วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ยืนยันสเปคเป็นทางการ Vyrus 987 C3 4V ปี 2010 มอเตอร์ไซค์ผลิตเชิงพาณิชย์ที่เร็วที่สุดในโลก

ยืนยันสเปคเป็นทางการ Vyrus 987 C3 4V ปี 2010 มอเตอร์ไซค์ผลิตเชิงพาณิชย์ที่เร็วที่สุดในโลก
ในช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคมเมื่อปีที่ผ่าน AutoSpinn ได้เคยนำเสนอข่าวของ Vyrus 987 C3 4V มอเตอร์ไซค์ที่บริษัทผู้ผลิตอย่าง Vyrus มั่นใจว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานยนต์ผลิตเชิงพาณิชย์ที่เร็วที่สุดในโลก โดยในครั้งนั้นเราได้เปิดเผยสเปคของมอเตอร์ไซค์สุดแรงทรงแปลกรุ่นนี้ไปแล้ว แต่ล่าสุด Vyrus ออกมายืนยันสเปคที่แน่นอนแล้วพร้อมเปิดเผยความเร็วสูงสุดซึ่งในช่วงนั้นยังไม่มีการเปิดตัวเลขออกมาให้สาธารณชนได้รับทราบแต่อย่างใด ในส่วนของสเปคหรือรายละเอียดทางเทคนิคโดยรวมถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากครับ

Vyrus 987 C3 4V ยังใช้เครื่องยนต์ L-Twin ของ Ducati 1198 เหมือนเดิม ให้กำลัง 184 แรงม้า แต่น้ำหนักลดลงกว่าที่ให้ข้อมูลไปก่อนหน้านี้คือ จาก 158 ลดลงเหลือ 155 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักของรถถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการทำให้มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้เร็วที่สุดในโลกจากการเปิดเผยของบริษัทฯ ส่วนความเร็วสูงสุดก็ตามคำคุยคือ 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง!

ในเรื่องของรูปลักษณ์ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ Vyrus ที่ใช้สวิงอาร์มสำหรับล้อหน้าแทนตะเกียบเหมือนมอเตอร์ไซค์ทั่วไป และแน่นอนว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการบังคับล้อหน้า ระบบการควบคุมก็ต้องเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติซึ่งเป็นการควบคุมการหักเลี้ยวจากศูนย์กลาง และการใช้โครงสร้างตัวถังแบบนี้จะช่วยทำให้รถมีความเสถียรมากขึ้นและทำการควบคุมได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม Vyrus ไม่มีการพูดถึงเวอร์ชั่นอื่นๆคือ เวอร์ชั่น R และ Supercharged และสเปคที่ได้กล่าวไปข้างต้นคือสเปคของเวอร์ชั่น R ที่ได้เสนอข่าวไปแล้วเมื่อ 3 เดือนก่อน นอกจากนั้นยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการเช่นกันว่า ที่ว่าเร็วที่สุดในโลกได้ทดสอบความเร็วในสนามไหนไปแล้วบ้าง?!
ที่มา: Vyrus,www.autospinn.com

สปอร์ต มาสด้า 2 สปอร์ตซีดานใหม่

สปอร์ต มาสด้า 2 สปอร์ตซีดานใหม่ อะไรคือความแตกต่างระหว่างมาสด้า 2 แฮชท์แบ็ค 5 ประตู กับมาสด้า 2 ซีดานใหม่ นอกจากส่วนท้ายที่ยื่นออกมา ผมนึกอยู่ในใจก่อนที่จะขึ้นไปนั่งประจำที่นั่งคนขับ ในกิจกรรมทดสอบสมรรถนะรถยนต์รุ่นใหม่ของมาสด้าเซลส์ ประเทศไทยคันนี้ ณ ดินแดนแห่งการท่องเที่ยวของเมืองใต้ เกาะภูเก็ต

ดูจากสเป็คเครื่องยนต์แล้วมันคือ ตัวเดียวกัน 1.5 ลิตร MZR 103 แรงม้า แรงบิด 135 นิวตันเมตร ช่วงล่างด้านหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโครง ด้านหลังเป็นกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโครง พวงมาลัยไฟฟ้าแร็คแอนด์พีเนียน เพาวเวอร์ผ่อนแรงแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทุกอย่างเหมือนกัน

ผมยังไม่ลืมความรู้สึกตอนอยู่หลังพวงมาลัยมาสด้า 2 รุ่นแฮชท์แบ็คที่เชียงใหม่ เมื่อปลายปีที่แล้ว มันให้ความสนุก และมั่นใจ แต่ส่วนหนึ่งเพราะท้ายมันสั้นกว่าเจ้าซีดานตัวใหม่ ที่ภูเก็ตผมกับเพื่อนๆ สื่อหลายแห่งเดินทางกันเป็นขบวนเกือบ 20 คัน มาสด้า 2 ซีดานแต่ละคันทั้งเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ฝ่าการจราจรกลางเมืองช่วงสายๆ กันอย่างคล่องตัว ถนนเล็กๆ ซอยแคบๆ ที่ถูกวางให้เป็นจุดทดสอบ ไม่ใช่ปัญหาเลย พวงมาลัยแม่นยำในสไตล์มาสด้าช่วยได้เยอะทีเดียว

แต่จุดหมายของการเดินทางวันนี้ค่อนข้างไกลทีเดียวไม่ได้ขับวนไปมาในภูเก็ต พวกเรามุ่งหน้าขึ้นเหนือ ไปอีกเกือบ 200 กิโลเมตร ปลายทางอยู่ที่จังหวัดกระบี่ ถนนหลวงเส้นทางเข้าออกเกาะ โค้งไปโค้งมา ขึ้น และลงเขา ยังกับงูเลื้อย อาจเป็นอุปสรรคในการใช้ความเร็วของรถบางคัน บางรุ่น แต่กับเจ้ามาสด้า 2 ซีดาน รุ่นเกียร์อัตโนมัติที่ผมขับทดสอบ มันเป็นเรื่องสบายๆ 70-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจอโค้งข้างหน้าก็แค่หมุนพวงมาลัยไปตามทางก็เท่านั้น

อันที่จริงสมรรถนะของมันอาจสูงกว่านั้น แต่ปรกติผมไม่ใช่เป็นคนขับรถเร็วนัก คิดว่า แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับรถซับคอมแพ็กต์ ซึ่งบางรุ่น ช่วงล่างนุ่มมากๆ แค่นี้ก็เสียวแล้ว และถ้าเทียบกับรุ่นแฮชท์แบ็คแล้วถ้าไม่บรรทุกสัมภาระท้ายรถมากนัก ความแตกต่างในการควบคุมต่างกันนิดหน่อยเท่านั้น รุ่นซีดานจะให้ตัวมากกว่า แต่ยืนยันครับว่าถ้าไม่บรรทุกสัมภาระด้านหลังมากนัก มันต่างกันไม่มากจริงๆ

ช่วงทางตรงๆ ในกระบี่ หลายคันเริ่มดึง 103 แรงม้ามาใช้กันอย่างเต็มเหนี่ยว เข็มวัดความเร็วของผมขยับขึ้นเรื่อยๆ ผ่าน 150 ก็แล้วยังไม่มีท่าทีจะหยุด ผมเลยตัดสินใจถอนเท้าจากคันเร่ง เพราะดูแล้วว่ามันคงไม่เหมาะถ้ารถซับคอมแพ็กต์ทั่วๆไปจะวิ่งกันเร็วมากๆ เครื่องยนต์อาจพาไปได้ แต่ผมมองในเรื่ององค์ประกอบหลายๆ โดยเฉพาะความปลอดภัย

ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ซึ่งรวมช่วงทดสอบพิเศษ 3.5 กิโลเมตร ขับขึ้นเขาไปยังจุดชมวิว เพื่อรีดสมรรถนะในแบบสปอร์ต พอจะทำให้ผมตัดสินใจได้ว่า มาสด้า 2 ซีดานใหม่ ยังให้อารมย์สปอร์ตไม่น้อยไปกว่ารุ่น แฮชท์แบ็คสักเท่าไร่ ข้อดีของมันคือ ผมได้พื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่พอจะอัดถุงกอล์ฟสัก 4 ใบได้ หรือกระเป๋าเดินทางใหญ่ๆ อีก 3-4 ใบได้สบายๆ และราคาของทั้ง ซีดาน และแฮชท์แบ็ค ก็ไม่ต่างกันเลย เริ่มต้นรุ่นเกียร์ธรรมดา 535,000 บาท เกียร์อัตโนมัติเริ่มต้น 564,000 บาท เละถ้าอยากได้ตัวท้อปครบเซ็ทอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ระบบความปลอดภัยก็ 675,000 บาท

อีกทั้งมาสด้า เซลส์ประเทศไทย ก็วางคอมเซปต์และตำแหน่งผลิตภัณฑ์ผ่านหนังโฆษณา ทั้ง 2 เรื่องที่มีเป้ วงเสลอ เป็นพรีเซ็นเตอร์ได้อย่างชัดเจน วัยรุ่นเด็กแนวที่ชอบความเร้าใจก็ดูจะเข้าทีกับแฮชท์แบ็คมากกว่าถ้าต้องการความภูมิฐานในแบบรถเก๋ง ซีดานคือสิ่งที่ตอบสนองได้ดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรจะ 5 ประตู หรือ 4 ประตูมันก็คือ มาสด้า 2 สปอร์ตรุ่นเล็กของ สปอร์ตซูม ซูมอยู่ดี

ที่มาโดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์

แรงแถมประหยัดแบบสุดโก้ย ฟอร์ดโฟกัส TDCi

แรงแถมประหยัดแบบสุดโก้ย ฟอร์ดโฟกัส TDCi คงไม่มีรถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็กต์ยี่ห้อใดที่ใส่เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลออกมาขายในเมืองไทยช่วงนี้ นอกจากฟอร์ด ประเทศไทย มันคือ โฟกัส TDCi ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 1997 ซีซี. 136 แรงม้า และแรงบิดอีก 340 นิวตันเมตร ไม่น้อยเลยทีเดียวจำหน่ายในราคา 1,149,000 บาท

อย่าพึ่งไปสนใจว่า ฟอร์ดโฟกัสในต่างประเทศโดยเฉพาะที่ยุโรปกำลังเข้าสู่ช่วงการปรับโฉมครั้งใหม่ เพราะถึงอย่างไร แฟนๆ ฟอร์ดต้องรอไปอีกปีเศษๆ ถึงจะได้ยลโฉมโฟกัสโมเดลเชนจ์ในเมืองไทย เพราะฉะนั้นคนที่ไม่อยากจะรอกันนานขนาดนั้นโฟกัส TDCi น่าจะตอบสนองได้ดีมากเช่นกัน

รูปร่างหน้าตาของมัน ไม่แตกต่างจากรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน กระจังหน้าขนาดใหญ่ แสดงให้เห็นว่ามันเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์เมื่อไม่นานมานี้ ฉะนั้นความทันสมัยของหน้าตามีอยู่พอสมควร ภายในก็เช่นกันมันฉายภาพสไตล์รถยนต์ยุโรปได้ชัดเจน ผ่านคอนโซลหน้า และแผงควบคุมต่างๆ

แต่ที่เขียนถึงทั้งหมดนี้ไม่ใช่สาระสำคัญเลย เพราะรถยนต์ขนาดคอมแพ็กต์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ก็ออกแบบได้สวยงาม มีสไตล์แตกต่างตามดีเอ็นเอ ของแต่ละยี่ห้อ สิ่งที่ทำให้มันเป็นโฟกัสที่น่าสนใจและแตกต่างคือเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล เทอร์โบ 2.0 ลิตร 136 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมกับแรงบิดสูงสุดอีก 340 นิวตันเมตร ตั้งแต่รอบต่ำ 2,000-4,000 รอบต่อนาที อย่างที่เกริ่นไว้ต่างหาก

ลองนึกภาพการใช้งานรถปิกอัพที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลขนาด 2.5 ลิตรจะเป็นยี่ห้อใดก็ได้ ขับไปโน้นมานี้ สิ่งที่รับรู้คือ ความประหยัด และสมรรถนะของอัตราเร่งจากแรงบิดมหาศาล ไม่ต้องพูดถึงแรงม้าเพราะเดี๋ยวนี้ปิกอัพส่วนใหญ่ก็ต้อง 130-140 แรงม้าขึ้นไปทั้งนี้

แล้วถ้าเป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลที่ว่านี้ มาใส่ในรถเก๋งขนาดคอมแพ็กต์อย่างโฟกัส ถ้าเทียบกับรถญี่ปุ่นก็อัสติส ซีวิค และมาสด้า 3 ประมาณนั้น น้ำหนักตัวรถน้อยกว่าปิกอัพพอสมควร มีสรีระลู่ลมมากกว่า อยากจะบอกว่าแรงม้าและแรงบิด ช่วยส่งให้โฟกัสคันนี้ทะยานไปข้างหน้าได้เร้าใจไม่เหมือนใคร แต่ในอัตราการบริโภคน้ำมันที่ต่ำกว่ารถเครื่องยนต์เบนซินเยอะทีเดียว

แม้ดีเซลของโฟกัสจะมีขนาด 2.0 ลิตร แต่สำหรับผมมันเหลือเฟือเลยหละ เก๋งหรูๆ อย่างบีเอ็มดับเบิลยู ไม่ว่าจะเป็นซีรี่ส์ 3 หรือ 5 ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล ก็มีขนาดเท่าๆ กันคือ 2.0 ลิตร ไม่ต้องอธิบายว่ามันแรงแค่ไหน โดยเฉพาะถ้าคุณเห็นรถที่มีรหัส “d” วิ่งอยู่ข้างหน้า

TDCi ของฟอร์ด โฟกัสก็เช่นกัน มันแรงได้ใจขาซิ่งแน่นอน ผมมีโอกาสทดสอบสมรรถนะโฟกัสตัวนี้พอสมควร ขับทั้งในกรุงเทพฯ และทางไกลๆ ถึงเพชรบูรณ์ ไม่มีอะไรเป็นข้อจำกัดของรถยนต์รุ่นนี้ถ้ามันวิ่งอยู่บนถนน จะขึ้นเขาหรือติดแหง๊กอยู่กลางเมือง มันตอบโจทย์ได้ดีเกือบทุกข้อ

ที่สำคัญคือ มันมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ เทคโนโลยีที่เรียกว่า พาวเวอร์ชิฟ เป็นเกียร์ที่ให้ความนุ่มนวลในการเปลี่นเกียร์สูง บอกได้เลยว่า คุณแทบจะไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนเกียร์ขึ้นในแต่ละครั้ง ใกล้เคียงกับเกียร์ CVT แต่ฟอร์ด การันตีว่า เทคโนโลยีตัวนี้นอกจากนุ่มนวลแล้ว มันทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากกว่า เพราะมันสูญเสียกำลังช่วงเปลี่ยนเกียร์น้อยมาก อันที่จริงผมไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องนี้สักเท่าไร แต่มันก็ทำให้ประหลาดใจอยู่เหมือนกันในความนุ่มนวลของมัน และที่สำคัญรถขนาดคอมแพ็กต์ แต่ติดตั้งชุดเกียร์พาวเวอร์ชิฟมาให้ เพราะเกียร์ตัวนี้นอกจากโฟกัส TDCi ตัวนี้แล้วก็มีแค่วอลโว่ จากสวีเดนเท่านั้นที่ติดตั้งมาให้

จะว่าไปแล้ว โฟกัส TDCi เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเด่นในทุกด้าน มันแตกต่างจากรถยนต์เซ็กเมนท์เดียวกันอย่างสิ้นเชิง สมรรนะอันสุดยอดของเครื่องยนต์ดีเซล ทั้งความแรง ความประหยัด ระบบเกียร์รุ่นใหม่ อุปกรณ์และออฟชั่น ไม่แตกต่างจากรถยนต์ญี่ปุ่น บางอย่างดีกว่าด้วยซ้ำ คิดอยู่ในใจว่าถ้าติดโลโก้โตโยต้า หรือฮอนด้าอาจผลิตไม่ทันขายก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามคงไม่เป็นไร เพราะปัจจุบันฟอร์ด ประเทศไทยก็ประเทศแผนธุรกิจที่ดูจริงจัง กับการรุกตลาดรอบใหม่ ที่แสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมคือการเตรียมส่ง เฟียสต้า รถยนต์ขนาดซับคอมแพ็กต์มาสู้กับคู่แข่งในตลาด แถมด้วยการขยายดีลเลอร์ตัวแทนจำหน่ายให้ได้ 100 สาขา

ถ้าเรื่องความมั่นใจในแบรนด์ และเครือข่ายโชว์รูมศูนย์บริการสอบผ่าน ผมว่าเจ้าโฟกัส TDCi น่าจะเป็นอาวุธหนักที่หลายค่ายต้องยำเกรง เพราะมันแรง และประหยัดในระดับสุดโก้ยเลยหละ

ที่มา http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9530000066686

มิตซูบิชิเด้งเชือก ส่งแคมเปญดอกต่ำต้านคู่แข่ง

มิตซูบิชิเด้งเชือก ส่งแคมเปญดอกต่ำต้านคู่แข่ง มิตซูบิชิดิ้นหาทางสู้คู่แข่งทุกทาง ล่าสุดเปิดเกมบุกด้วยแคมเปญดอกเบี้ยต่ำ สำหรับทุกๆ ผลิตภัณฑ์ หวังสร้างศักยภาพด้านการเข้าถึงของกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่ง ซึ่งมิตซูบิชิ ไม่มีผลิตภัณฑ์ในเซ็กเมนท์รถยนต์ขนาดซับคอมแพ็กต์ ดังนั้นการปั้นยอดขายของแลนเซอร์อีเอ็กซ์ ในเซ็กเมนท์ขนาดคอมแพ็กต์ จึงต้องอาศัยแคมเปญเป็นตัวดึงดูด นอกจากนี้การเพิ่มรุ่นพิเศษ ด้วยสีขาว ในทุกผลิตภัณฑ์ก่อนหน้านี้ก็เป็นการดึงดูดความสนใจ ตามเทรนด์ของตลาดที่นิยมสีขาว การรุกด้วยแคมเปญดอกเบี้ยต่ำของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินรายใหญ่ 5 แห่งประกอบด้วย บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) , บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด, บริษัท ทิสโก้ลีสซิ่ง จำกัด , ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) โคจิ นากาฮาร่า กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ ระบุกว่า ทั้ง 5 สถาบันการเงินยินดีจะมอบข้อเสนอพิเศษ อาทิ ดอกเบี้ยต่ำ แก่ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์มิตซูบิชิ ทั้งนี้การร่วมมือกันดังกล่าวนอกจากจะเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ที่สนใจแล้วยังมีส่วนช่วยยกระดับการขายพร้อมช่วยขยายฐานลูกค้าของมิตซูบิชิให้กว้างขึ้นอีกด้วย

แคมเปญดังกล่าวเป็นการจัดขึ้นสำหรับในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ดอกเบี้ยต่ำ 0.99% สำหรับมิตซูบิชิ ไทรทัน และ ดอกเบี้ยต่ำสุด 1.69% สำหรับรถมิตซูบิชิรุ่นอื่นๆ โดยมิตซูบิชิเผยว่า เป็นการจัดทำแคมเปญต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ผ่านการจัดกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นโชว์รถในห้างสรรพสินค้า การเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบรถในสภาพการใช้งานจริง รวมไปถึงการจัดกิจกรรมให้กับลูกค้าปัจจุบันในรูปแบบต่างๆ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และส่งผลให้ยอดขายในช่วง 3 เดือนแรกของมิตซูบิชิอยู่ที่ 7,628 คัน เติบโตขึ้น 97.77 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับยอดขายของมิตซูบิชิ ในไครมาสแรกที่ผ่านมานั้น อยู่ในลำดับที่ 5 มีส่วนแบ่งตลาด 4.7% ต่อจากค่านนิสสันที่มียอดขาย 9,462 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 5.67% ด้านผลิตภัณฑ์นั้นก่อนหน้านี้ทั้ง 2 มีรถยนต์ในตลาดที่แข่งขันในเซ็กเมนท์เดียวกัน คือกลุ่มปิกอัพ และรถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็กต สิ่งที่นิสสันมีและมิตซูบิชิไม่มีคือ รถยนต์นั่งขนาดกลาง แต่มิตซูบิชิเองก็มีรถยนต์เอนกประสงค์ หรือเอ็มพีวี และนิสสันมีรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อเอนกประสงค์ขนาดคอมแพ็กต์

ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างของทั้ง 2 แบรนด์นั้น มียอดขายไม่มากมายนัก เนื่องจากเป็นกลุ่มรถยนต์ที่มีราคาค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามการเปิดตัวอีโคคาร์ของนิสสันในรุ่น มาร์ช น่าจะทำให้ยอดขายนิสสันขยับสูงขึ้นกว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมา และทำให้ส่วนแบ่งตลาดของนิสสันขยับสูงขึ้น นอกจากนี้การแข่งขันในเซ็กเมนท์รถยนต์นั่งขนาดซับคอมแพ็กต์เอง น่าจะส่งผลต่อการทำตลาดรถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็กต์ คือ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ของมิตซูบิชิไม่มากก็น้อย แม้จะเป็นตลาดคนละกลุ่มกันก็ตาม ขณะเดียวกันต้องแข่งขันกับคู่แข่งในระดับเดียวกันจากค่ายใหญ่คือ โตโยต้า อัลติส, ฮอนด้า ซีวิค และมาสด้า 3 ยังไม่นับรวมฟอร์ดโฟกัส ที่เริ่มรุกตลาดด้วยการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการในต่างจังหวัด

ดังนั้นการออกแคมเปญดอกเบี้ยต่ำจึงเป็นการสร้างแรงดึงดูดที่น่าสนใจต่อกลุ่มเป้าหมาย และการเข้าถึงตัวผลิตภัณฑ์ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง อีกทั้งการมีสถาบันการเงินรายใหญ่ทั้ง 5 แห่งเข้ามาร่วม ยังเป็นช่วยเพิ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ซึ่งสถาบันการเงินเองก็มีลูกค้าสินเชื่ออยู่แล้สจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นลูกค้าชั้นดีที่สถาบันการเงินสามารถคัดเลือกมาให้

ทั้งนี้ด้านผลิตภัณฑ์นั้น รถยนต์มิตซูบิชิ ทั้งรถปิกอัพ และรถยนต์นั่ง มีศัยภาพในการแข่งขันกับผลิตภัภณฑ์ในตลาดได้ทั้งในเรื่องรูปร่าง สมรรถนะ และความประหยัด ส่วนด้านตัวแทนจำหน่ายโชว์รูม และศูนย์บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของการทำตลาดรถยนต์ในเมืองไทยนั้น มิตซูบิชิ มีเครือข่ายในระดับเดียวกับค่ายรถขนดกลางเช่น นิสสัน มาสด้า ฟอร์ด และเชฟโรเลต ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบเท่าใดนัก

ส่วนการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในส่วนรถปิกอัพนั้น ไทรทันมีการแต่งเติมเสริมอุปกรณ์ และหน้าตาให้มีความสดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่แลนเซอร์ อีเอ็กซ์นั้น แม้จะพึ่งเปิดตัวเมื่อช่วงปลายปี 2553 ที่ผ่านมา แต่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มีการเพิ่มรุ่นพิเศษ ตกแต่งด้วยสีขาว ซึ่งเป็นเทรนด์ความนิยมของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์เมืองไทย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น และเพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่งรายใหญ่ คือทั้งโตโยต้า ฮอนด้า และมาสด้า ที่ล้วนทำตลาดรถยนต์สีขาวมาก่อนหน้านี้

ทั้งนี้การเพิ่มรุ่นพิเศษสีขาว นั้น มิตซูบิชิ เลือกใช้เป็นแคมเปญใหญ่ คือ กำหนดเป็นรุ่นพิเศษสำหรับทุกผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในไลน์ คือ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์, ปิกอัพไทรทัน, เอสยูวี ปาเจโร่ และเอ็มพีวี สเปซแวกอน นอกจากนี้กิจกรรมให้ลูกค้าได้ทดสอบสมรรถนะตามโชว์รูมต่างๆ ก็ยังดำเนินต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์กับรถยนต์ มิตซูบิชิ ในแต่ละรุ่น โดยมีการมอบรางวัลต่างๆ อาทิ บัตรของขวัญ บัตรกำนัลต่างๆ สำหรับแลก หรือซื้อสินค้าตามห้างสรรสินค้าต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า

การเดิมกลยุทธ์ต่างๆ ของมิตซูบิชิ ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ด้วยกิจกรรม หลายๆ รูปแบบ และแคมเปญต่างๆ เป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่มีการแข่งขันกันอย่างรุกแรง ทั้งจากการบุกตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ และการตอบโต้จากบรรดาผู้นำตลาด ซึ่งหากมิตซูบิชิ ไม่สร้างศักยภาพด้านการแข่งขันที่แข็งแกร่ง มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ส่วนแบ่งตลาดที่มีอยู่ อาจถูกคู่แข่งเฉือนไปทีละน้อยจนหลุดจากอันดับที่ 5 ในตลาดของตนเอง
ที่มาโดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์

วิธีเลือกซื้อ ฟิล์มกรองแสง

วิธีเลือกซื้อ ฟิล์มกรองแสง
คงใช่เรื่องเกินจริง หรือคิดไปเอง แสงแดดเดี๋ยวนี้มันช่างทั้งร้อน ทั้งแสบกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย และมันส่งผลกระทบโดยตรงกับคนใช้รถอย่างเราๆ ไม่น้อย ใครที่ขับรถออกจากบ้านตอนเช้าเข้าออฟฟิศ แล้วเย็นๆ ขับรถกลับบ้านอาจไม่ได้สัมผัส เหมือนกับคนที่ต้องออกมาทำธุระปะปังกันตอนกลางวันแสกๆ แดดจ้าๆ

ถ้าต้องเจอกับแดดกลางวันจ้าๆ รถที่ไม่มีฟิล์มกรองแสงท่าจะแย่ครับ เพราะฉะนั้นผมอยากแนะนำเกี่ยวกับการเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงมาติดมาฝากครับ สำหรับคนที่จะติดใหม่ หรือเปลี่ยนฟิล์มเก่าที่หมดอายุไข

ข้อเท็จจริงคือแสงแดดที่ส่งลงมานั้น ใน 100 ส่วนจะมีองค์ประกอบของรังสีอุลตร้าไวโอเลต 3% แสงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 44% และอีก 53 % นั้นเป็นรังสีอินฟราเรด ดังนั้นฟิล์มกรองแสงบางรุ่นแม้จะสามารถป้องกันรรังสีอินฟราเรดได้สูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถลดความร้อนจากแสงแดดได้สูงด้วย

การเลือกซื้อฟิล์มมาติดตั้งควรยึดเอาค่าการลดความร้อนรวมจากแสงแดด หรือ Total Solar Energy Rejected ซึ่งน่าจะเป็นค่าที่ถูกต้องที่สุด นอกจากนี้ตอนเลือกฟิล์มกรองแสงโดยวิธีการวัดความร้อนจากแสงไฟสปอร์ตไลท์ ก็ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะแสงแดดกับแสงสปอร์ตไลท์นั้นมันคนละอย่างกันเลย ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้วัดกันแสงแดดตรงๆ ไปเลย และใช้เครื่องมือวัดค่าพลังงานความร้อน จะได้ฟิล์มที่ตรงกับความต้องการ

ส่วนความเข้ม หรือสว่างของฟิล์มนั้น ผมแนะนำให้ติดแล้วไม่ทำให้ทัศนวิสัยการขับขี่เสียไป บางทีขับกลางวันยังพอมองเห็น แต่ตกดึกมองไปทางไหนก็มืดไปหมด จะถอยหลังก็ดูแล้วดูอีก ไม่แน่ใจเพราะมองเห็นไม่ค่อยชัด หรือถ้าอยากได้ฟิล์มมืดๆ หน่อยแต่ไม่บังทัศนวิสัย ก็แนะนำให้ติดเหมือนกับรถญี่ปุ่นก็ได้ครับ กระจกบานหน้า และกระจกหน้าต่างคู่หน้าติดความเข้มสัก 20-40 ก็ได้ ส่วนบานหลังจะติดสัก 60-80 ก็ยังได้อย่างน้อยทัศนวิสัย ด้านหน้ายังไม่ลดลงสักเท่าไร

แต่สำหรับคนที่ได้ฟิล์มกรองแสงที่ติดตั้งมาจากศูนย์บริการ ตอนซื้อรถใหม่ ผมแนะนำให้เช็คยี่ห้อดูก่อน แล้วหาโอกาสแวะไปเปรียบเทียบคุณภาพฟิล์มจากร้านประดับยนต์ทั่วไปครับ ถ้าดูแล้วคุณภาพไม่น่าพอใจก็ลองเจรจาขอเปลี่ยน หรือถ้าพนักงานขายไม่ยอมให้เปลี่ยน บางทีอาจต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย เพื่อให้ได้ของที่มีคุณภาพ จะได้ไม่ต้องใช้ไปหงุดหงิดไปครับ

เรื่องยี่ห้อกับราคา ก็ดูกันตามความเหมาะสมครับ เพราะฟิล์มคุณภาพดี ราคาจะใกล้เคียงกัน ห่างกันไม่กี่ร้อยบาทครับ

ที่มาโดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Bertone Pandion : สปอร์ตสุดล้ำมีดีที่ประตู


Bertone Pandion : สปอร์ตสุดล้ำมีดีที่ประตู
24 มิถุนายนปีนี้ อัลฟา โรมีโอ แบรนด์รถยนต์สัญชาติอิตาเลี่ยนจากฉลองครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งบริษัท และแน่นอนว่าช่วงเวลาของความพิเศษในครั้งนี้ ทางสำนักออกแบบ 2 แห่งใหญ่ของอิตาลีอย่างพินฟารินา และเบอร์โทเนต่างพัฒนาต้นแบบรุ่นใหม่ๆ ออกมาฉลองในวาระพิเศษของอัลฟาครั้งนี้ด้วย

เพราะอัลฟาถือเป็นลูกค้าชั้นดีที่เคยทำงานร่วมกับสำนักออกแบบทั้ง 2 แห่งมาแล้ว โดยผลผลิตทั้ง 2 คันถูกเปิดตัวใน “เจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 “ ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-14 มีนาคมที่ผ่านมา

เริ่มกันที่เบอร์โทเน สำนักออกแบบที่ร้างราจากการเข้าร่วมงานนี้มา 2 ปีเต็มเพราะปัญหาทางด้านการเงินก็มากับต้นแบบรุ่น Pandion สวยล้ำสมัยขนาดพอเหมาะด้วยความยาว 4,620 มิลลิเมตร กว้าง 1,971 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,850 มิลลิเมตร โดยถือเป็นผลงานออกแบบของไมค์ โรบินสัน หัวหน้าทีมออกแบบคนใหม่ของทางเบอร์โทเนที่พัฒนาโดยอิงพื้นฐานต่อเนื่องมาจากสปอร์ตรุ่น 8C Competizione ส่วนเครื่องยนต์ก็เป็นเบนซินวี8 4,700 ซีซี 450 แรงม้า

สำหรับชื่อรุ่นเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของเหยี่ยวทะเลพันธุ์หนึ่ง ที่ทำรังอยู่ตามชายฝั่งซึ่งมีชื่อเต็มว่า Padion Haliaetus และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางเบอร์โทเนนำชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสัตว์หรือสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติมาใช้ในการตั้งชื่อรุ่นรถยนต์ต้นแบบ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีทั้ง Corvair Testudo (เต่าทะเล-1963), Alfa Romeo Canguro (จิงโจ้-1964), Carabo (นกเค้าแมว-1968) และ Delfino (ปลาโลมา-1983)

นอกจากนั้น ชื่อนี้ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับการออกแบบของตัวรถ เพราะด้วยลักษณะการเปิดประตูที่มีลักษณะยกเฉียงไปทางด้านหลังและสามารถตั้งขึ้นสูงทำมุม 90 องศากับตัวรถ ซึ่งเมื่อวัดความสูงโดยรวมของตัวรถและประตูที่ตั้งชันขึ้นมาแล้วมากถึง 3.6 เมตรเลยทีเดียว โดยเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับประตูแบบ Scissor Door (คล้ายกับลัมบอร์กินี ไดอะโบล) ซึ่งจะเปิดประตูในลักษณะเฉียงไปทางด้านหน้า

โดยข้อต่อของบานประตูนี้จะเชื่อมต่อกับซุ้มล้อหลัง ทำให้มองดูแล้วคล้ายกับนกกำลังกางปีกออกมา ซึ่งทางโรบินสันได้นำเอากายวิภาคการทำงานของปีกเหยี่ยวทะเลพันธุ์นี้มาประยุกต์ใช้กับการเปิดประตูของสปอร์ต้นแบบรุ่นนี้ และให้ความปลอดภัยแบบสุดๆ เพราะเมื่อพลาดท่าขับตีลังกา บานประตูถูกออกแบบให้สลัดหลุดจากตัวรถได้เลย และทำให้ผู้ขับหรือผู้โดยสารที่อยู่ด้านในสามารถออกจากห้องโดยสารได้โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์งัดแงะใดๆ

อีกทั้งรูปลักษณ์ด้านหน้าก็เน้นความสวยสปอร์ตและได้รับอิทธิพลจากการออกแบบของส่วนหัวของเหยี่ยวพันธุ์นี้ด้วยเช่นกัน และทางโรบินสันบอกว่า สไตล์การออกแบบเช่นนี้น่าจะเหมาะสมสำหรับเป็นแนวทางการออกแบบสไตล์ใหม่ของรถยนต์อัลฟาในอนาคต
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ทางเบอร์โทเนถือเป็นผู้นำแฟชั่นในการคิดค้นรูปแบบของการเปิดประตูที่ไม่เหมือนใคร และต้นแบบในอดีตที่สร้างความฮือฮามาแล้ว ก็เช่น 1968 Alfa Romeo Carabo, 1970 Lancia Stratos 0, 1972 Lamborghini Countach และ 2007 Fiat Barchetta

นอกจากนั้น สไตล์การสร้างสรรค์ตามจุดต่างๆ ของตัวรถยังสอดคล้องกับความเป็นอัลฟา ไม่ว่าจะเป็น Theme การออกแบบตัวรถที่เรียกว่า Skin&Frame ที่สื่อถึงงู และคบเพลิง ซึ่งเป็นโลโก้ของอัลฟา เพื่อให้สัมผัสที่พิเศษซึ่งสื่อออกมาถึงความเป็นอัลฟาอย่างแท้จริง
ส่วนในห้องโดยสารเน้นความสวยล้ำสมัยด้วยการเล่นโทนสีและการเลือกใช้วัสดุที่แปลกใหม่ในการตกแต่ง โดยตัวรถมากับสไตล์ 2+2 ที่นั่ง ส่วนเบาะหน้ามีความพิเศษในด้านการออกแบบ เพราะตัวเบาะถูกออกแบบให้มีความบางเฉียบทั้งตัวที่นั่งและพนักพิงหลัง ซึ่งมีความหนาตลอดทั้งตัวเบาะเพียง 30 มิลลิเมตร ทำให้พื้นที่ของเบาะด้านหลังเพิ่มขึ้นไปโดยปริยาย ซึ่งโครงสร้างของตัวเบาะผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ และใช้ Technogel ในการขึ้นรูปเพื่อให้มีทั้งความแข็งแกร่งและเบา ก่อนจะใช้วัสดุที่เรียกว่าใย reLIGHT หุ้มตลอดทั้งตัว

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์