัด การปัญหาด้วยความอดทน ระมัดระวัง ใช้เหตุผล และที่สำคัญอย่าให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผลและความถูกต้อง”

บอสใหญ่อาร์เอสฯ กล่าวต่อว่า “ความจริงจะปกป้องทุกคน ยืนยันว่าเรื่องนี้จะจบอยู่ในกรอบ แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ใน ฐานะผู้ดูแลฟิล์ม อาร์เอสฯเองคงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ตลอดเวลากว่า 10 วันที่เป็นข่าวมานั้น สิ่งแรกที่เฮียบอกอยู่เสมอคือ ลูกผู้ชายกล้าทำต้องกล้ารับ เฮียเชื่อว่าฟิล์มพูดความจริง แต่อาจจะพูดไม่หมด ในส่วนของเฮียไม่สนใจข้อมูลฟิล์มและแอนนี่มาก แต่เฮียจะหาข้อมูลเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ ยืนยันไม่ได้ เฮียจะตัดทิ้ง”

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า “เฮียมีข้อมูล 1 ปี ที่แอนนี่คบกับเพื่อนชายจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ ตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.-ธ.ค. ปีที่ผ่านมา แอนนี่ได้พูดในลักษณะเดียวกัน แบบเดียวกัน กับผู้ชาย 4 คน ว่าเป็นพ่อของลูก และได้ขอเงินจำนวนสองแสนห้าหมื่นบาท ซึ่ง 2 ใน 4 คน ก็คือ ฟิล์ม-รัฐภูมิ และ จุ๊น-กิตติคุณ ซึ่งถ้ามองผู้ชายในแง่ของจริยธรรมเป็นเรื่องที่ผิด แต่มองอีกมุมหนึ่งก็น่าสงสารมาก โดยกรณีจุ๊นนั้น ได้รับการยืนยันจากผู้บริหารทางช่อง 3 ว่าจุ๊นได้มาเล่าความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ฟัง ซึ่งเฮียว่าฟิล์มและจุ๊นคือเหยื่อของการกระทำครั้งนี้ ในครั้งนั้นจุ๊นตกใจมาก และแก้ปัญหาในทางคล้าย ๆ กัน แต่เป็นการแก้ปัญหาในทางที่ผิด โดยจุ๊นให้ความช่วยเหลือเป็นเงินจำนวน 2 แสนกว่าบาท และหนีไปต่างประเทศ ซึ่งผมว่าข้อมูลทั้งหมดสะท้อนพฤติกรรม แต่อีก 2 คน ต้องรอให้พร้อมเปิดเผยตัว ซึ่งมีความซับซ้อน ผมอยากวอนให้สื่อมวลชนช่วยกันหาความจริง อย่าปล่อยไว้แบบนี้” ทั้งนี้ประเด็นที่เฮียฮ้อนำพฤติกรรมของนักแสดงสาวมาเปิดเผยในการแถลงข่าวครั้งนี้ทำเอาบรรดาสื่อมวลชนถึงกับฮือฮา

ถามเรื่องอนาคตงานของฟิล์ม เฮียฮ้อ กล่าวว่า “จะคืนโอกาสเรื่องงานให้ แต่มีเงื่อนไข โดยต้องดูว่างานบางชิ้นที่ยกเลิกไปแล้ว แต่งานบางชิ้นก็สามารถทำต่อได้ โดยตัวฟิล์มต้องยอมรับในเงื่อนไข ซึ่งประเมินความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 5-6 ล้านบาท โดยเป็นงานโชว์ทั้งหมดของเดือน ก.ย.-กลางต.ค.นี้ และงานพรีเซ็นเตอร์ประมาณ 3 ตัวที่เสียหายทันที ส่วนเรื่องหนังบางกอกกังฟู น่าจะมีปัญหาในเรื่องของคิวดาราคนอื่น ๆ ที่ค่อนข้างยุ่ง ส่วนงานกับทางเกาหลีนั้น ทีมงานได้ประสานงานอยู่ตลอด ซึ่งทางเกาหลียังไม่ได้ตัดสินใจอะไร เพราะเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจนออกมา ซึ่งเขาก็ไม่ได้กังวลอะไรกับปัญหานี้”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์ เอสฯ กล่าวฝากถึงแอนนี่ด้วยว่า “แอนนี่ควรจะหยุดพฤติกรรมได้แล้ว สารภาพและพูดความจริง แม้จะสายไป แต่มีโอกาสแก้ไขได้ เชื่อว่าสังคมต้องให้อภัย เรื่องนี้มีเด็กเกิดขึ้น อย่าทิ้งปัญหาทุกอย่างไว้ที่เด็ก ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ไม่มีใครหนีความจริงไปได้ ควรจะ จบ ๆ ได้แล้ว คนที่ท้าทายความจริงหนีไม่พ้นสักราย เพราะข่าวนี้กินพื้นที่มาหลายวันแล้ว ควรจะจบได้แล้ว” ถามว่า กลัวแอนนี่ฟ้องหรือไม่ เฮียฮ้อ ตอบว่า “พูดแต่ในเรื่องที่มีการยืนยันได้ ซึ่งจุ๊นเองก็ยืนยันกับทางช่อง 3 แล้วว่าเป็นเรื่องจริง”

ถามต่อว่า การตรวจดีเอ็นเอ จำเป็นหรือไม่ และกลัวมีการแทรกแซงเปลี่ยนแปลงผลหรือไม่ นายสุรชัย ตอบว่า “จริง ๆ มีความจำเป็น เป็นความจำเป็นของแอนนี่ว่าใครเป็นพ่อของเด็ก ซึ่งถ้าเป็นลูกของฟิล์ม เขาก็พร้อมจะยอมรับอย่างที่เคยพูดไป ซึ่งทางอาร์เอสฯไม่ได้มีการประสานงานกับทางแอนนี่ในการตรวจดีเอ็นเอ เนื่องจากเป็นเรื่องของทางครอบครัวฟิล์ม ส่วนกรณีของการเปลี่ยนแปลงผลการตรวจนั้นเป็นไปไม่ได้” ถามว่าจะมีมาตรการอะไรกับฟิล์มและแอนนี่หรือไม่ เฮียฮ้อ ตอบว่า “เฮียได้ให้แนวทางว่าฟิล์มต้องติดต่อกับแอนนี่ ซึ่งฟิล์มก็ติดต่อแอนนี่ไปแล้ว การโทรศัพท์ทุกครั้งมันมีหลักฐานหมด พูดอะไรสามารถตรวจสอบได้ ส่วนกรณีทำไมฟิล์มถึงไม่ไปเคลียร์กับแอนนี่ที่รายการตีสิบนั้น เฮียแนะนำว่าไม่ควรไปดักเจอ เพราะการไปเจอแบบนั้นไม่เหมาะ อย่างที่ทราบแอนนี่บอกชัดเจนแล้วว่าถ้าฟิล์มไป แอนนี่ก็ไม่ไป”

“เฮียอยากฝากทิ้งท้ายถึงกฎเหล็กของอาร์เอสฯว่า การทำงานกับอาร์เอสฯ กฎที่สำคัญคือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด และห้ามทิ้งงาน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นไม่สามารถร่วมงานกับอาร์เอสฯได้แน่นอน เฮียก็รู้ว่าศิลปินวัยรุ่นมีชีวิตอิสระ แต่ถ้าอยู่ในกรอบก็โอเค แต่ถ้าหลุดไปบ้างก็คงต้องเรียกมาตักเตือน”

ส่วนบรรยากาศที่อาคารบ้านสวนธน คอนโดฯ รัชดาฯ 36 แยก 9 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากแอนนี่เดินทางกลับจากอัดรายการตีสิบ จนถึงขณะนี้ยังคงเก็บตัวเงียบ อยู่ภายในห้องพักกับลูกน้อย อย่างไรก็ตามหลัง “เฮียฮ้อ” แถลงข่าวเสร็จผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์สอบถามเรื่องดังกล่าวกับแอนนี่กรณีดาราหนุ่ม จุ๊น-กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธ์สุข จะนำหลักฐานเป็นใบเสร็จในการโอนเงินจำนวน 250,000 บาท เข้าบัญชีดาราสาว รวมทั้งจะนำหลักฐานการเดินทางไปต่างประเทศออกมายืนยัน โดยแอนนี่ตอบสั้นว่า ๆ ตนไม่ทราบว่ามีเรื่องทำนองนี้ และไม่ทราบว่าทางเฮียฮ้อแถลงอะไรไปบ้าง เพราะไม่ได้ดูข่าวตอนแถลง ตอนนี้ขออยู่ดูแลลูกตามลำพัง เนื่องจากน้องงอแงมาก อยากอยู่นิ่ง ๆ ยังไม่พร้อมที่จะพูดอะไรทั้งสิ้น

ด้านอาคารมาลีนนท์ ผู้สื่อข่าวราย งานว่า หลังเฮียฮ้อเปิดแถลงข่าวว่าได้รับการยืนยันจากผู้บริหารทางช่อง 3 ว่าจุ๊น-กิตติคุณ ได้มาเล่าความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟังแล้ว ปรากฏว่าทางผู้บริหารช่อง 3 ได้หารือกันอย่างเคร่งเครียด เบื้องต้นประชาสัมพันธ์ระบุว่า ทางผู้บริหารยังไม่พร้อมที่ จะให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าว อยู่ระหว่างประชุมหารือเรื่องที่เกิดขึ้น หากจะมีการแถลงข่าวจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ที่สยามพารากอน ค่ำวันเดียวกัน จุ๊น-กิตติคุณ เดินทางมาเปิดตัวสินค้าชนิดหนึ่ง พร้อม ผจก.ส่วนตัว ก่อนจะให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น ได้ยินข่าวแรก ๆ ก็ไม่รู้สึกอะไร แต่นับวันยิ่งหนักขึ้น บางกระแสระบุว่าตนหนีไปอเมริกา ส่วนตัวแล้วไม่ได้รู้จักกับแอนนี่เป็นการส่วนตัว ไม่ได้สนิทสนมกันเลย เคยเจอนานมากแล้ว ที่ออกมาพูด เนื่องจากอยากให้ข่าวเงียบลง เนื่องจากฝ่ายหญิงเสียหายมามากแล้ว รู้สึกสงสารแอนนี่กับลูกชายเขามาก ถามว่ารู้สึกอย่างไรกรณีเฮียฮ้อ ออกมาพูดพาดพิง ตอบว่า “ผมเป็นเด็ก ไม่ได้โกรธอะไร เคารพผู้ใหญ่ทุกคน ไม่อยากจะไปพาดพิงถึงบุคคลที่สาม อยากจะชี้แจงในส่วนผมกับแอนนี่เท่านั้น”

ถามต่อว่า กระแสข่าวว่าแอนนี่ให้จ่ายเงิน 250,000 บาท เพื่อเป็นพ่อเด็ก จุ๊นตอบว่า “เป็นเรื่องไม่จริง สมมุติมีคนมาจ้างให้รับเป็นพ่อเด็กใครที่ไหนเขาจะยอม ส่วนเรื่องมีคนจ้างให้มาเป็นแพะรับบาปด้วยเงิน 10 ล้านบาทนั้น ประเด็นนี้ก็ไม่มีแน่นอน เงินซื้อผมไม่ได้ ยังไงความจริงต้องเป็นความจริง ส่วนกระแสว่าจะรับเป็นพ่อเด็กก็ไม่มีเช่นกัน” ถามว่ากล้าตรวจดีเอ็นเอหรือไม่ ดาราหนุ่มตอบว่า “กล้าผมไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับแอนนี่ ในมุมกลับกันเมื่อไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแล้วทำไมผมต้องตรวจ เรื่องที่เกิดขึ้นทางผู้ใหญ่ทางช่อง 3 ก็ได้เรียกไปคุยบ้าง ถามว่าจะฟ้องกรณีถูกพาดพิงหรือไม่ จุ๊น ตอบว่า มันก็ขึ้นอยู่กับว่าถูกพาดพิงขนาดไหน ส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใด ถ้าส่งผลต่ออาชีพและครอบครัวก็คงต้องฟ้อง ส่วนที่มีคนบอกว่าเด็กหน้าเหมือนผม ผมยังไม่เคยเห็นหน้าน้องเขาเลย”

สำหรับประวัติ จุ๊น-กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธุ์สุข นักแสดงหนุ่มสังกัดพาวเวอร์ทีม ไทยทีวีสีช่อง 3 เกิดเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ปี 2528 ผ่านงานในวงการมาแล้วมากมาย อาทิ เล่น มิวสิกวิดีโอ แสดงภาพยนตร์ “เดอะกิ๊ก” รวมถึงเล่นละคร เช่น ขบวนการ ปิ๊ด ปี้ ปิ๊ด, กุหลาบตัดเพชร, สวัสดีคุณครู, หุบเขากินคน, หาบของแม่ เป็นต้น

ที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กและสตรี จ.ชุมพร นางปทุมพร ทองภูเบศร์ หัวหน้าศูนย์ฯ กล่าวถึงกรณีที่ “เฮียฮ้อ” ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าแอนนี่มีพฤติกรรมคบกับผู้ชายหลายคน ในเวลาเดียวกัน โดยหนึ่งในนั้น คือฟิล์ม อีกทั้งการข่มขู่เรียกเงินว่า “การพูดดังกล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามเกียรติของผู้หญิงมากที่สุดเท่าที่เคยพบมา คำพูดดังกล่าว ส่อหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่กฎหมายห้ามไม่ให้พิสูจน์ข้อเท็จจริง เพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่กฎหมายห้ามไม่ให้นำไปพูดต่อบุคคลที่สาม หรือที่สาธารณะ ยิ่งการพูดผ่านสื่อมวลชน และนำไปโฆษณาเผยแพร่ทางสื่อต่าง ๆ ยิ่งเป็นความผิดที่ต้องรับโทษหนักขึ้นและถ้าเป็นความจริงก็ ยิ่งมีความผิดมากขึ้น นั้นคือประเด็นในข้อกฎหมาย”

หัวหน้าศูนย์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นทางจริยธรรม ผู้พูดถือว่าเป็นผู้มีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการแสดง หรือนักร้อง ที่จะต้องมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อประชาชน โดยเฉพาะ เยาวชนของชาติ เป็นตัวอย่างที่ถูกต้องของเด็ก ๆ ดังนั้นการแถลงดังกล่าว ถือว่าไม่เหมาะสม เหยียดหยามดูหมิ่นเพศหญิง ต้องการเพียงรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้น ดังนั้นเราเรียกร้องให้มีการต่อต้านผลงานของศิลปินสังกัดค่ายดังกล่าวทั้งหมด โดยเฉพาะนักร้องนักแสดง ที่กำลังเป็นข่าว จะรณรงค์ไม่ให้ซื้อ หรือบริโภคผลงานอีกต่อไปแม้แต่ชิ้นเดียว รวมถึงไม่ต้อนรับเข้าสู่ จ.ชุมพร ด้วย ต้องบอกว่าพวกตนเพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปเยี่ยมแอนนี่ที่กรุงเทพฯ เมื่อมาถึงชุมพรกลับได้ยินคำแถลงดังกล่าว ก็คงต้องไปให้กำลังใจแก่แอนนี่อีกครั้ง รวมถึงถ้าต้องการทนายความก็จะจัดหาให้ด้วย

ด้าน จ.ลำปาง ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามนางจันทร์คำ มีเลข แม่ดาราสาวกรณีที่ “เฮียฮ้อ” ออกมาเปิดโปงถึงเรื่องความประพฤติของแอนนี่ โดยนางจันทร์คำ กล่าวว่า ตนไม่ได้ดู ส่วนเรื่องแอนนี่จะคบใครตนไม่ทราบ ไม่เคยถาม รู้เพียงว่าแอนนี่ เป็นคนชอบเก็บตัวไม่มั่วกับใคร เวลากลับมาบ้านก็ไม่ได้ออกไปไหน อยู่แต่ในบ้าน ยืนยันว่าลูกสาวไม่มีคนอื่น มีเพียงฟิล์มคนเดียว หากลูกสาวจะมีคนอื่นคงมีไปนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เรียนหนังสือแต่ก็ไม่มี ตนไม่อยากพูดถึงเพราะใครจะดีหรือไม่ดีสังคมก็จะรู้ได้เอง ในฐานะแม่ก็ย่อมรักและเป็นห่วงอยากปกป้องลูก แต่การปกป้องคงไม่ใช่ การออกมาพูดแบบไร้สาระ และเป็นเรื่องส่วนตัว.
ที่มา dailynews

บิ๊กช่อง3ยันได้ข่าวสัมพันธ์“จุ๊น-แอนนี่”

วันพุธ ที่ 29 กันยายน 2553
บิ๊กช่อง3ยันได้ข่าวสัมพันธ์“จุ๊น-แอนนี่”
บิ๊กช่อง 3 ยันได้ข่าวสัมพันธ์ “จุ๊น-แอนนี่” แต่ไม่ฟันธงจริงหรือไม่ แนะทุกคนควรออกมาพูดความจริง จะได้อยู่ในสังคมได้ ด้าน “ครูหยุย” วอนสื่อหยุดขายข่าวฉาว

วันนี้ (29 ก.ย.) ที่อาคารมาลีนนท์ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 3 นายสมรักษ์ ณรงค์วิชัย ผู้จัดการฝ่ายผลิตรายการช่อง 3 กล่าวถึง กรณีที่ นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอสฯ ระบุผู้บริหารช่อง 3 ยืนยันดาราหนุ่ม “จุ๊น-กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธ์สุข” ดาราหนุ่ม เคยมีสัมพันธ์กับแอนนี่ บรู๊ค นักแสดงสาว และถูกนักแสดงสาวขอเงินค่าคลอดลูก 2.5 แสนบาท ว่า ตนได้ทราบข่าวดังกล่าวจากเลขา และแหล่งข่าว โดยได้พยายามโทรศัพท์ไปสอบถามจุ๊น แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้

“ทุกคนควรออกมาพูดความจริง จะได้อยู่ในสังคมได้อย่างไม่หวาดระแวง คนเราทำผิดได้ แต่ต้องแก้ไข จะได้ไม่ต้องมีใครถูกพาดพิงอีก จะได้ทำมาหากินกันอย่างสุจริตกันต่อไป” นายสมรักษ์ กล่าว

ครูหยุยวอนสื่อหยุดขายข่าวฉาว“ฟิล์ม-แอนนี่”

ชี้สังคมไม่ได้อะไร หนำซ้ำทำร้ายเด็กแย่ไปใหญ่ จวกพวกปากพล่อยไม่รู้จริงอย่าพูดแทน ด้าน ปธ.กมธ.เด็กติงบิ๊กอาร์เอสฯ ให้โอกาสเด็กเคลียร์กันเอง

ด้าน นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า ปรากฏการณ์นี้ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ซึ่งดีหรือไม่ดีก็ไม่มีใครสามารถรับรู้พฤติกรรมได้ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ดังนั้น คนที่เที่ยวออกไปพูดเรื่องราวของคนอื่นโดยไม่รู้ความสัมพันธ์ที่แท้จริงในขณะนี้ ถือว่าเป็นบาปกรรมเปล่า ๆ มิหนำซ้ำกรณีมีเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ซึ่งนอกจากจะแย่ เพราะไม่รู้ว่าเป็นลูกใครกันแน่แล้ว ยังต้องไปปรากฏตัวออกตามสื่อต่าง ๆ ซึ่งสื่อจะโดยเจตนาหรือไม่ ก็เป็นการทำร้ายเด็กให้เสียหายกันไปใหญ่ ดังนั้น การปรากกฎเป็นข่าวใหญ่โตเช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างรุนแรง

“ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องของคนสอง แต่ทำไมต้องเอาเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ผมคิดว่าสื่อมวลชนจะต้องเลิกทำข่าวในลักษณะขายข่าวแบบนี้ได้แล้ว ถามว่าสังคมได้อะไร เพราะเหมือนกับการแสดงละคร ข่าวก็จะเลยเถิดไปเรื่อย ๆ แต่จะมีคนบางส่วนที่ได้ประโยชน์ คนที่ขายข่าวฉาวขอให้หยุดได้แล้ว โดยเฉพาะคู่กรณีจะต้องหยุด เพราะถือว่าคุณได้เป็นเหยื่อ โดยมีเด็กเป็นตัวกลาง พาดพิงกันไปมามั่วซั่วหมด” นายวัลลภ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่ นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ หรือ เฮียฮ้อ ได้ออกมาแฉพฤติกรรมฉาวของแอนนี่ บรู๊ค นายวัลลภ กล่าวว่า หลักการเราไม่รู้ว่าใครอยู่กับใคร แต่คนที่เที่ยวไปพูดเช่นนั้น เชื่อว่าสังคมได้คิดตามว่าจะฟังหรือเชื่อได้หรือเปล่า จะเสียความชอบธรรมหรือไม่เหมาะสม ซึ่งตามกฎหมายการพูดทำให้คนอื่นเสียหายเช่นนี้ สามารถฟ้องร้องกันได้ ดังนั้น จะต้องกลั่นกรองด้วย

เมื่อถามว่า แอนนี่ บรู๊ค ปฏิเสธการตรวจดีเอ็นเอ เรื่องจะยุติได้อย่างไร นายวัลลภ กล่าวว่า เชื่อว่าเรื่องจะต้องหยุด เพราะขณะนี้ องค์กรสตรีก็ได้ออกมาปกป้องให้คำแนะนำ รวมทั้งมีกระบวนการทางศาลที่จะพิจารณา และคิดว่าหากมีคนที่กลางที่ทั้ง 2 ฝ่ายเชื่อถือ ก็จะตรวจสอบกันได้ เรื่องไม่ยืดเยื้อแน่นอน

ด้าน นางยุวดี นิ่มสมบุญ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา กล่าวถึง ปัญหาความคลุมเครือว่าใครเป็นพ่อของลูกแอนนี่ บรู๊ค กับ ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ว่า เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งฝ่ายหญิงคือแอนนี่ และฝ่ายชายคือฟิล์ม รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร เชื่อว่าเขาจะตกลงกันได้ เพื่อผลประโยชน์ของเด็ก ขณะนี้ กลายเป็นว่าเด็กต้องมากลายเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องต่อรองจากความขัดแย้งนี้ โดยมีบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ตนอยากให้คำนึงถึงเด็กให้มาก ถึงทั้งคู่จะเป็นบุคคลสาธารณะ แต่การจะทำให้สังคมเกิดการยอมรับได้ไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถทางการแสดงเท่านั้น แต่ต้องรักษาศีลธรรมการประพฤติที่ดีด้วย

เมื่อถามว่า การออกมาแถลงข่าวของนายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ และบริหารบริษัท อาร์เอสฯ ถูกวิจารณ์หนักจากกลุ่มสิทธิสตรี ว่า มุ่งรักษาผลประโยชน์บริษัทฯ จนเหยียดหยามเพศแม่ นางยุวดี กล่าวว่า ผู้ใหญ่ก็ควรให้เวลาทั้งคู่ไปจัดการชีวิตส่วนตัวของเขาเอง ให้เขาได้ตั้งสติคิด และทำในสิ่งที่ถูกต้อง การที่เขาจะอยู่ร่วมกัน หรือเขาจะมีลูกกันก่อน ไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่ขั้นตอนมันกระโดดไปหน่อย เรื่องนี้ จะจบลงด้วยดีได้คือทุกฝ่ายต้องคิดถึงเด็กมากกว่าผลประโยชน์ของตัว ขณะที่ บุคคลที่เป็นผู้ใหญ่เองก็ควรให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วย ฝ่ายชายเองก็คงกลัวจะเสียอาชีพ แต่ตนอยากให้นึกถึงว่าถ้าเขาเป็นเด็กคนนี้ เขาจะคิดอย่างไร บาดแผลที่เกิดขึ้นวันนี้ จะฝังลึกไปที่ตัวเด็กหรือไม่ อย่าทำอะไรที่เป็นการเพิ่มปัญหาให้กับสังคม

กสม.วอนสังคมหยุดวิพากษ์“ฟิล์ม-แอนนี่”

กสม.ออกโรงวอนสังคมหยุดวิพากษ์เรื่อง “ฟิล์ม-แอนนี่” ลั่นละเมิดสิทธิเด็ก และละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

อีกด้านหนึ่ง ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นางวิสา เบ็ญจมะโน กสม. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็ก สิทธิสตรี และสิทธิความเสมอภาค กล่าวถึง กรณีที่มีการโต้แย้งทางสังคมระหว่างนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม ศิลปิน-นักแสดง และ น.ส.แอนนี่ บรู๊ค นักแสดงสาว ว่า กสม.ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กเข้าไปดูแล และให้คำแนะนำกับ น.ส.แอนนี่ เพราะรู้สึกเป็นห่วงในเรื่องของสิทธิเด็กที่ถูกนำมาเป็นตัวแสดง เนื่องจากเด็กไม่ได้รับรู้ในปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะตามสิทธิแล้ว เด็กจะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองในเกียรติยศ และชื่อเสียง รวมถึงเด็กมีสิทธิที่จะได้รับรู้ว่าใครเป็นบิดามารดา

นอกจากนี้ การที่มีบุคคลออกมาให้ความเห็นว่า มารดาของเด็กคบผู้ชายหลายคนนั้น เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และตอกย้ำความสงสัยจากสังคมว่าเด็กเป็นบุตรของใคร ซึ่งหากฝ่ายหญิงได้รับความเสียหายก็สามารถไปปรึกษาทนาย เพื่อฟ้องร้องดำเนินการทางคดีได้ ทั้งนี้ ทัศนคติความเสมอภาคทางเพศเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และไม่ควรนำมาเป็นข้อถกแถลงของสังคม จนกลายตราบาปของฝ่ายหญิงเพียงฝ่ายเดียว อีกทั้ง สื่อปัจจุบันมีความก้าวหน้าสามารถจัดเก็บ และเผยแพร่ได้ ซึ่งในอนาคตเด็กอาจได้รับการล้อเลียนจากสังคม ดังนั้น สื่อมวลชนควรจะช่วยกันระมัดระวังการนำเสนอภาพของเด็กด้วย

“ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง จะทำอย่างไรที่จะหยุดเรื่องนี้ไว้ เพื่อไม่ให้เด็กบอบช้ำ เพราะกรณีนี้ เป็นข้อพิพาทของคน 2 คน ที่ต้องไปพิสูจน์ในเชิงกฎหมาย โดยะเฉพาะฟิล์มเป็นบุคคลสาธารณะน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม ทั้งนี้ รู้สึกเป็นห่วงในเรื่องความสัมพันธ์ของชายหญิง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และยังไม่มีความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตร ทำให้เด็กที่เกิดมาไม่ได้รับการเลี้ยงดู และการปกป้องคุ้มครองตามมาตรฐานที่ควรจะได้รับ อย่างไรก็ตาม กสม.จะมีการจัดเวทีเสวนาเกี่ยวกับเรื่องของสื่อ และการคุกคามสิทธิเด็ก โดยจะเน้นไปในเรื่องของการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กในเร็ว ๆ นี้” นางวิสา กล่าว

เมื่อถามว่า กสม.จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างไรบ้างนั้น นางวิสา กล่าวว่า กสม.จะช่วยส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และสิทธิเด็ก เพื่อปกป้องคุ้มครองให้เด็กได้รับผลประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามอีกว่า สิทธิของเด็กที่ควรจะได้รับรู้ว่าใครคือบิดามารดานั้น ต้องมีการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอหรือไม่ นางวิสา กล่าวว่า ขณะนี้ สิทธิในการดูแล และปกป้องเด็กอยู่ที่มารดา เพราะผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบิดาของเด็กไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร จึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับบุตร จึงเป็นอำนาจของฝ่ายหญิง ดังนั้น หากฝ่ายชายจะตรวจดีเอ็นเอ ต้องไปขออำนาจศาล เพื่อยืนยันว่า เป็นลูกของตนจริงหรือไม่

แม่“แอนนี่”โต้ลูกสาวไม่มั่วย้ำห่วงหลาน

มารดา “แอนนี่ บรู๊ค” ออกโรงยันลูกสาวไม่มั่ว ชี้ไม่มีผู้ชายอื่น รับห่วงหลานมาก ด้านกลุ่มสตรี อ.แจ้ห่ม ออกโรงต้านสินค้าอาร์เอส

วันนี้ 29 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางจันทร์คำ มีเลข แม่ของแอนนี่ บรู๊ค วัย 54 ปี ที่บ้านเลขที่ 160 หมู่ที่ 4 ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง อีกครั้ง ซึ่งพบว่านางจันทร์คำ กำลังเล่นอยู่กับสุนัขที่เลี้ยงไว้ ในสภาพที่อ่อนเพลีย และดูซูบผอมลงไปมาก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ดูการแถลงข่าวของ บริษัท อาร์เอส หรือไม่ นางจันทร์คำ ได้กล่าวว่า ตนไม่ได้ดู ผู้สื่อข่าวจึงได้เล่าให้ฟัง พร้อมสอบถามว่า ที่ผ่านมาแม่เคยทราบหรือไม่ว่าแอนนี่ คบกับใครบ้าง

นางจันทร์คำ ตอบว่า แม่ไม่ทราบ และไม่เคยถาม แต่ที่ทราบ ไม่มี แอนนี่เป็นคนชอบเก็บตัวไม่มั่วกับใคร เวลากลับมาบ้านก็ไม่ได้ออกไปไหน อยู่แต่บ้าน เหมือนตนเองที่เป็นคนที่ชอบอยู่กับบ้าน พร้อมยืนยันว่า ลูกสาวไม่มีคนอื่น มีเพียงผู้ชายคนนี้ (ฟิล์ม) คนเดียว หากลูกสาวจะมีคนอื่นคงมีไปนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เรียนหนังสือ แต่ก็ไม่มี และขณะนี้ลูกสาวก็อายุมากแล้ว 30 แล้ว

ส่วนที่มีการออกมาแถลงข่าวกล่าวหาว่า แอนนี่ มีผู้ชายหลายคน จะทำให้ลูกสาวเสียหายหรือไม่ นางจันทร์คำ กล่าวว่า แม่ไม่อยากพูดถึง เพราะใครจะดีหรือไม่ดีสังคมก็จะรู้ได้เอง ในฐานะแม่ก็ย่อมรัก และเป็นห่วง อยากปกป้องลูกเช่นกัน แต่การปกป้องคงไม่ใช่การออกมาพูดแบบไร้สาระ และเป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนความเป็นห่วงนั้น ตนห่วงหลานมากกว่า

ส่วนฝ่ายชายที่ออกมาพูดแบบนั้น ตนเห็นว่าหากเขาปฏิเสธก็ปล่อยเขาไป ตนเลี้ยงลูกมาด้วยตนเองได้ ทำไมเขา (แอนนี่) ถึงจะเลี้ยงลูกเองไม่ได้ หากเขาไม่รับ ก็ไม่ต้องมายุ่ง เพราะเราก็ไม่เคยจะเรียกร้องอะไรจากเขาอยู่แล้ว ทั้งนี้ นางจันทร์คำ ยอมรับว่า ตั้งแต่เกิดเรื่อง ตนนอนไม่ค่อยหลับ กินอาหารน้อยลง ประกอบมีโรคประจำตัวหลายโรคทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และซูบผอมลงอย่างมาก

ขณะที่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มสตรี อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง กว่า 300 คน นำโดย นางยุพิน วรรณารักษ์ ประธานกลุ่มสตรีฯ ได้รวมตัวกันถือแผ่นป้ายให้กำลังใจแอนนี่ พร้อมต่อต้านสินค้าทุกประเภทของ บ.อาร์เอส เนื่องจากไม่พอใจการพูดจาดูถูกผู้หญิงของผู้บริหาร พร้อมยืนยันแอนนี่เป็นคนดี.
ที่มา dailynews

“จุ๊น”โผล่เอาคืน“เฮียฮ้อ-บิ๊กช่อง 3”เตรียมอำลา

“จุ๊น”โผล่เอาคืน“เฮียฮ้อ-บิ๊กช่อง 3”เตรียมอำลา
วันพุธ ที่ 29 กันยายน 2553
พระเอกหนุ่ม “จุ๊น” เตรียมประกาศอำลาวงการบันเทิง หลังตกเป็นข่าวฉาว พร้อมขนหลักฐานแฉกลับเฮียฮ้อ-บิ๊กช่อง 3

วันนี้ 29 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระเอกหนุ่มคนดัง จุ๊น-กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธ์สุข เตรียมประกาศอำลาวงการบันเทิง หลังตกเป็นข่าวฉาว กรณี เฮียฮ้อ-บิ๊กช่อง 3 ยันมีสัมพันธ์นางเอกดังแอนนี่ บรู๊ค พร้อมขนหลักฐานแฉกลับเฮียฮ้อ-บิ๊กช่อง 3 เวลา 16.00 น. ที่คริสตัล ดีไซน์ ย่านถนนประดิษฐ์มนูธรรม เลียบด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ผู้สื่อข่าวจะรายงานความคืบหน้าต่อไป.

ที่มา dailynews

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

"เฮียฮ้อ"แฉแหลก "แอนนี่"ขออยู่เงียบ "จุ๊น"ปัด

"เฮียฮ้อ"แฉแหลก "แอนนี่"ขออยู่เงียบ "จุ๊น"ปัด เฮียฮ้อแฉฝ่ายหญิงคบผู้ชายพร้อมกัน 4 คน สองในสี่มีฟิล์ม รัฐภูมิ และจุ้น- กิตติคุณอยู่ด้วย แอนนี่บอกอยากอยู่เงียบ ส่วน "จุ๊น" ปัดไม่เคยมีอะไรกับแอนนี่

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่อาคารเชษฐโชติศักดิ์3 ชั้น 7 นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส ได้เปิดแถลงข่าวถึงกรณีของฟิล์ม แอนนี่ และ อาร์เอส ถึง 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.กรณีปัญหาของฟิล์มและแอนนี่ เกี่ยวกับสถานการณ์และแง่มุมอื่น ๆ 2. อนาคตของฟิล์มที่อาร์เอสตัดสินใจแล้ว 3. กรณีของแอนนี่

โดยเฮียฮ้อ ได้ฝากถึงประเด็นสื่อมวลชนที่ว่า “กรณีของฟิล์มและแอนนี่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และสื่อให้พื้นที่มากเกินไป ถึงจะเป็นเรื่องของคน 2 คน แต่ฟิล์มและแอนนี่เป็นคนของประชาชน มันก้าวข้ามเรื่องส่วนตัวและเป็นประเด็นที่สังคม สื่อมวลชนควรที่จะเกาะติด เพราะกรณีของฟิล์มและแอนนี่ มีผลถึงภาพลักษณ์และจริยธรรม ที่สำคัญมีผลต่อภาพลักษณ์ของวงการบันเทิง ซึ่งสื่อต้องช่วยกันดูแลและมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เฮียได้ช่วยจัดการปัญหาด้วยความอดทน ระมัดระวัง ใช้เหตุผลและที่สำคัญอย่าให้อารมณ์มาอยู่หนือเหตุผลและความถูกต้อง”

ทั้งนี้ เฮียฮ้อ ได้ฝากนิยามถึงกรณีของฟิล์มและแอนนี่ว่า “ความจริงจะปกป้องทุกคน” ซึ่งยืนยันว่าเรื่องนี้จะจบอยู่ในกรอบ แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ในฐานะผู้ดูแลฟิล์ม อาร์เอสเองคงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ตลอดเวลากว่า 10 วันที่เป็นข่าวมานั้น สิ่งแรกที่เฮียบอกอยู่เสมอ คือ ลูกผู้ชายกล้าทำต้องกล้ารับ เฮียเชื่อว่าฟิล์มพูดความจริง แต่อาจจะพูดไม่หมด ซึ่งในส่วนของเฮีย เฮียไม่สนใจข้อมูลฟิล์มและแอนนี่มาก แต่เฮียจะหาข้อมูลเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ ยืนยันไม่ได้ เฮียจะตัดทิ้ง

ตามด้วย ประเด็นที่ทำเอาบรรดาสื่อมวลชนถึงกับฮือฮาในการแถลงข่าวครั้งนี้ เกี่ยวกับพฤติกรรมของนักแสดงสาวแอนนี่ที่ว่า “เฮียมีข้อมูล 1 ปี ที่แอนนี่คบกับเพื่อนชายจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคมปีที่ผ่านมา แอนนี่ได้พูดในลักษณะเดียวกัน แบบเดียวกันกับผู้ชาย 4 คน ว่าเป็นพ่อของลูก และได้ขอเงินจำนวน สองแสนห้าหมื่นบาท ซึ่ง 2 ใน 4 คน ก็คือ ฟิล์ม – รัฐภูมิ และ จุ๊น – กิตติคุณหรือจุ๊น เดอะกิ๊ก ซึ่งถ้ามองผู้ชายในแง่ของจริยธรรมเป็นเรื่องที่ผิด แต่มองอีกมุมหนึ่งก็น่าสงสารมาก โดยกรณีจุ๊น-เดอะกิ๊กนั้น ได้รับการยืนยันจากผู้บริหารทางช่อง 3 ว่าจุ๊นได้มาเล่าความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ฟัง ซึ่งเฮียว่าฟิล์มและจุ๊นคือเหยื่อของการกระทำครั้งนี้ ในครั้งนั้นจุ๊นตกใจมากและแก้ปัญหาในทางคล้าย ๆ กัน แต่เป็นการแก้ปัญหาในทางที่ผิด โดยจุ๊นให้ความช่วยเหลือเป็นเงินจำนวน 2 แสนกว่าบาทและหนีไปต่างประเทศ ซึ่งผมว่าข้อมูลทั้งหมดสะท้อนพฤติกรรม แต่อีก 2 คน ต้องรอให้พร้อมเปิดเผยตัว ซึ่งมีความซับซ้อน ก็อยากวอนให้สื่อมวลชนช่วยกันหาความจริง อย่าปล่อยไว้แบบนี้”

ผู้สื่อข่าวถามต่อในกรณี อนาคตเรื่องงานของฟิล์ม ซึ่งเฮียฮ้อได้เผยว่า “จะคืนโอกาสเรื่องงานให้ แต่มีเงื่อนไข โดยต้องดูว่างานบางชิ้นที่ยกเลิกไปแล้ว แต่งานบางชิ้นก็สามารถทำต่อได้ โดยตัวฟิล์มต้องยอมรับในเงื่อนไข ซึ่งประเมินความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 5-6 ล้านบาท โดยเป็นงานโชว์ตัวทั้งหมดของเดือน กันยายน – กลางเดือนตุลาคม 53 และ งานพรีเซ็นเตอร์ประมาณ 3 ตัวที่เสียหายทันที ส่วนกรณีหนังเรื่องบางกอกกังฟู น่าจะมีปัญหาในเรื่องของคิวดาราคนอื่น ๆ ที่ค่อนข้างยุ่ง ส่วนกรณีงานกับทางเกาหลีนั้น ทีมงานได้ประสานอยู่ตลอด ซึ่งทางเกาหลีก็ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร เพราะเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจนออกมา เค้าก็ไม่ได้กังวลอะไรกับปัญหานี้”

เฮียฮ้อได้ฝากถึงแอนนี่ว่า “แอนนี่ควรจะหยุดพฤติกรรมได้แล้ว สารภาพและพูดความจริง แม้จะสายไป แต่มีโอกาสแก้ไขได้ เชื่อว่าสังคมต้องให้อภัย เรื่องนี้มีเด็กเกิดขึ้น อย่าทิ้งปัญหาทุกอย่างไว้ที่เด็ก ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ไม่มีใครหนีความจริงไปได้ ควรจะจบๆได้แล้ว คนที่ท้าทายความจริงหนีไม่พ้นสักราย เพราะข่าวนี้กินพื้นที่มาหลายวันแล้ว ควรจะจบได้แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า กลัวแอนนี่ฟ้องมั๊ย “เฮียพูดแต่ในเรื่องที่มีการยืนยันได้ ซึ่งจุ๊นเองก็ได้ยืนยันกับทางช่อง 3 แล้วว่าเป็นเรื่องจริงและต่อข้อซักถามที่ว่า การตรวจดีเอ็นเอ จำเป็นอีกมั๊ยและกลัวมีการแทรกแซงเปลี่ยนแปลงผลหรือไม่ “จริง ๆ มีความจำเป็น เป็นความจำเป็นของแอนนี่ว่าใครเป็นพ่อของเด็ก ซึ่งถ้าเป็นลูกของฟิล์ม เค้าก็พร้อมจะยอมรับ อย่างที่เคยพูดไป ซึ่งทางอาร์เอสไม่ได้มีการประสานงานกับทางแอนนี่ในการตรวจดีเอ็นเอ เนื่องจากเป็นเรื่องของทางครอบครัวฟิล์ม ส่วนกรณีของการเปลี่ยนแปลงผลการตรวจนั้น เป็นไปไม่ได้”

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึง เฮียฮ้อจะมีมาตรการอะไรกับฟิล์มและแอนนี่มั๊ย "เฮียได้ให้แนวทางว่าฟิล์มต้องติดต่อกับแอนนี่ ซึ่งฟิล์มก็ได้ทำการติดต่อแอนนี่ไปแล้ว การโทรศัพท์ทุกครั้งมันมีหลักฐานหมด พูดอะไรสามารถตรวจสอบได้หมด"

ส่วนกรณีที่ว่าทำไมฟิล์มถึงไม่ไปเคลียร์กับแอนนี่ที่รายการตีสิบ ซึ่งทางเฮียฮ้อเผยว่า “เฮียแนะนำว่า ไม่ควรไปดักเจอ เพราะการไปเจอแบบนั้นไม่เหมาะ อย่างที่ทราบแอนนี่เค้าก็บอกชัดเจนแล้วว่าถ้าฟิล์มไป แอนนี่ก็ไม่เจอ”

ทั้งนี้ เฮียฮ้อได้ฝากทิ้งท้ายถึงกฎเหล็กของอาร์เอสที่ว่า “การทำงานกับอาร์เอส กฎที่สำคัญคือไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดและห้ามทิ้งงาน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นไม่สามารถร่วมงานกับอาร์เอสได้แน่นอน ซึ่งเฮียก็รู้ว่าศิลปินวัยรุ่น มีชีวิตอิสระ แต่ถ้าอยู่ในกรอบก็โอเค แต่ถ้าหลุดไปบ้างก็คงต้องเรียกมาตักเตือน”

ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น.ที่บ้านสวนธนคอนโดมิเนียม ซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 9 ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแอนนี่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวัน ดาราสาวเก็บตัวเงียบ หลังจากที่เมื่อวาน(27 ก.ย.)แอนนี่ได้เดินทางไปอัดรายการ ตี10 นอกจากนั้น รถยนต์ส่วนตัว ยี่ห้อ Ford รุ่น Focus สีขาว ของแอนนี่ ยังคงจอดอยู่ที่ลานจอดรถที่เดิม

ทางผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ขึ้นไปสอบถามแอนนี่ ถึงกรณีที่ทางเฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจง กรณีฟิล์ม-แอนนี่ และทางเฮียฮ้อได้กล่าวถึงแอนนี่ว่า ได้คบหาผู้ชาย 4 คนและเรียกเงิน 2.5 แสนบาท จากรายงานข่าวข้างต้นนั้น โดยแอนนี่ได้กล่าวว่า "ตนยังไม่รู้เรื่องที่แถลงข่าว ยังไม่ได้ดูข่าวที่เฮียฮ้อออกมาแถลงข่าว"

นอกจากนั้นผู้สื่อข่าวได้ถามต่ออีกว่า ถ้าทางจุ๊น-กิตติคุณ จะนำหลักฐานการโอนเงิน และเอกสารเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศ ในช่วงเวลาดังกล่าวออกมาเปิดเผยทางแอนนี่จะว่าอย่างไร ทางแอนนี่ได้ตอบว่า "ตนขออยู่อย่างเงียบๆ ไม่ข้อให้ข้อมูลใดๆ หน้าที่ของตนเวลานี้มีหน้าที่เดียว คือเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเวลานี้ น้องฑีฆายุงอแงมาก" ซึ่งผู้สื่อข่าวใช้เวลาเพียง 1 นาทีกว่าๆ ในการสนทนากับแอนนี่

ท้ายสุดทางแอนนี่ได้ขอร้องให้สื่อมวลชนที่เฝ้าทำข่าวอยู่ข้างล่างคอนโดมิเนียม เดินทางกลับไปก่อน เพราะวันนี้จะอยู่แต่ในที่พัก ไม่ออกไปไหน ตนไม่มีอะไรจะพูดแล้วและขอเวลาเป็นส่วนตัวกับลูกบ้าง

ด้าน จ.ลำปาง ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามนางจันทร์คำ มีเลข แม่ดาราสาวกรณีที่ “เฮียฮ้อ”ออกมาเปิดโปงถึงเรื่องความประพฤติ โดยนางจันทร์คำ กล่าวว่า ตนไม่ได้ดู ส่วนเรื่องแอนนี่จะคบใครตนไม่ทราบ ไม่เคยถาม รู้เพียงว่าแอนนี่เป็นคนชอบเก็บตัวไม่มั่วกับใคร เวลากลับมาบ้านก็ไม่ได้ออกไปไหน อยู่แต่ในบ้าน ยืนยันว่าลูกสาวไม่มีคนอื่น มีเพียงฟิล์มคนเดียว หากลูกสาวจะมีคนอื่นคงมีไปนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เรียนหนังสือแต่ก็ไม่มี ตนไม่อยากพูดถึงเพราะใครจะดีหรือไม่ดีสังคมก็จะรู้ได้เอง ในฐานะแม่ก็ย่อมรักและเป็นห่วงอยากปกป้องลูก แต่การปกป้องคงไม่ใช่การออกมาพูดแบบไร้สาระ และเป็นเรื่องส่วนตัว.

ล่าสุด ที่ห้างสยามพารากอน ค่ำวันเดียวกัน จุ๊น-กิตติคุณ เดินทางมาเปิดตัวสินค้ายี่ห้อหนึ่งพร้อมผู้จัดการ ก่อนจะให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น ได้ยินข่าวแรก ๆ ก็ไม่รู้สึกอะไร แต่นับวันยิ่งหนักขึ้น บางกระแสระบุว่าตนหนีไปอเมริกา ส่วนตัวแล้วไม่ได้รู้จักกับแอนนี่เป็นการส่วนตัว ไม่ได้สนิทสนมกันเลย เคยเจอนานมากแล้ว ที่ออกมาพูดเนื่องจากอยากให้ข่าวเงียบลง เนื่องจากฝ่ายหญิงเสียหายมามากแล้ว รู้สึกสงสารแอนนี่กับลูกชายเขามาก

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกรณีเฮียฮ้อ ออกมาพูดพาดพิง หนุ่มจุ๊นชี้แจงว่า "ผมเป็นเด็ก ไม่ได้โกรธอะไร เคารพผู้ใหญ่ทุกคน ไม่อยากจะไปพาดพิงถึงบุคคลที่สาม อยากจะชี้แจงในส่วนผมกับแอนนี่เท่านั้น"

เมื่อถามต่อว่า กระแสข่าวว่าแอนนี่ใหจ่ายเงิน 250,000 บาทเพื่อเป็นพ่อเด็ก จุ๊น ตอบว่า เป็นเรื่องไม่จริง สมมุติมีคนมาจ้างให้รับเป็นพ่อเด็กใครที่ไหนเขาจะยอม ส่วนเรื่องมีคนจ้างให้มาเป็นแพะรับบาปด้วยเงิน 10 ล้านบาทนั้น ประเด็นนี้ก็ไม่มีแน่นอน เงินซื้อผมไม่ได้ ยังไงความจริงต้องเป็นความจริง ส่วนกระแสว่าจะรับเป็นพ่อเด็กก็ไม่มีเช่นกัน"

เมื่อถามต่อว่า กล้าตรวจดีเอ็นเอหรือไม่ ดาราหนุ่ม ตอบว่า "กล้า ผมไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับแอนนี่ ในมุมกลับกันเมื่อไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแล้วทำไมผมต้องตรวจ เรื่องที่เกิดขึ้นทางผู้ใหญ่ทางช่อง 3 ก็ได้เรียกไปคุยบ้าง

ถามว่า จะฟ้องกรณีถูกพาดพิงหรือไม่ จุ๊น ตอบว่า มันก็ขึ้นอยู่กับว่า ถูกพาดพิงขนาดไหน ส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใด ถ้าส่งผลต่ออาชีพและครอบครัวก็คงต้องฟ้อง ส่วนที่มีคนบอกว่าเด็กหน้าเหมือนผม ผมยังไม่เคยเห็นหน้าน้องเขาเลย.
ที่มา dailynews

"จุ๊น กิตติคุณ" หรือเขาคนนี้ คือพ่อของลูก "แอนนี่" ตัวจริง

"จุ๊น กิตติคุณ" หรือเขาคนนี้ คือพ่อของลูก "แอนนี่" ตัวจริง กลายเป็นเรื่องโอละพ่อไปซะแล้ว เมื่อจู่ๆหนุ่ม จุ๊น กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธุ์สุข ก็โดนหาว่าอาจจะเป็นพ่อของลูกชาย แอนนี่ อีกคนแล้วค่ะ โอ๊ะโอ...ท่าทางงานนี้จะขุดคุ้ยเรื่องกันยาวซะแล้วสิค่ะ


จุ๊น กิตติคุณ สัมฤทธิ์พันธุ์สุข เกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2528 อายุ 25 ปี มีผลงานในวงการบันเทิงมากมาย อาทิเช่น มิวสิควิดีโอเพลง ทำอะไรสักอย่าง ของป้าง, มิวสิควิดีโอเพลงพูดดังๆ Zita, มิวสิควิดีโอเพลงmissed call ซินญอริต้า, ละครกุหลาบตัดเพชร , ละครหุบเขากินคน, ละครหาบของแม่, ละครขบวนการปิ๊ด ปี้ ปิ๊ด และภาพยนต์เรื่อง เดอะกิ๊ก ฯลฯ


บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปคงไม่มีใครจะรู้ดีเท่าเจ้าตัวเป็นแน่ แต่ยังไง women.mthai ก็ขอให้เรื่องจบลงด้วยดีนะคะ อย่าให้เด็กตัวเล็กๆ ตาดำๆ ต้องตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่ไม่มีความรับผิดชอบของผู้ใหญ่อย่างนี้เลย

รวบรวมและเรียบเรียงโดย women mthai team
ที่มา women mthai team

เรื่องเด่นเย็นนี้ ไฟไหม้บ้านจักรภพ เพ็ญแข (28-09-10)

เรื่องเด่นเย็นนี้ ไฟไหม้บ้านจักรภพ เพ็ญแข (28-09-10)

ด่วน! ไฟไหม้ บ้านจักรภพ เพ็ญแข แกนนำนปช.

ผู้สี่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ขนาด 2 ชั้น ภายในซอย พหลโยธิน 56 ตรวจสอบภายหลังทราบว่าบ้านหลังกล่าวเป็นบ้านของบิดา ของนายจักรภพ เพ็ญแข ผู้หนีคดีอยู่ในต่างประเทศตอนนี้ โดยมีผู้อยู่ภายในบ้านประมาณ 2 คน เบื้องต้นผู้อยู่อาศัยทั้งหมดหนีออกมาปลอดภัยหมดแล้ว

ขณะที่ล่าสุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ฉีดน้ำจนสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้ว และไม่ให้ลุกลามไปบ้านข้างๆ เบื้องต้นคาดสาเหตุน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เจ้าหน้าที่จะทำการสืบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ต่อไป

ที่มาโดย ทีมข่าวMthai

เดือด"เฮียฮ้อ"แฉแหลก"แอนนี่"คบผู้ชาย 4 คน

เฮียฮ้อแฉฝ่ายหญิงคบผู้ชายพร้อมกัน 4 คน สองในสี่มีฟิล์ม รัฐภูมิ และจุ้น- กิตติคุณอยู่ด้วย พร้อมยืนยันดันฟิล์มโกอินเตอร์
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 ก.ย. ที่อาคารเชษฐโชติศักดิ์ 3 ชั้น7 นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ได้แถลงข่าวกรณีสัมพันธ์สวาทฉาวระหว่างฟิล์ม รัฐภูมิ และแอนนี่ บรู๊ค โดยกล่าวว่า หลังจากเมื่อวานนี้ทางนักแสดงหนุ่มได้เดินทางมาขอพบเพื่อขอโอกาสในการหวนคืนวงการบันเทิงนั้น ทางบ.อาร์เอสได้พิจารณาว่าควรที่จะยกเลิกคำสั่งก่อนหน้านี้ที่มีการสั่งระงับงานของนักแสดงหนุ่ม ส่วนเรื่องของทางแอนนี่ที่ตกเป็นข่าวอยู่นั้น ตนมีหลักฐานที่สามารถพูดได้ว่า ช่วงเดือนธันวาคมนักแสดงสาวคนดังกล่าวได้คบผู้ชายพร้อมกันถึง 4 คนซึ่ง 2 ใน 4 นั้นมีฟิล์ม รัฐภูมิ และจุ้น- กิตติคุณรวมอยู่ด้วย อีกทั้งตนยังทราบอีกว่าทางแอนนี่-บรู๊คได้นำเรื่องที่ตัวเองท้องไปบอกเพื่อเรียกร้องขอเงินจำนวนสองแสนห้าหมื่นบาท อีกด้วย อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น ตนได้มีการพูดคุยกับทางผู้ใหญ่ของทางช่อง 3 เกี่ยวกับกรณีนี้ ซึ่งทางผู้ใหญ่ของช่อง 3 ได้บอกกับตนว่าทางจุ้น กิตติคุณ ได้เข้ามาขอคำปรึกษาเช่นเดียวกัน
ส่วนเรื่องอนาคตของฟิล์มนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำพยายามป้อนงานที่สามารถให้ทำได้ให้นักแสดงหนุ่มทำก่อน ซึ่งขณะนี้ได้มีการพูดคุยเรื่องการโกอินเตอร์ของฟิล์มกับทางเกาหลีอยู่ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าทางเกาหลีกลัวจะเสียภาพพจน์หรือไม่ ทางเฮียฮ้อบอกเป็นนัยๆว่า ไม่กลัว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามอีกว่าจะล้างภาพพจน์ที่เสียของฟิล์มไปได้อย่างไร ทางเฮียฮ้อตอบว่า ขึ้นอยู่กับทางฟิล์มมากกว่า ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร ตนได้แต่คอยชี้แนวให้ รวมทั้งเมื่อวานที่มีกระแสข่าวว่าฟิล์มจะไม่ไปโผล่ที่รายการตีสิบนั้น ตนขอบอกว่าตนเป็นคนขอให้ฟิล์มไม่ไปเอง เพราะว่าทางฝ่ายหญิงบอกแล้วว่าถ้าฟิล์มไปจะไม่ไปอัดรายการ ซึ่งตนได้แต่บอกว่าสื่อมวลชนรู้ๆกันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร
ที่มา เดลินิวส์

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

“แอนนี่”เผยไม่กลัวเผชิญหน้า“ฟิล์ม”

“แอนนี่”เผยไม่กลัวเผชิญหน้า“ฟิล์ม” “แอนนี่ บรู๊ค” เตรียมอัดรายการตีสิบ ระบุไม่หวั่นเผชิญหน้า “ฟิล์ม” เผยพระเอกหนุ่มส่งข้อความมา “เจอกันที่รายการตีสิบ”

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ซ.ลาดพร้าว 15 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. ฟิลม์-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ พระเอกนักร้องชื่อดัง ที่กำลังตกเป็นข่าวกับดาราสาว แอนนี่ บรู๊ค ได้เดินทางเข้าพบ เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ โดยฟิล์ม กล่าวว่า มาพบกับทางคณะผู้บริหาร เพื่อปรึกษาเรื่องงาน ซึ่งผู้ใหญ่ก็กำลังพิจารณาอยู่ เฮียก็ให้คำปรึกษา

ขณะเดียวกันได้มีสามเณร ชาญชัย เรืองวุฒิชนะพืช อายุ 27 ปี ลูกวัดสังข์กระจาย ย่านฝั่งธนฯ เดินทางมาขอยื่นจดหมายให้กับฟิล์ม โดยทางพีอาร์ของทางอาร์เอสได้รับหนังสือแทน ซึ่งสามเณรชาญชัย กล่าวว่า ที่เดินทางมาครั้งนี้ ต้องการเป็นกำลังใจให้แม่ฟิล์มหายป่วยไว ๆ อาตมาชื่นชอบ และติดตามผลงานของพระเอกตั้งแต่ก่อนบวช

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถามแอนนี่ ถึงการเดินทางไปอัดรายการตีสิบ ว่า วันนี้ตนมีคิวที่จะอัดรายการดังกล่าวจริง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเดินทางไปด้วยรถตัวเองหรือไม่ ต้องดูความพร้อมของน้องฑีฆายุ บุตรชาย เสียก่อน ทุกวันนี้สบายดี หลายวันมานี้ได้นอนพักนิดหน่อย เพราะต้องดูแลลูกชาย ไม่เครียดเลย ยังอยู่แบบสบาย ๆ ส่วนน้องก็งอแงบ้าง เหมือนกับว่าเขาจะมีพัฒนาการที่โตขึ้น และแอนนี่ก็เปลี่ยนจุกหัวนมใหม่ ทำให้หงุดหงิดบ้างเป็นบางครั้ง จึงทำให้งอแง

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถามความคืบหน้าของเรื่องการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอว่า มีข้อสรุปอย่างไรบ้าง ดาราสาวแม่ลูกอ่อน กล่าวว่า ขอไม่ตอบในตอนนี้ จะขอตอบในรายการที่เดียว จะได้ยินเหมือนกันหมดทุกคน และรับรู้กันทีเดียวพร้อมกันไปเลย ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะมีความชัดเจนมากขึ้นแน่นอน

“แม่เป็นชาวบ้านคนธรรมดาคนหนึ่งทั่วไป ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ และไม่รับรู้เรื่องเกี่ยวกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น แต่คนนั้นก็ทำแบบนี้ คนนี้ก็ทำแบบนั้น คุณแม่ไม่เคยรู้เรื่อง เพราะฉะนั้น เมื่อมีเรื่องไปกระทบต่อสุขภาพจิตใจ มีนักข่าวเข้าไปสัมภาษณ์ สอบถามกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอด จากชีวิตที่เคยอยู่อย่างสงบก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมา จนคุณแม่เกิดความเครียดมากกว่าคนปกติหลายเท่า เพราะชีวิตชาวบ้านคนธรรมดาคนหนึ่ง มีคนนั้นมาถาม คนนี้เข้ามาถามตลอด การใช้ชีวิตประจำก็เปลี่ยนไป แค่มีเรื่องว่าลูกท้องไม่มีพ่อก็เครียดมากพออยู่แล้ว เพราะคนที่เสียหายย่อมเป็นแม่ผู้หญิง หากมองกันลึก ๆ แอนนี่ไม่ต้องการที่จะว่าใคร หากมองกันจริงแล้วคนเสียย่อมเป็นครอบครัวของฝ่ายหญิงเสมอ เพราะแค่นี้คุณแม่ก็รู้สึกแย่มากแล้วว่า ลูกสาวจะต้องมาใช้ชีวิตอย่างไร จากที่ลูกสาวท้อง และไม่มีพ่อ คนเป็นแม่จะต้องเจ็บป่วยมากเพียงใด โดยที่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินทอง เรื่องงาน เพราะเรื่องพวกนี้ต้องสู้กันอีกยาว” แอนนี่ กล่าว

เมื่อถามว่าฟิล์มได้โทรศัพท์หาบ้างหรือไม่ แอนนี่ ตอบว่า ฟิล์มโทรศัพท์มาเพียงครั้งเดียวจริง ๆ ไม่ได้โทรศัพท์มาแบบว่าตลอด หรือง้อตลอด มันไม่มีอารมณ์แบบนั้นอีกแล้ว โทรศัพท์มาเพียงครั้งเดียว และไม่รับโทรศัพท์ ก็ออกมาเป็นข่าวว่า ฟิล์มพยายามโทรศัพท์หาแอนนี่ตลอด แต่ไม่มีใครรับสาย เหมือนกับว่าโทรศัพท์มา เพื่อต้องการจะเป็นข่าวเท่านั้น หากต้องการโทรศัพท์คุยกันสองคนคงไม่เป็นข่าว ส่วนที่ฟิล์มบอกว่า มีการส่งข้อความมานั้น เป็นเพียงข้อความว่า เจอกันที่รายการตีสิบ ทั้งนี้ แอนนี่ไม่กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับฟิล์ม ยังไงแอนนี่ก็ต้องไปทำหน้าที่ของแอนนี่ ส่วนจะเจอหรือไม่นั้น ต้องเป็นเรื่องของฟิล์ม เพราะ คุณวิทวัส สุนทรวิเนตร ผู้ดำเนินรายการตีสิบ บอกสื่อไปแล้วว่าแอนนี่เป็นแขกรับเชิญ ส่วนฟิล์มจะมาหรือไม่นั้น แอนนี่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน.
ที่มา เดลินิวส์

ฟิล์มบุกรายการตีสิบ ดักพบแอนนี่

ฟิล์มบุกรายการตีสิบ ดักพบแอนนี่ ลุ้นตัวโก่ง พ่อแม่ลูกพบหน้า ครอบครัวดารา "ฟิล์ม-แอนนี่" ด้านดาราหนุ่มเตรียงควงคุณแม่ดักพบหน้าว่าที่สะใภ้-หลาน ช่วงไปอัดรายการ "ตีสิบ" เซ็นทรัลพระราม 2 เผยเจ้าตัวพยายามติดต่อฝ่ายหญิงแต่ไร้เสียงตอบรับ จำต้องดักพบเคลียร์ปัญหา ด้าน "แอนนี่" ยังเก็บตัวเงียบ ฝากคนสนิทขอบคุณสื่อไม่ทอดทิ้ง "เฮียฮ้อ"ไม่ท้อรอเวลาดัน “ฟิล์ม” กลับเข้าวงการอีกครั้ง ยันไม่ได้ยกเลิกสัญญา

จากกรณีสัมพันธ์ระหว่างพระเอกนักร้องชื่อดัง “ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ กับนักแสดงสาวลูกครึ่ง “แอนนี่ บรู๊ค” ที่ลุก ลามบานปลายกลายเป็นเรื่องทะเลาะวิวาท ของคนใกล้ชิด และเป็นประเด็นร้อนที่คนทั้งประเทศต่างพูดถึงและให้ความสนใจ ติดตามอย่างต่อเนื่องว่าเรื่องอลวนของคนบันเทิงจะยุติลงเช่นใด ตามข่าวที่นำเสนอไปอย่างต่อเนื่องนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ออกมาชี้แจงถึงอาการล่าสุดของนางโคมมนต์ ทองมั่ง มารดาฟิล์ม รัฐภูมิ ว่า หลังจากที่ทางนางโคมมนต์ได้มาพักรักษาตัวที่บ้านพักย่านห้วยขวาง อาการทั่วไปดีขึ้นมาก แต่ยังมีอาการความเครียดอยู่เล็กน้อย อาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะจากที่เคยมีกลับลดลง สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ โดยช่วงบ่ายวันที่ 27 ก.ย. ทางนักแสดงหนุ่ม “ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์และมารดา จะเดินทางเพื่อเข้าพบ “เฮียฮ้อ” นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ที่อาคารเชษฐโชติศักดิ์ เพื่อเข้าไปขอคำปรึกษาถึงกรณีดังกล่าว และหลังจากที่ทางฟิล์มและนางโคมมนต์ได้พูดคุยกับทางนายสุรชัยเสร็จแล้วนั้น จะเดินทางไปยังสตูดิโอของรายการตีสิบ ที่ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพระราม 2 เพื่อขอพบทางแอนนี่ หลังมีกระแสข่าวว่าทางแอนนี่จะไปอัดรายการดังกล่าวตอน เวลา 17.00 น. ซึ่งทางฟิล์มพยายามติดต่อนางเอกสาวหลายครั้งแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงอยากจะเดินทางไปพบแอนนี่และลูก อย่างไรก็ตามตลอดทั้งวันฟิล์มยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องพักภายในบ้านพักกับครอบครัวเพื่อดูแลมารดา และงดให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

ขณะที่บรรยากาศที่บริเวณหน้าอาคารดี 1 บ้านสวนธน รัชดาภิเษก คอนโดมิเนียม ซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 9 ซึ่ง เป็นห้องพักของแอนนี่ บรู๊ค ได้มีกองทัพสื่อมวลชนเฝ้ารอทำข่าวความเคลื่อนไหวของแอนนี่ บรู๊คและลูกชาย “น้องฑีฆายุ” หลังจากที่มีกระแสข่าวออกมาว่าทางนางเอกสาวยอมปรากฏตัวต่อสาธารณชนเพื่ออัดรายการทีวี ตีสิบนั้น ปรากฎว่าตลอดทั้งวันนักแสดง สาวยังคงเก็บตัวอยู่ภายในห้องพักกับลูกชาย “น้องฑีฆายุ” รวมทั้งรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นโฟกัส หมายเลขทะเบียน สต 9854 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของดาราสาวก็จอดอยู่ที่ลานจอดรถภายในคอนโดฯที่เดิมไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายไปไหน

ทางด้านนายสมาน จันทร์ยิ้ม วิน จยย.รับจ้างที่แอนนี่ไว้วางใจ ใช้ซื้อข้าวปลาอาหารให้ กล่าวว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วัน ที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา นางเอกสาวได้ติดต่อเข้ามาหาตนเพื่อจะให้ไปทำธุระให้ แต่เนื่องจากตนติดธุระจึงไม่สามารถไปได้ และทางแอนนี่ได้สอบถามว่าบริเวณด้านหน้าอาคารมีสื่อมวลชนมาดักรอทำข่าวหรือไม่ ตนก็ตอบไปว่ามี ซึ่งดาราสาวกล่าวว่า ฝากความขอบคุณไปถึงบรรดาสื่อมวลชนที่เฝ้ารอทำข่าวด้วยว่า รู้สึกดีใจที่ทางสื่อมวลชนให้ความสนใจตนและไม่ทอดทิ้ง แต่ยังไม่สะดวกที่จะออกมาพูดอะไรตอนนี้ เนื่องจากต้องดูแลและเลี้ยงลูกชายตามลำพัง และเป็นห่วงอาการป่วยของมารดาตนที่อยู่ต่างจังหวัดอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2-3 วันก่อน ตนได้สังเกตเห็นว่ามีรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด สีขาว ไม่ทราบทะเบียน ซึ่งเป็นรถของเพื่อนสนิทของแอนนี่ที่อยู่ภายในอาคารเดียวกันชื่อ “ทราย” ขับรถเข้าออกคอนโดฯหลายครั้ง และทุกครั้งที่กลับมาจะมาพร้อมถุงอาหารและของใช้เป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าน่าจะซื้อไปให้ดาราสาวและลูกชาย

ทางด้านความเคลื่อนไหวของ “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” บิ๊กบอสของอาร์เอส ได้โพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์ในวันเดียวกันนี้ว่า “ทุกคนย่อมเคยทำผิดพลาดในชีวิตมาแล้วทั้งสิ้นจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่หากมีความตั้งใจและพยายามแก้ไขให้ถูกต้องเมื่อมีโอกาสก็จะมีคนสรรเสริญ” ทั้งนี้ ข้อความต่าง ๆ ในทวิตเตอร์ของเฮียฮ้อนั้นได้กล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับฟิล์มอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่ออกมาปฏิเสธการระงับงานของนักแสดงหนุ่มว่า “การระงับงานก็เพื่อให้ฟิล์มและครอบครัวไปจัดการปัญหาส่วนตัวให้เรียบร้อยเมื่อปัญหาคลี่คลายและมีสภาพจิตใจสมาธิพร้อมค่อยมาคุยกันไม่ได้เลิกสัญญา”.
ที่มา dailynews

นักบินสหรัฐฯ ยืนยัน “มนุษย์ต่างดาว” เยือนโลก-บุกคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์

นักบินสหรัฐฯ ยืนยัน “มนุษย์ต่างดาว” เยือนโลก-บุกคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ เอเจนซี - แม้จะฟังดูเหมือนภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ของ สตีเวน สปิลเบิร์ก แต่นักบินอาวุโสของสหรัฐฯ หลายคนยืนยันว่าเคยเห็นจานบินของมนุษย์ต่างดาวมาลอยลำอยู่เหนือคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ของอังกฤษและสหรัฐฯ ทำให้อาวุธดังกล่าวใช้การไม่ได้ และถึงกับเคยลงจอดที่ฐานทัพแห่งหนึ่งในอังกฤษ

พวกเขายังเตือนว่า รัฐบาลทั้งสองประเทศกำลังปกปิดเรื่องของมนุษย์ต่างดาวไม่ให้ชาวโลกรับรู้

กัปตันโรเบิร์ต ซาลาส หนึ่งในผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าวระบุว่า “เรากำลังพูดถึงวัตถุบินได้ซึ่งไม่ทราบที่มา หรือที่เรียกกันว่ายูเอฟโอ”

“กองทัพอากาศสหรัฐฯ กำลังโกหกเรื่องยูเอฟโอที่ปรากฏตัวตามคลังแสงนิวเคลียร์ และพวกเราสามารถพิสูจน์ได้”
อดีตทหารอากาศผู้นี้อ้างว่า เคยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยตาตนเองเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ปี 1967 ที่ฐานทัพอากาศมาล์มสตรอมในมลรัฐมอนทานา

“ตอนที่ผมเข้าเวรอยู่ ผมเห็นวัตถุประหลาดลอยเข้ามาเหนือฐานทัพ จากนั้นขีปนาวุธกว่า 10 ลูกก็ไม่ทำงานขึ้นมาเฉยๆ และเหตุการณ์อย่างนี้ก็เกิดขึ้นในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา แสดงว่าพวกมันสนใจอาวุธนิวเคลียร์ของเรามาก ไม่ว่ามันจะมาจากไหนก็ตาม แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าพวกมันไม่ได้มาจากโลกของเราแน่”

น.อ.ชาร์ลส ฮอลต์ กล่าวว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้วตนเคยเห็นยูเอฟโอที่ฐานทัพอากาศเบนวอเตอร์ส ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานทัพไม่กี่แห่งของอังกฤษซึ่งเก็บอาวุธนิวเคลียร์

ตอนแรกเขาเห็นแสงสว่างจ้าส่องลงมาที่ฐานทัพ จากนั้นจึงได้ยินวิทยุทหารรายงานว่า มนุษย์ต่างดาวลงจอดภายในคลังแสงนิวเคลียร์

“ผมเชื่อว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และอังกฤษพยายามหันเหความสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้นที่ฐานทัพอากาศเบนวอเตอร์สมาโดยตลอด โดยการปกปิดข้อมูลทุกวิถีทาง” ฮอลต์กล่าว

อดีตทหารอากาศสหรัฐฯ 6 คน และอดีตทหารเกณฑ์อีก 1 คน เตรียมเปิดเผยข้อมูลที่สนับสนุนการพบเห็นมนุษย์ต่างดาวของพวกเขา รวมถึงคำให้การของทหารวัยเกษียณกว่า 120 นายที่ยืนยันตรงกันว่ามนุษย์ต่างดาวเคยมายังสถานที่เก็บอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2003

ในงานแถลงข่าวที่มลรัฐวอชิงตันวันนี้(27) จะมีการเสนอคำบอกเล่าของ น.อ.บรูซ เฟนสเตอเมเกอร์ ซึ่งเพื่อนร่วมทีมของเขาเคยเห็นยูเอฟโอรูปร่างคล้ายซิการ์ลอยอยู่เหนือฐานทัพอากาศ ฟรานซิล อี วอร์เรน ในมลรัฐไวโอมิง เมื่อปี 1976

ด้าน โรเบิร์ต เฮสติงส์ นักวิจัยผู้ศึกษาด้านยูเอฟโอกล่าวว่า “ในที่สุด พยานเหล่านี้ก็ออกมายืนยันว่า แม้จะฟังดูเหลือเชื่อสำหรับบางคน แต่มนุษย์ต่างดาวได้จับตาดูพวกเรามานาน และบางครั้งยังมาทำลายอาวุธนิวเคลียร์ของเราอีกด้วย”
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ค้นหาที่มาแห่งดวงดาวกับ 'สตีเฟน ฮอว์คิง'

ผมชื่อสตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ นักจักรวาลวิทยา และค่อนข้างเป็นนักฝัน ถึงแม้ผมจะเคลื่อนไหวไม่ได้ และต้องพูดผ่านคอมพิวเตอร์ แต่ในความคิดของผม ผมเป็นอิสระ อิสระที่จะท่องไปในจักรวาลและเล่าเรื่องราวสุดยอด เรื่องราวของทุกสิ่งที่เคยมีมา ตั้งแต่เวลาที่จักรวาลเริ่มต้น จนถึงการสร้างโลกของเราและทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น และเลยไปจนถึงอนาคตอันไกลโพ้น จนถึงจุดจบของจักรวาลเอง การเดินทางผ่านอวกาศและกาลเวลาทั้งปวง...
ในกาแล็กซีนั้นมีดาวฤกษ์สีเหลืองที่เห็นกันจนเบื่อ ซึ่งมีดาวเคราะห์แปดดวงโคจรอยู่รอบ ๆ และบนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งก็มีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งซึ่งเพิ่งเข้าใจว่าจักรวาลช่างเป็นสถานที่น่าทึ่งจริง ๆ และนั่นคือพวกเรา ในศตวรรษที่ผ่านมา เราได้ค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับจักรวาลมากยิ่งกว่าครั้งไหนในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และกำลังใช้ชีวิตอยู่ในเวลาที่เริ่มเข้าใจว่าโลกและทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรานั้นประกอบด้วยดวงดาวต่าง ๆ เตาไฟเดือดพล่านจากก๊าซไฮโดรเจน เหมือนอย่างดวงอาทิตย์ก่อให้เกิดแม้กระทั่งอะตอมในเปลือกตาของคุณ ค้นพบว่าจักรวาลนั้นเก่าแก่จนแทบจะเกินจินตนาการ คือประมาณ 14,000 ล้านปี และมันจะดำรงอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อยสองเท่าของระยะเวลาดังกล่าว

จักรวาลกำลังขยายออก ขยายไปทุกทิศทุกทาง ใหญ่ขึ้น ๆ เหมือนลูกโป่งสูบลม ถ้าเราถอยหลังไปไกลพอ ทุกอย่างก็จะอยู่ใกล้กันมากขึ้น กาแล็กซีทั้งหมด หรือที่จริงคือทุกสิ่งทุกอย่างจะรวมกันเป็นจุดเดียว จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งเมื่อ 13,700 ล้านปีที่แล้ว เมื่อตามเบาะแสไปเราก็สามารถอนุมานได้ว่า เมื่อนานแสนนานมาแล้วจักรวาลได้เกิดขึ้นโดยการระเบิดในเหตุการณ์ที่เรียกว่าบิ๊กแบง

ณ จุดเริ่มต้น บิ๊กแบงเกิดขึ้นในความมืดสนิท มันเป็นเพียงกลุ่มหมอกควันเล็ก ๆ ที่ร้อนจัด จากนั้นมันก็ขยายออก ด้วยการวาบครั้งใหญ่ของการแผ่รังสี จากขนาดเล็ก ว่าอะตอมจนมีขนาดพอ ๆ กับผลส้มนั้น ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งในล้านล้านวินาที จู่ ๆ จักรวาลก็พองขึ้นมาเป็นตัวเป็นตน คลี่ออกมา กางออกมา ใหญ่ขึ้นและเย็นลงทุกชั่วขณะที่ผ่านไป และภายใน 100 วินาที มันก็ใหญ่เท่าระบบสุริยะของเรา คือกว้างหลายล้านล้านกิโลเมตร

ระหว่างที่สิ่งนี้เกิดขึ้น พลังงานบริสุทธิ์ของจักรวาลก็เริ่มเย็นลงและสร้างสสารในรูปของอนุภาคย่อยที่เล็กกว่าอะตอมจำนวนนับไม่ถ้วน จักรวาลเปลี่ยนจากหมอกควันก๊าซ เป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกาแล็กซี และสิ่งที่ผลักดันให้เกิดกลไกนาฬิกาจักรวาลนี้ก็คือแรงโน้มถ่วง

เมื่อศตวรรษที่ 17 ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงนี้ค้นพบโดยเซอร์ไอแซค นิวตัน ว่ากันว่าเขาเกิดความเข้าใจเรื่องนี้เมื่อลูกแอปเปิ้ลหล่นใส่หัวเขา ลูกแอปเปิ้ลช่วยให้เขาตระหนักว่าของทุกอย่าง ยิ่งมีมวลมากเท่าไหร่แรงดึงก็ยิ่งมากเท่านั้น แอปเปิ้ลถูกดึงดูดเข้าหาโลก และถึงแม้จะมองไม่เห็นแต่โลกก็ขยับเข้าหาแอปเปิ้ลเล็กน้อย ทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนเข้าหากันโดยพลังของแรงโน้มถ่วง และมันก็ถูกสร้างขึ้นในบิ๊กแบง และทำงานมานับแต่นั้นหลังจากที่บิ๊กแบงเกิดขึ้น

13,500 ล้านปีก่อน จักรวาลเป็นเพียงก๊าซไฮโดรเจนเกือบทั้งหมด โดยมีแรงโน้มถ่วงค่อย ๆ ดึงมันเข้ามาเป็นเมฆหมอกมหึมา ไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่เรียบง่ายที่สุด แต่มันเป็นแหล่งพลังงานมหาศาล ถ้าให้ความร้อนไฮโดรเจนจนถึงประมาณสิบล้านองศา มันจะเริ่มผลิตพลังงานซึ่งทำให้ดาวฤกษ์ส่องแสง และให้ความอบอุ่นและแสงสว่างแก่จักรวาล
แรงโน้มถ่วงอัดหมอกควันก๊าซไฮโดรเจนเป็นเวลาล้าน ๆ ปี ลึกลงไปที่ใจกลางไฮโดรเจนเริ่มร้อนพอที่กระบวนการฟิวชั่นจะเกิดขึ้น ดาวฤกษ์ดวงแรกระเบิดขึ้นมามีชีวิตและเทพลังงานเข้าสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นผลผลิตของกฎธรรมชาติและวัตถุดิบซึ่งเหลือมาจากบิ๊กแบง มันใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราเกือบหนึ่งพันเท่า และเผาไหม้เป็นสีน้ำเงินเข้ม

ราว ๆ 300 ล้านปีหลังจากบิ๊กแบง ดาวรุ่นแรก ๆ เริ่มรวมตัวเป็นกาแล็กซี ซึ่ง ค่อย ๆ มีรูปร่างและขนาดที่หลากหลายอย่างน่าประหลาดใจ เชื่อกันว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกของเราเป็นหนึ่งในกาแล็กซีเก่าแก่ที่สุด โดยเชื่อกันว่ามันรวมตัวขึ้นเมื่อราว 13,000 ล้านปีที่แล้ว มันมีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 9.6 ล้านล้านกิโลเมตร และประกอบด้วยดาวราว ๆ 200,000 ล้านดวง

ขณะเดียวกัน แรงโน้มถ่วงก็มีด้านมืดของมัน เพราะที่ใจกลางกาแล็กซีของเราก็มีตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นมาท้าทาย มันคือหลุมดำ ซึ่งมีบทบาทหลักในการก่อตัวของกาแล็กซีด้วย หลุมดำเกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์ดวงใหญ่ ซึ่งมีคนบอกว่ามันมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา 20 เท่า ได้จบชีวิตของมันลง ยิ่งหลุมดำมีขนาดเล็ก รังสีที่แผ่ออกมาก็ยิ่งมาก
ในอวกาศหลุมดำเล็ก ๆ มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณสี่เท่า และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 24 กิโลเมตร หลุมดำบางอันใหญ่กว่านั้นหลายเท่า และมีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์เป็นพัน ๆ ดวง แล้วก็ยังมีพวกที่ใหญ่มาก ๆ อย่างอภิมหาหลุมดำซึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาแล็กซีเหมือนกับของเรา ว่ากันว่าหลุมดำนี้มีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์สี่ล้านดวง และมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 17 ล้านกิโลเมตร หลุมดำแบบนี้คือศูนย์กลางน้ำหนักมากซึ่งหลายกาแล็กซี รวมทั้งทางช้างเผือกของเราโคจรอยู่รอบ ๆ

ทว่าชีวิตเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เรารู้จัก มันแสดงให้เห็นว่าจักรวาลมีศักยภาพสำหรับแทบจะทุกสิ่ง กระนั้นผมก็รู้สึกทึ่งที่เราสามารถรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับการเริ่มต้นของจักรวาลเมื่อหลายพันล้านปีก่อน แต่เรายังไม่สามารถค้นพบว่าชีวิตเริ่มขึ้นได้อย่างไร คำอธิบายที่อาจเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ เราเป็นอุบัติเหตุ

ติดตามเรื่องราวอันลี้ลับของระบบสุริยจักรวาลได้ในสารคดี Into The Universe With Stephen Hawking: The Story of Everything ออกอากาศอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2553 เวลา 20.00 น. ทางช่อง ดิสคอฟเวอรี่ แชนแนล ทรูวิชั่นส์ 20.
ที่มา dailynews

วันวานถึงวันนี้ 'ผู้แจ้งเกิด' ตำนาน 'อินทรีแดง' 'เริงชัย ประภาษานนท์'

ระยะนี้มีกระแสข่าวว่า “อินทรีแดง” ตำนาน “ซูเปอร์ฮีโร่เมืองไทย” ที่อยู่ในเวิ้งความทรงจำของไทยรุ่นเก่ายาวนานกว่า 50 ปี จะถูก ปัดฝุ่นกลับมาโลดแล่นบนโลกมายาอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแบบไหน-อย่างไรก็ต้องรอดูกันไป อย่างไรก็ตาม “อินทรีแดง” คงจะไม่อาจแจ้งเกิดได้ หากไม่มีนักประพันธ์รุ่นลายคราม เจ้าของนามปากกา “เศก ดุสิต” หรือชื่อ-นามสกุลจริง “เริงชัย ประภาษานนท์” คนนี้...

@@@
ฟ้าครึ้มฝนกลางบ่ายของวันต้นสัปดาห์ ในเดือนสิงหาคม เริงชัย ประภาษานนท์ หรือที่แฟนอาชญนิยาย ที่แฟนอินทรีแดง คุ้นเคยในชื่อ เศก ดุสิต เปิดบ้านต้อนรับทีม “วิถีชีวิต” และเริ่มที่การสัพยอกว่า ไม่บ่อยที่บ้านหลังนี้จะยอมรับแขกแปลกหน้า ซึ่งหลังเก็บตัวเงียบในช่วงหลายปีหลังมานี้ อาจารย์เริงชัยในวัย 81 ปี บอกเราว่า ชอบอยู่เงียบ ๆ ตามประสาคนแก่ โดยไม่ออกงานมานานแล้ว แม้แต่ตอนที่ได้รับรางวัลนราธิป ประจำปี 2552 ก็ไม่ได้เดินทางไปรับ ซึ่งช่วงนั้นไม่ค่อย สบายด้วย จึงพยายามพักผ่อน และไม่เดินทางไปไหน หากไม่จำเป็น อีกทั้งนิสัยส่วนตัวที่ชอบอยู่บ้านเงียบ ๆ ทำงาน และอ่านหนังสือมากกว่า ประกอบกับหยุดเขียนหนังสือมาตั้งแต่ปี 2532 จึงทำให้ดูห่างหายไปจากวงการ

สาเหตุที่หยุดงานเขียน อาจารย์เริงชัยกล่าวว่า เพราะไม่มีความรู้สึกที่อยากจะเขียนนิยายต่อ อีกทั้งการทำงานในฐานะนักเขียนนั้น อาจารย์บอกว่า “เป็นงานที่หนัก เมื่อร่างกายไม่พร้อมก็ไม่ควรฝืน คนไม่เป็นนักเขียน ไม่มีวันรู้ซึ้งถึงความรู้สึก ของวันที่เขียนไม่ออกว่ามันอึดอัดขนาดไหน ก่อนที่จะหยุดเขียน ผมทำงานหนักมาก สัปดาห์หนึ่งต้องเขียนส่งตามนิตยสารถึง 5 เล่ม เขียน 5 เล่มก็ 5 ตอน เรียกว่าหนักเอาการ พอถึงจุดหนึ่งรู้สึกไม่อยาก เขียนอีก ก็เลยหยุดเขียน หันมาสนใจเรื่องอื่นแทน”

หลังหยุดเขียนนวนิยาย อาจารย์เริงชัยก็หันมาสนใจด้านโหราศาสตร์จริงจัง โดยปัจจุบันนอกจากเป็นคอลัมนิสต์แล้ว ในวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะไปให้ความรู้ด้านโหราศาสตร์กับลูกศิษย์ลูกหาที่วัดไตรมิตรฯเป็นประจำ

“เรื่องแรกที่เขียนที่รวมเล่มคือเรื่อง นอกกฎหมาย ส่วนเรื่องสุดท้ายคือ เดือนเพ็ญ เป็นเรื่องชีวิต ไม่ใช่ เศก ดุสิต แต่ใช้นามปากกาว่า ศิรษา แทน ผมมีหลายนามปากกา จะใช้แตกต่างกันไปตามสไตล์งานเขียน ถ้าเขียนนิทานพื้นบ้านก็จะใช้ ลุงเฉื่อย ส่วนที่มาสนใจด้านโหร จริง ๆ มันเป็นเรื่องความคิดเด็ก ๆ คือไปเรียนลายมือ เพราะแค่อยากจะจับมือผู้หญิงเท่านั้น ทีนี้พอเรียนไปก็มีแง่มุมที่น่าสนใจ ทำไมชีวิตคนมันถึงหักเหได้ ก็เลยสนใจค้นคว้าต่อมาเรื่อย ผมไม่มีครูสอนจริงจังนะ ศึกษาจากตำราเป็นส่วนใหญ่” อาจารย์เริงชัยกล่าว

กับตำนาน “อินทรีแดง” ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่เลือดไทย ปัจจุบันถ้าจะนับวันเริ่มต้นที่อินทรีแดง ถือกำเนิดในรูปของตัวหนังสือ ในปี 2498 นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 55 ปี ถือเป็นหนึ่งในตัวละครอมตะในใจคนไทย ซึ่งกับเรื่องนี้อาจารย์เริงชัยในฐานะผู้ให้กำเนิดบอกว่า วันแรกที่เขียนไม่คิดว่าอินทรีแดงจะเดินทางมาได้ยาวไกลขนาดนี้ ตอนที่เขียนเพราะอยากตอบสนองแรงบันดาลใจของตนเอง ณ ขณะนั้น และทั้งที่เคยหยุดเขียนไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาเขียนใหม่ เพราะทนเสียงแฟนอินทรีแดงที่ส่งจดหมายเข้ามาขอร้องไม่ไหว จนเมื่อเกิดอุบัติเหตุกับพระเอกชื่อดัง ถึงทำให้อินทรีแดงมีโอกาสหยุดนิ่ง ทิ้งไว้เพียงร่องรอยในอ่าวความทรงจำ

“ตอนที่ มิตร ชัยบัญชา ตายนั่นแหละ ผมถึงได้หยุดเขียนอินทรีแดงเป็นการถาวร” อาจารย์เริง ชัยกล่าว ก่อนเล่าว่า เขียนอินทรีแดงเพราะชอบบทบาท ของ ร็อก ฮัตสัน ในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง จึงกลับมาคิดตัวละครเพื่อเขียนเป็นนวนิยายขึ้น มีตัวเอกชื่อ “โรมฤทธิไกร” กับคาแรกเตอร์สุภาพบุรุษในชุดหนังสีดำ ภายใต้ “หน้ากากอินทรีแดง” เรื่องราวขณะนั้นก็นำมาผูกเข้ากับสภาพปัญหาทางสังคม ทั้ง การตัดไม้ทำลายป่า การ ทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งกฎหมาย เอื้อมไม่ถึง จึงเป็นหน้าที่ของอินทรีแดงที่จะเข้าไปจัดการแทน

และจุดนี้นี่เองที่อาจเป็นปัจจัยทำให้ตัวละคร “อินทรีแดง” เข้าไปนั่งอยู่ในใจของคนไทยหลายคน นอกเหนือไปจากความคลั่งไคล้ในตัวพระเอก มิตร ชัยบัญชา ที่เป็นอีกปัจจัยประกอบกัน

“ผมเดาว่าที่คนชอบเพราะอินทรีแดงเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับความอยุติธรรม เป็นตัวแทนของคนที่อึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้และมีคนมาทำแทนให้ หรืออีกประการก็อาจเป็นเพราะยุคนั้นเป็นยุคทองของหนังบู๊ เผอิญหนังบู๊ที่มีมาก่อนอินทรีแดงจะเป็นหนังเกี่ยวกับแก๊ง แค่ต่อยตี แต่อินทรีแดงจะไม่ธรรมดา จะมีลีลา มีลูกเล่นเยอะ คนก็เลยมองว่าเรื่องมันแปลก ใหม่ คนก็เลยชอบกัน”

จากบทประพันธ์ที่เป็นตัวหนังสือ ในที่สุดก็มีโอกาสโลดแล่นมีชีวิตในรูปแบบของภาพยนตร์ แต่กว่าจะออกมาโลดโผนได้ก็ไม่ง่าย ต้องรอเวลา จนที่สุดก็กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ชื่อของ “เศก ดุสิต-มิตร ชัยบัญชา-อินทรีแดง แทบไม่ขาดออกจากกัน ซึ่งอาจารย์เริงชัยเล่าว่า ตอนนั้นบทประพันธ์อินทรีแดงได้รับความสนใจจากผู้สร้างภาพยนตร์หลายคนที่เข้า มาติดต่อขอซื้อ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะตนค่อนข้างหวงและรักตัวละครตัวนี้มาก ทุกครั้งที่มีคนจะซื้อ จะถามเสมอว่าใครเป็นพระเอก ถ้าคิดว่าไม่เหมาะก็ไม่ขายให้ จนได้มาผลิตในยุค มิตร ชัยบัญชา จากตอนที่ชื่อว่าจ้าวนักเลง ในปี 2502

“ยอมรับว่าค่อนข้างหวง เพราะคนที่จะเล่นเป็นอินทรีแดง ไม่ใช่ใครที่ไหนจะมาเล่นก็ได้ แต่ต้องมีบุคลิกที่รับกับบทประพันธ์ที่วาดไว้ ตอนนั้นมีคนมาขอซื้อหลายราย แต่ผมหวงตัวละครนี้มาก จะถามว่าใครจะเป็นอินทรีแดง มีรายหนึ่งเขาบอกว่าจะให้ ไชยา สุริยัน เล่น ผมก็บอกว่าเอาไว้ก่อนแล้วกัน คือคิดว่ายังไม่เหมาะ ทั้งที่ตอนนั้นไชยากำลังดังมาก ๆ แต่ก็ไม่ให้ มีอีกเจ้าหนึ่งเขาก็มาติดต่อ ก็ถามแบบเดิม เขาบอกว่าจะให้ มิตร ชัยบัญชา เล่น ผมก็บอกว่าคนที่เล่นเรื่องชาติเสือนะหรือ เขาก็บอกใช่ บอกว่าจะพามาให้ดูตัว

ตอนนั้นมิตรยังไม่ดังเลย วันที่มาผมมองเขา ตั้งแต่ประตูบ้าน ดูท่าทางการเดิน บุคลิก การพูดการจา และเขาทำให้เห็นว่าเขาอ่าน เขารู้จักตัวละครนี้นะ ผมก็มองว่าบุคลิกได้ ซึ่งคนที่จะเล่นอินทรีแดงต้องสวมหน้ากาก มันต้องรับกับหน้า ผมก็เลยบอกเขาไปว่า เอา ล่ะ คุณคืออินทรีแดงของผม ก็ยกให้เขาไปทำ แต่ตอนทำก็กลับเบนเรื่อง มาขอเอาตอนใหม่ไปทำคือจ้าวนักเลง ก็ถือว่าเป็นเรื่องแรกที่แจ้งเกิดเต็มตัวให้กับมิตรเขา”

เศก ดุสิต, มิตร ชัยบัญชา และอินทรีแดง ยังเดินคู่กันต่อเนื่อง หากแต่ตัวละครตัวนี้นอกจากจะเป็นบทแจ้งเกิดให้พระเอกตลอดกาล แต่ก็เป็นตัวละครสุดท้ายของ มิตร ชัยบัญชา ด้วย โดยอาจารย์เริงชัย ระลึกย้อนให้ฟังว่า ตอนที่มิตรเสียชีวิตจากการแสดงภาพยนตร์เรื่องอินทรีทอง ในปี 2513 นั้น ตอนนั้นกำลังเขียนบทอยู่ คือบทอินทรีทองยังไม่สมบูรณ์ แต่มิตรต้องการจะสร้างเลย ก็ต้องไปนั่งเขียน ที่บังกะโลแถบศรีราชา ใกล้กับสถานที่ถ่ายทำ อินทรี ทองตอนนั้นจึงเป็นไปแบบ...เขียนไปและถ่ายไป

“เรื่องนี้มิตรเขากำกับการแสดงเองเป็นเรื่องแรก ผมก็ต้องนั่งเขียนบทในบังกะโล โดยทุก ๆ เย็นมิตรเขาจะเข้ามาเอาบท มาปรึกษา พอตอนเช้าก็ไปถ่ายต่อ ทีนี้เขาเป็นผู้กำกับการแสดง เขาก็มีสิทธิที่จะแก้บทได้เหมือนกัน เราก็ไม่รู้ เขาก็ไปเพิ่มฉากโหนเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นความประมาท ถ้าเขาไม่ประมาทก็ไม่เป็นไร ก็ถึงคราว ผมก็ได้แต่เสียใจ ก็ถือว่าปิดตำนานอินทรีแดง คือจบเลย ปิดฉาก ผมก็ไม่เขียนต่อแล้ว”

ดูเหมือนว่าหลังจากยุคอินทรีแดง วงการภาพยนตร์ไทยก็แทบจะไม่ปรากฏตัวละครมาดซูเปอร์ฮีโร่เลือดไทยตัวไหนอีก แม้จะมีความพยายามในการผลิตขึ้นเพื่อทดแทนตัวละครอินทรีแดง แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้รับการตอบรับมากเท่าใดนัก ไม่เหมือนตัวละครอย่าง โรม ฤทธิไกร และ อินทรีแดง ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่นี้สามารถที่จะตรึงอยู่ในความทรงจำของ คนไทยได้ยาวนาน

“ทำไมอินทรีแดงถึงยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำคนไทยได้นานขนาดนี้ คงเป็นเพราะพฤติกรรม ของอินทรีแดง และการที่เขามีโอกาสที่จะปรากฏโฉมกับผู้คนไม่ค่อยขาด จะมีทุกยุค คนก็เลยรู้จักอยู่ เหมือนโกโบริ อีกอย่างผมว่าอินทรีแดงเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์บางอย่าง เป็นตัวแทนจิตใจของคนที่อึดอัดกับภาวะที่มีคนร้าย มีการทำผิดกฎหมาย แล้วทางการทำอะไรไมได้ ให้อินทรีแดงไปทำแทนให้ จุดนี้แหละที่มันอาจเป็นจุดที่ผ่อนคลายคนได้ เรื่องมันก็ไม่มีอะไรมากมาย ผมว่าเป็นไปตามธรรมชาติของคนมากกว่า ถามว่าผมภูมิใจกับตัวละครตัวนี้ไหม ก็ต้องตอบว่าที่สุด เพราะอินทรีแดงทำให้คนเขาเชิดชูผมไปด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้ก็อยู่มานานกว่า 50 ปี ตัวผมเองก็อายุมากแล้ว ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่กับผมไปได้อีกสักกี่ปี” อาจารย์เริงชัยกล่าว

@@@

เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก ที่ตัวละครสายเลือดไทย-ซูเปอร์ฮีโร่พันธุ์ไทยแท้ จะสามารถอยู่ยงคงกระพันในความรู้จักของคนไทย ท่ามกลางมรสุมจากเหล่าซูเปอร์ฮีโร่สายเลือดต่างชาติที่ถาโถมเข้าใส่มากมาย หรือ “อินทรีแดง” จะเป็นหนึ่งใน “ฮีโร่ เนเวอร์ ได (Hero Never Die)” ไม่มีวันตาย อย่างที่หลายคนคิด.

@@@@

ทำไมต้องเป็น 'อินทรี'

“ทำไมต้องเป็นอินทรีแดง?” ประเด็นนี้อาจารย์เริงชัยเล่าว่า เพราะตนเองรักนกอินทรี และคิดว่านกอินทรีเป็นพญานกในบรรดาสัตว์ปีก รองลงมาจากครุฑ แต่ครั้นเมื่อเป็นนวนิยาย การนำครุฑมาเป็นหน้ากาก ดูจะไม่เหมาะสม จึงเลือกใช้อินทรีเป็นตัวแทนของการต่อสู้

“ใจผมรักคำว่าอินทรี คือเอาละ สิงโตก็เป็นเจ้าป่า แต่ผมว่าเอามาทำหน้ากากมันดูไม่สวย สู้อินทรีสยายปีกไม่ได้ ผมก็ลองวาดรูปเล่น ๆ ออกแบบดู พอออกมาก็ชอบใจ ผมว่าสัญลักษณ์นี้มันมีความหมายดี มีผลกับความรู้สึกคนมาก ไม่งั้นใครต่อใครคงไม่เอาไปเป็นสัญลักษณ์กันไปทั่วแบบปัจจุบันนี้” อาจารย์เริงชัยกล่าว

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์
ที่มา เดลินิวส์

เปิดใจ นพดล ธรรมวัฒนะ วันที่พายุผ่านพ้น ตระกูลนี้ 'ต้องคำสาป' จริงหรือ (ตอนที่ 1)

“แล้วใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป” เป็นคำถามที่ นพดล ธรรมวัฒนะ ย้อนความให้ฟัง ซึ่งถึงกับทำให้เขาต้องถามกลับนักข่าวสาวทีวีคนหนึ่งว่า “คุณถามอย่างนี้ได้ไง” มันทำให้ทั้งอึ้ง เศร้า อึดอัด โกรธ
เหตุการณ์นี้ผ่านมานานนับสิบปีแล้ว

แล้วข่าวคราวของตระกูล “ธรรมวัฒนะ” ก็เงียบหายไปจากกระแสสื่อเป็นเวลานานพอควร หลังมีการปิดคดีการเสียชีวิตของ นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ พี่ชายใหญ่ของตระกูล ว่าไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แต่เป็นฆาตกรรม และจำเลยของคดีฆาตกรรมอันลือลั่นนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

“นพดล ธรรมวัฒนะ” น้องชายที่คลานตามกันมา...นี่เอง

---@@@---

ที่ห้องพิจารณาคดี 613 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษกเวลา 09.45 น. วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน 2553 ศาลออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำพิพากษาคดีความผิดต่อชีวิตที่พนักงานอัยการคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ฟ้องคดีดำที่ 248/2547 คดีแดงที่ อ.3819/2550 มี นายนพดล ธรรมวัฒนะ อายุ 56 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่า นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชากรไทย พี่ชายตัวเอง โดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน

คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อ 23 มกราคม 2547 ระบุความผิดจำเลยสรุปว่า

ระหว่างวันที่ 5-6 กันยายน 2542 เวลากลางคืน ก่อนเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด บังอาจร่วมกันใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงนายห้องทอง ธรรมวัฒนะ 1 นัด โดยเจตนาฆ่าให้ตาย กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะนายห้างทอง ทะลุกะโหลกเข้าไปทำลายอวัยวะส่วนสมองเป็นบาดแผลฉกรรจ์ เป็นเหตุให้นายห้างทองถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลดังกล่าว สมดังเจตนาของจำเลยกับพวก รายละเอียดบาดแผลปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและรายการตรวจศพของเจ้าพนักงานและแพทย์ เหตุเกิดที่บ้าน “ธรรมวัฒนะ” เลขที่ 299/9 หมู่ 7 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ นอกจากนี้ในวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดอาวุธปืนที่ใช้ยิงในข้อ 1 และสิ่งของต่าง ๆ เป็นของกลาง กระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2546 เจ้าพนักงานได้ควบคุมจำเลยมาแจ้งข้อหาดำเนินคดี จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อหา

---@@@---

ประมาณบ่าย 2 โมง วันอังคารที่ 22 กันยายน 2553 ก่อนวันไหว้พระจันทร์หนึ่งวัน เรามีนัดกับเจ้าของบ้าน “ธรรมวัฒนะ” ผ่านเลขาฯส่วนตัวชื่อ “จอย” เป็นบ้านหลังเดียวกับที่อยู่ในคำฟ้องของอัยการ และเป็นบ้านที่ นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เสียชีวิต และทิ้งปริศนาไว้ข้างหลัง

บ้านหลังใหญ่ดูสงบเงียบ มี รปภ.เฝ้าอยู่แค่ 2 คน เมื่อเราบอกความประสงค์ มาพบเจ้าของคฤหาสน์หลังงามนี้ รปภ.ก็ไม่ได้เคร่งครัดอะไรมาก นอกจากถามว่า นัดไว้แล้วใช่ไหม

สระว่ายน้ำ อยู่ด้านหน้า ตามแบบฉบับบ้านเศรษฐีทั่วไป คฤหาสน์ทรงยุโรปทันสมัย 6 ชั้น ดูเก่าไปบ้าง แต่ยังนอนแผ่แนวกว้างอยู่ตรงหน้า บ้าน พักหนึ่ง “จอย” ก็เชิญเข้าไปนั่งรอเจ้านายของในห้องรับแขกขนาดใหญ่ วันนี้เจ้าของบ้านมาในชุดเสื้อยืด ขาสั้น สบาย ๆ

ในมือถือซองบุหรี่มาซองหนึ่ง “เลิกไม่ได้” เขาพูดยิ้ม ๆ

---@@@---

วันนี้บ้าน “ธรรมวัฒนะ” กลับมาอยู่ในโฟกัสของสังคมอีกครั้ง เมื่อ ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย นายนพดล ธรรมวัฒนะ ในข้อหาฆ่าคนตาย อีกศาล หลังจากศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2550 ได้พิพากษาให้ยกฟ้อง มาแล้ว เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักแน่นหนาเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้

อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น เหลืออีกศาลเดียว คือศาลฎีกา

กรณีนี้ วันชัย สอนศิริ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง อัยการมีสิทธิจะยื่นฟ้องศาลฎีกาได้อีกภายใน 30 วัน หากที่ประชุมอัยการเห็นว่า มีข้อโต้แย้งหรือเห็นต่าง แต่ถ้าเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลชัดเจน และเห็นว่า ฟ้องไปก็ไม่มีผลแตกต่างไปจากคำวินิจฉัยของทั้งสองศาล อัยการก็อาจตัด สินใจไม่ยื่นฟ้องอีก

กระนั้น นพดล ธรรมวัฒนะ ก็กลับ มาเป็นข่าวอีกครั้ง พร้อมกับข่าว ดีคือ น้องสาว 2 คน ได้มาขอขมาและกลับมายืนข้างเขา หลังเป็นอริกันมาแสนนาน

---@@@---

อย่างที่รู้ สมบัติมหาศาลของตระกูล “ธรรมวัฒนะ” เกิดจาก แม่สุวพีร์ แซ่ลี้ ที่ได้ก่อร่างสร้างตัวจากแม่ค้าขายผัก จบแค่ชั้น ป.4 จนเป็นเจ้าของตลาด “ยิ่งเจริญ” และมีที่ดินมากมาย ทั้งในและต่างประเทศ มีทรัพย์สินเงินสด รวมกันเป็นหมื่น ๆ ล้าน มรดกกองมหึมานี่เอง ที่ถูกสื่อขนานนามต่อมาว่า

“มรดกเลือด”

เมื่อผู้คนในตระกูลธรรมวัฒนะต้องเสียชีวิตร่วมสิบคน ทิ้งปมปริศนา พร้อมกับคำถาม “ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป” ที่นักข่าวยกขึ้นถาม...ต่อเนื่องกันมา

ลูก 10 คน จากการแต่งงาน 2 ครั้งของสุวพีร์ มี เทิดชัย หรือกำนันแดง พี่ต่างพ่อ ส่วนพ่อ อาคม ฉัตรชัยยันต์ ก็มี ห้างทอง กุสุมา นพดล มัลลิกา คะนึงนิตย์ ณฤมล นัยนา ปริญญา และฐานิยา (หรือนงนุช ) มีการแบ่งข้างโดยมี “นพดล” และ “ปริญญา” เป็นหัวหอกของแต่ละฝ่าย ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ

จุดที่ทำให้ถูกมองว่าเป็นมรดกเลือด เพราะพ่อคือ อาคม ได้ถูกลอบยิงเสียชีวิตในปี 2509 แล้วก็ยังมีคนอื่น ๆ ที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน เช่น กุสุมา (มือปืนซัดทอดว่าผู้จ้างวานฆ่าคือ บวร ธรรมวัฒนะ ผู้เป็นอา กับหลานสาวอีก 2 คน หวังฮุบมรดก แต่ภายหลังศาลฎีกายกฟ้อง) นัยนา สภาพศพถูกล็อกด้วยกุญแจมือทั้งสองข้าง ตามด้วย ผู้ใหญ่แดง ที่ถูกอุ้มหายตัวลึกลับ จนคาดว่าน่าจะเสียชีวิตแล้ว รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง ที่เสียชีวิตระหว่างนั้นอีก มาก
แม้แต่ สุวพีร์เอง ก็เคยโดนลอบฆ่า จนต้องหนีภัยพิบัติในชีวิตไปที่สหรัฐอยู่พักหนึ่ง และการตายรายสุดท้าย ห้างทอง ธรรมวัฒนะ ที่ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง......วันนี้ เหมือนฟ้าหลังฝน ที่พายุผ่านพ้น ???

---@@@---

“ใครไม่โดนอย่างผม ไม่รู้หรอกครับ มันกดดันแค่ไหน โดนข้อหาเป็นฆาตกร ฆ่าพี่ชายตัวเอง โอ้..ใครจะมองดีล่ะครับ ไปไหนมาไหน มีแต่คนจ้องจับตามอง ถามว่าอึดอัดไหม มันสูญเสียความเป็นส่วนตัว แต่เขาคงไม่วิพากษ์วิจารณ์ตะโกนดัง ๆ ให้ได้ยินหรอกครับ

ผมไปร้านค้าผมที่ขายเสื้อผ้า ลูกค้าเดินเข้าไปต่อว่าพนักงานเลยว่า นายเธอมันเป็นฆาตกร ฆ่าได้แม้กระทั่งพี่น้อง เลิกซื้อ เลิกใช้ ได้รับผลกระทบเยอะมาก จนปี 47 ผมต้องตัดสินใจขายหุ้นในบริษัทออกไป 49% ในราคาที่ขาดทุน เพื่อให้คนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมบริหารและดูแลแทนเรา ขึ้นศาลตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี จะได้หยุดคือ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ไม่ต้องทำอะไรเลย วัน ๆ หนึ่ง หมดไปกับเรื่องพวกนี้”

---@@@---

เหมือนฟ้าหลังฝน ที่พายุผ่านพ้น หรือพายุใหญ่...กำลังจะพัดมาใหม่ ???.

วิญญาณพี่ห้างทอง เฮี้ยน

วันนี้ห้องที่ ห้างทอง ธรรมวัฒนะ เสียชีวิต ไม่ได้ถูกปิดตาย หรือถูกเก็บไว้แต่อย่างไร แต่กลายเป็นห้องของลูกสาวสุดรักของนพดล น้องดรีม หรือ ดลนภา ธรรมวัฒนะ

“ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะห้างทอง คือ พี่ผม เป็นลุงของน้องดรีม

ถึงวันทำบุญให้พี่ห้างทุกปี ผมพูดเสมอว่า พี่ห้างทองมีอะไร ก็มานะ แต่พี่ห้างทองไม่เคยมาเลย ตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ และไม่เคยเข้าฝันผมเลยสักครั้งเดียว แต่ผมเชื่อว่า วิญญาณพี่ห้างทองเฮี้ยน และมีส่วนทำให้ความจริงปรากฏ คิดดูสิครับว่า ผมร้องขอผ่าศพกี่ครั้ง ก็ไม่เคยได้ แม้แต่การอายัดศพครั้งสุดท้าย ก็ไม่ได้ จนกระทั่งมีการจะเอาศพพี่ห้างไปเผาทิ้ง พี่ห้างเลยไปดลบันดาลให้ศาลท่านเห็นพ้องที่จะให้ผ่าศพ (ครั้งที่ 3) พอผ่าเสร็จ จะเผา ก็เผาไปเถอะ เพราะตอนนี้หลักฐานปรากฏชัดเจนแล้ว พี่ห้างฆ่าตัวตาย ไม่ได้ถูกฆาตกรรม”

ดวงวิญญาณของห้างทอง คงไปสู่สุคติภพแล้ว ณ บัดนี้ ........

ชุติมา บูรณรัชดา / เชาวลี ชุมขำ เรื่อง
สุรเชษฏ์ วัชรวิศิษฏ์ ภาพ
ที่มา dailynews

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

แม่ฟิล์มฉุน อัด"เจ๊เบียบ" ฉะไม่รู้จริงปมฉาว

แม่ฟิล์มฉุน อัด"เจ๊เบียบ" ฉะไม่รู้จริงปมฉาว แม่ฟิล์ม-รัฐภูมิ รอนจม. ออกโรงอัด “เจ๊เบียบ" ฉะไม่รู้จริง ไม่รับผิดชอบ ไม่เป็นผู้ใหญ่

วันนี้ 24 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายการเจาะข่าวเด่นของ"สรยุทธ์ สุทัศนจินดา" ในช่วง 17.25 น.นายสรยุทธ์ ได้อ้างว่า ได้รับจดหมายจากคุณแม่โคมมนต์ ทองมั่ง แม่ของฟิล์ม รัฐภูมิ มาอ่านในรายการเจาะข่าวเด่น จดหมายของนางโคมมนต์ ระบุว่า เรียนคุณสรยุทธ์ ทราบ ตามที่มีข่าว กรณี ฟิล์ม และ แอนนี่ เกิดขึ้น ดิฉันพยายามคิดและทำการแก้ปัญหา ตั้งแต่ทราบเรื่องการตั้งครรภ์ของแอนนี่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในฐานะที่เป็นลูกผู้หญิงด้วยกันจึงให้ความช่วยเหลือเป็นระยะตามขั้นตอนตลอดมา พร้อมทั้งโทรศัพท์ไปให้กำลังใจกับแอนนี่

ปัจจุบันครอบครัวของดิฉันมีแต่ความทุกข์ เพราะหัวอกคนเป็นแม่เมื่อเห็นลูกเศร้าก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ เห็นใจทั้งลูกและแอนนี่ ข่าวนี้เป็นที่สนใจของสังคมจึงมีคนแสดงความคิดเห็นมามากมาย ดิฉันก็พอเข้าใจและยอมรับได้ แต่ดิฉันรู้สึกสะเทือนใจ เจ็บร้าวในอกเมื่อได้ฟังคำพูดของคุณระเบียบรัตน์ ในขณะที่ฟังรู้สึกอยากตายต่อหน้าทีวี คุณระเบียบรัตน์ไม่รู้ข้อมูลรายละเอียดที่แท้จริงเลย การออกมาพูดเป็นการแสดงความคิดเห็นแบบไม่รับผิดชอบต่อความรู้สึก คุณระเบียบรัตน์ไม่ควรมีส่วนและไม่ควรมีสิทธิเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในมุมใดมุมหนึ่งเลย

ถ้าคุณระเบียบรัตน์คิดจะช่วยสังคมโดยเฉพาะสตรี ดิฉันก็เป็นสตรีที่ทุ่มเททั้งแรงกายและใจในการที่จะทำให้ปัญหาคลี่คลายไปในทางที่ดีทั้งสองฝ่าย การออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ตามกระแสของคุณระเบียบรัตน์ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ ทำร้ายจิตใจของคนเป็นแม่อย่างดิฉันมาก ดิฉันเสียใจและสะเทือนใจต่อการกระทำของคุณระเบียบรัตน์ในครั้งนี้ ดิฉันเขียนมาเป็นการระบายเพียงเพราะอยากขอความเป็นธรรมจากคุณสรยุทธ์ในฐานะที่ติดตามและนำเสนอข่าวฟิล์มและแอนนี่อย่างต่อเนื่อง ขอแสดงความนับถือ คุณแม่โคมมนต์ ทองมั่ง

ที่มา เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

โผล่แล้ว คลิปฉาวนายตำรวจ

โผล่แล้ว คลิปฉาวนายตำรวจ
เผยแล้วสำหรับคลิปวิดีโอสุดฉาวของนายตำรวจยศนายพลคนหนึ่งในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ที่กำลังกอดรัดกับตำรวจหญิงสาวในห้องทำงาน หลังถูกตำรวจหญิงชั้นผู้น้อย ร้องเรียนถึงพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมของนายตำรวจคนดังกล่าว

พร้อมกันนี้ได้ีมีการแนบสำเนาภาพถ่าย และซีดีบันทึกภาพประกอบคำร้องเรียเผยแพร่ไปทั่วภาคเหนือ และมีการทำเป็นแผ่นวีซีดีแจกจ่าย จากข่าวเบื้องต้นได้เผยว่า นายตำรวจคนดังกล่าวถูกเรียกให้เข้าช่วยงานราชการที่บช.ภ.6 เป็นเวลา 90วันแล้ว

เรียบเรียงข่าวโดย Mthai news