วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Ford Start Concept : สำหรับคนเมืองยุคหน้า


Ford Start Concept : สำหรับคนเมืองยุคหน้า
Start Concept ต้นแบบคันสีแดงทรงแฮทช์แบ็ก 3 ประตูของฟอร์ดที่ถูกเปิดตัวในงานปักกิ่ง มอเตอร์โชว์ หรือออโต้ ไชน่า 2010 ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 27 เมษายน ถึง 2 พฤษภาคม กลายเป็นประเด็นที่ถูกทำให้เกิดความน่าสนใจอีกแล้วว่า ฟอร์ดกำจะเดินหน้าสู่การเอาจริงเอาจังในการเปิดตลาดรถยนต์ไซส์เล็กสำหรับคนเมืองในยุคหน้า เพราะต้นแบบรุ่นนี้อาจจะไม่ได้มีการจัดแสดงเพื่อสร้างความฮือฮาเท่านั้น แต่อาจจะมีการผลิตขายจริงในอนาคตด้วย

ภายใต้แนวคิด ONE Ford ที่นำมาใช้กับรถยนต์ 2 รุ่น คือ เฟียสตา และโฟกัสใหม่ ทำให้ข่าวนี้ได้รับความสนใจว่าฟอร์ดกำลังมองหาจิ๊กซอว์ชิ้นที่ 3 ในการเติมเต็มตลาดรถยนต์นั่งให้ครบทุกเซ็กเมนต์ตั้งแต่ A-C ที่สามารถวางขายได้ในทุกตลาดทั่วโลก โดยในตอนนี้ B และ C มีแล้วคือ เฟียสตาและโฟกัส ส่วน A หรือ Super Mini ยังขาดอยู่ เพราะแม้ว่าในปัจจุบันจะมีรุ่นกา-KA เจนเนอเรชันที่ 2 ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 ทำตลาดอยู่ แต่ก็เน้นไปที่ยุโรป และก็ไม่ได้โดนกล่าวถึงว่าเป็นส่วนหนึ่งตามแนวคิด ONE Ford เลย

นั่นก็เลยถูกจับมาโยงว่า Start Concept น่าจะเป็นของใหม่ที่เข้ามาสอดแทรกช่องว่างที่เหลืออยู่นี้

ตัวรถได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากทิศทางการเติบโตของเมืองต่างๆ ทั่วโลกที่มีความทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะในมหานครที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 20 แห่งทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน ประชากรมากกว่า 50% ของโลกอาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่ ภายในพ.ศ. 2593 จำนวนดังกล่าวจะพุ่งทะยานขึ้นสูงกว่า 70%

นักออกแบบของฟอร์ด จึงเกิดแนวคิดที่จะสร้างสรรค์รถยนต์ขนาดเล็กแบบสปอร์ต เพื่อตอบสนองความต้องการ และแนวคิดของคนเมืองยุคหน้า ซึ่งจะต้องเผชิญกับท้องถนนอันแออัด ลานจอดรถที่ไม่เพียงพอ ความกังวลต่อการประหยัดน้ำมันของรถ รวมทั้งปริมาณ และราคาของน้ำมันในปัจจุบัน โดยปัจจัยเหล่านี้จะผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อยานพาหนะ และการเดินทางต่างไปจากเดิมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์ สตาร์ท คอนเซ็ปต์ คือการออกแบบรถที่ตอบสนองการเดินทางในมหานครทั่วโลก และเป็นมากกว่ายนตรกรรมทันสมัย ที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี แต่เราต้องการออกแบบรถที่คุณจะต้องตกหลุมรัก” ฟรีแมน โธมัส ผู้อำนวยการด้านการออกแบบกล่าว

“ทีมออกแบบได้นำเสนอผลงานที่สะท้อนให้เห็นแง่มุมที่สนุกสนานของการออกแบบ ภายใต้แนวคิด Kinetic Design และยกระดับการเป็นรถที่ขับสนุก ซึ่งเป็นดีเอ็นเอของรถภายใต้แบรนด์ฟอร์ด อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นปมที่แท้จริงที่ทุกคนจะต้องประสบ ในการออกแบบรถยนต์ในอนาคต” มาร์ติน สมิท ผู้อำนวยการด้านการออกแบบประจำฟอร์ด ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก กล่าว

ขนาดตัวถังมีความยาวรวม 3,700 มิลลิเมตร กว้าง 1,672 มิลลิเมตร สูง 1,400 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,300 มิลลิเมตร ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดที่ใช้ส่วนประกอบน้อยชิ้น ที่เน้นความเรียบง่ายของห้องโดยสารแบบค็อกพิตของนักบิน 2 ห้องต่อกัน และการออกแบบที่โค้งมนสไตล์ อ่างอาบน้ำ ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 4 คน ห้องโดยสารดังกล่าวจึงมีรูปโฉมที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมคุณภาพที่เหนือกว่า และลดค่าใช้จ่ายจากการก่อสร้างที่เรียบง่ายโดยใช้วัสดุเพียงชิ้นเดียว

แผงควบคุมอุปกรณ์ภายในรถมีปุ่มควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ที่จัดรวมไว้ด้วยกัน จึงง่ายต่อการย้ายตำแหน่งให้เหมาะสมกับ รถที่มีพวงมาลัยอยู่ทั้งทางด้านซ้ายหรือด้านขวา พื้นที่โดยรอบแผงควบคุมอุปกรณ์ภายในรถ และคอนโซลกลางที่โฉบเฉี่ยว ได้รับการตัดขอบให้มีลักษณะเป็นแผงขนาดใหญ่ชิ้นเดียว โดยเริ่มต้นจากฐานของกระจกหน้า และไหลต่อเนื่องไปยังส่วนล่างสุดของคอนโซลกลาง

จุดที่น่าสนใจของตัวรถคือ เครื่องยนต์ในตระกูล Ecoboost ซึ่งเพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นรถยนต์สำหรับคนเมือง ทางฟอร์ดเลยจัดการนำขุมพลังแบบ 3 สูบ 1,000 ซีซีมาปรับปรุงตามคอนเซ็ปต์ของ Ecoboost ช่วยประหยัดน้ำมันและปล่อยของเสียในระดับต่ำ พร้อมส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ทั้งนี้ฟอร์ดยืนยันการผลิตเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้ในอนาคตอันใกล้ ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 100 กรัม/กิโลเมตร อีกทั้งเครื่องยนต์เบนซินดังกล่าวยังให้กำลังและสมรรถนะเทียบเท่ากับเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ 1,600 ซีซี

นอกจากนั้น ฟอร์ดยังติดตั้งเทคโนโลยีเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างมนุษย์และยานยนต์ (HMI) อุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ด้านบนของคอนโซลกลาง คือ เทคโนโลยีต้นแบบ มายฟอร์ด โมบาย คอนเซ็ปต์ (MyFord Mobile Concept) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับ สามารถสั่งงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องละมือออกจากพวงมาลัย
หากไม่นับโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนแล้ว อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานภายในรถอื่นๆ ประกอบด้วย ระบบทำความร้อน ระบบระบายอากาศ และเครื่องปรับอากาศ (HVAC) สัญญาณเตือนการทำงานของเครื่องยนต์ และสัญญาณบ่งบอกการปิด/เปิดการทำงานของถุงลมนิรภัย ที่สามารถมองเห็นและปรับได้ง่ายในขณะขับขี่ ผ่านการสั่งงานด้วยเสียง หรือปุ่มบังคับควบคุมที่ติดตั้งอยู่บนคอนโซลกลาง แสดงผลผ่านหน้าจอกว้าง 6 นิ้ว

ในส่วนของอุปกรณ์เสริม เมื่อผู้ขับเสียบโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนเข้ากับฐานในขณะที่รถเคลื่อนที่ ก็จะสามารถสั่งงานผ่าน มายฟอร์ด โมบาย คอนเซ็ปต์ ให้ระบบค้นหารายชื่อในสมุดโทรศัพท์ ค้นหาเส้นทาง อ่านข้อความในโทรศัทพ์ บอกทิศทาง และใช้งานอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ได้เพียงสั่งงานด้วยเสียง
หากสมาร์ทโฟนได้รับการติดตั้งในขณะที่จอดรถและดับเครื่อง อุปกรณ์เกี่ยวกับการทำงานของรถ และสัญลักษณ์ที่บ่งบอกสถานภาพ ของอุปกรณ์ต่างๆ จะแสดงผลผ่านมายฟอร์ด โมบาย คอนเซ็ปต์ โดยหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่จะทำงานผ่านบลูทูธ ขณะที่การสั่งงานรถและระบบเครื่องเสียงจะได้รับการควบคุมผ่านการสั่งงานด้วยเสียง และมายฟอร์ด โมบาย คอนเซ็ปต์ จะ งดการให้บริการบางประเภท เช่น การสั่งพิมพ์ข้อความในขณะขับรถ

เพื่อช่วยให้ผู้ขับสามารถติดตามเทรนด์และพัฒนาการใหม่ล่าสุดของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ มายฟอร์ด โมบาย คอนเซ็ปต์ จึงได้รับการสร้างสรรค์ให้มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับการทำงาน ให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โทรศัพท์เคลื่อนที่ และตามความต้องการของผู้ขับ
ตอนนี้ยังเป็นต้นแบบ ส่วนอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะมีการผลิต ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้ว Start Concept จะกลายเป็นจริงเมื่อไรและมาด้วยชื่ออะไร

ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

BMW Grand Coupe Concept : สปอร์ตซีดานคู่ปรับ CLS


BMW Grand Coupe Concept : สปอร์ตซีดานคู่ปรับ CLS
นับจากต้นแบบรุ่น CS Concept ที่เปิดตัวในปี 2007 ถึงตอนนี้บีเอ็มดับเบิลยูสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้บรรดาชาวบิมเมอร์ได้แปลกใจกันบ้าง กับต้นแบบรุ่นใหม่ในสไตล์สปอร์ตซีดาน 4 ประตูในชื่อ GCC หรือ Grand Coupe Concept ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้บอกว่าผลิตขายหรือไม่ แต่ในตอนนี้สื่อตามโลกอินเตอร์เนตฟันธงแล้วว่า บีเอ็มดับเบิลยูจะผลิตขายโดยตั้งเป้าไปที่การเป็นคู่ปรับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ CLS-Class

ต้นแบบรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเน้นความสปอร์ตของรถยนต์ 4 ประตูที่แทรกกลุ่มตลาดระหว่างซีรีส์ 5 และซีรีส์ 7 ซึ่งตัวรถได้รับการออกแบบใหม่พร้อมกับเติมความโฉบเฉี่ยวรอบคันโดยที่อิงเส้นสายและสไตล์การออกแบบตามแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยูยุคปัจจุบันที่ผ่านตากันมาแล้วกับซีรีส์ 7 (F01) และซีรีส์ 5 (F10) ที่ขายอยู่ในตลาด

ทุกเอกลักษณ์ของรูปลักษณ์ภายนอกถูกคงเอาไว้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าแบบไตคู่ หรือ Kidney Grille ที่ถูกออกแบบให้นูนขึ้นมาเหมือนกับจมูกของฉลาม หรือ Forward-Tilted Shark Nose เหมือนกับของซีรีส์ 5 และ 7 ส่วนไฟคู่หน้าเป็นแบบดวงกลมให้หลอดแบบ LED อยู่ในกรอบทรงเหลี่ยม ซึ่งถูกออกแบบให้ลงตัวกับกระจังหน้า

ขณะที่มิติตัวถังมีความยาวเฉียด 5,000 มิลลิเมตร แต่มีความสูงของตัวรถเพียงน้อยนิด เรียกว่าหลังคาถูกออกแบบให้ลาดเทเพื่อความปราดเปรียว โดย GCC มีความสูงเพียง 1,400 มิลลิเมตร หรือน้อยกว่าซีรีส์ 5 และ 7 อยู่ 100 มิลลิเมตร ซึ่งเสากระจกบังลมหลังและแนวของเส้นหลังคาส่วนท้ายถูกออกแบบให้ลาดเทมากขึ้นจนดูคล้ายกับรถสปอร์ตคูเป้ และที่ขาดไม่ได้คือ ที่เสาหลัง หรือ C-Pillar ตรงช่วงที่ติดกับประตูบานหลังจะมีการออกแบบแนวเส้นให้หักลงเหมือนกับตัว L ถือเป็นอีกเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูที่ชาวบิมเมอร์ทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ Hofmeister Kink
ด้านท้ายโดดเด่นด้วยไฟทรงตัว L และติดตั้งหลอดแบบ LED สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการส่องสว่าง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น พร้อมความดุดันด้วยปลายท่อไอเสียคู่แบบฝังอยู่ในกันชน ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องยนต์ทางบีเอ็มดับเบิลยูไม่ได้เปิดเผยออกมา

ต้องดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว โปรเจ็กต์นี้จะเป็นจริงตามที่ร่ำลือบนโลกอินเตอร์เนตหรือไม่ และถ้ามีขายจริง จะใช้ชื่อรุ่นอะไรดี เพราะในตอนนี้รหัสหลักไม่เหลือพื้นที่ว่างแล้ว

ที่มา www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000059056

Mercedes-Benz Shooting Break Concept : สไตล์แวกอนสปอร์ต


Mercedes-Benz Shooting Break Concept : สไตล์แวกอนสปอร์ต
ต่อจากต้นแบบที่ชื่อ F800 Style ที่เปิดตัวงาน “เจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังนำเสนอความเคลื่อนไหวของงานออกแบบสำหรับยนตรกรรมระดับหรูรุ่นใหม่ผ่านทางต้นแบบรุ่นนี้ แต่คราวนี้เปลี่ยนแนวทางจากตัวถัง 4 ประตูมาเป็นแวกอนแบบ 4 ประตูที่มีชื่อว่า Shooting Break
สำหรับ Shooting Break Concept ถูกเปิดตัวงาน “ปักกิ่ง มอเตอร์โชว์ 2010” เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และถือเป็นงานออกแบบที่ต่อเนื่องโดยอิงอยู่บนแนวทางและสไตล์การสร้างสรรค์ของเส้นสายบนตัวถังจาก F800 ซึ่งว่ากันว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์จะนำแนวทางนี้มาใช้กับรถยนต์ในสายการผลิตรุ่นใหม่ที่เตรียมเปลี่ยนโฉมหรือโมเดลเชนจ์ โดยจะเริ่มกับรุ่น CLS-Class สปอร์ตซีดานขนาดกลางกึ่งใหญ่ ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2004 และจะมีการเปลี่ยนโฉมปลายปีนี้ จากนั้นก็จะถึงคิวของเอส-คลาสใหม่ และ CL คูเป้ที่มีข่าวว่าจะเปลี่ยนชื่อในการทำตลาดเป็นเอส-คลาส คูเป้

จุดเด่นของงานออกแบบสไตล์นี้อยู่ที่ตัวถังด้านหน้าซึ่งมีความโดดเด่นอยู่ที่ชุดกระจังและชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าซึ่งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะยื่นไปทางด้านหน้ารับกับชุดไฟหน้าทรงเหลี่ยมและใช้หลอดไฟแบบ LED ทั้งหมดโดยรวมแล้วมากถึง 71 ดวงด้วยกัน ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์เรียกสไตล์ของกระจังแบบนี้ว่า ‘Soft Nose’
สำหรับเส้นสายบนตัวถังถูกออกแบบให้สะท้อนถึงความปราดเปรียวและแฝงด้วยความแข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยทำให้ตัวรถดูมีความสปอร์ตเร้าใจ ขณะที่เสากระจกบังลมหลังหรือ D-Pillar ก็เน้นความลาดเทเพื่อทำให้ตัวรถดูมีความโฉบเฉี่ยว และก่อให้เกิดความรู้สึกถึงความเป็นสปอร์ตคูเป้ หรือ Coupe-Like แม้ว่าตัวถังจะมาในสไตล์แวกอน 4 ประตูก็ตาม และเพิ่มความเร้าใจด้วยล้อแม็กวงโตขนาด 20 นิ้ว ซึ่งด้านหน้าจับคู่กับยางไซส์ 255/30ZR20 และด้านหลังขนาด 285/30ZR20

ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบโดยผสมผสานระหว่างความหรูและความสปอร์ตอย่างลงตัว ปลอดโปร่งด้วยหลังคากระจกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Panoramic Glass Sunroof ที่กินพื้นที่ครอบคลุมทั้งเบาะหน้าและหลัง อีกทั้งยังเพิ่มความลงตัวด้วยการนำไม้ที่มีคุณภาพระดับเดียวกับที่ใช้ในการทำพื้นของเรือยอชท์มาเป็นวัสดุที่ในการตกแต่งตามแผงประตู และพื้นห้องเก็บบรรทุกสัมภาระด้านท้ายอีกด้วย ช่วยเพิ่มความหรูหราได้เป็นอย่างดี ขณะที่เบาะหลังถูกออกแบบให้เน้นความสปอร์ต เป็นทรงบักเก็ตซีทแยกฝั่งซ้ายขวาและมีแผงคอนโซลคั่นระหว่างกลาง
ในรุ่นต้นแบบขับเคลื่อนอย่างเร้าใจบนความประหยัดด้วยเครื่องยนต์เบนซินบล็อกวีรุ่นใหม่ ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์เผยว่าจะนำมาใช้กับรถยนต์ระดับหรูเกือบทุกรุ่น โดยตัวเสื้อสูบตัว V เอียงทำมุม 60 องศา และมีความจุกระบอกสูบในพิกัด 3,500 ซีซี มีกำลังสูงสุด 305 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 37.7 กก.-ม. แถมด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีไดเร็กต์อินเจ็กชัน และเผาไหม้ไอดีบาง หรือ Lean Burn ภายใต้แนวคิด BlueEfficiency จึงช่วยเพิ่มความประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
สำหรับการเปิดตัวต้นแบบรุ่นนี้ทำให้เกิดคำถามอีกข้อคือ ในรุ่นใหม่ของ CLS จะมีแค่ตัวถังซีดานทรงสปอร์ตแบบเดียวในการทำตลาด หรือว่าจะแตกทางเลือกออกมาเป็นสเตชันแวกอนมาดสปอร์ตด้วย เพราะปกติแล้ว Shooting Break หมายถึงรถสปอร์ต 2 ประตูที่ถูกยืดฐานล้อพร้อมกับออกแบบส่วนท้ายให้ดูคล้ายกับแวกอน และมักจะได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 แต่กับต้นแบบรุ่นนี้ ค่ายดาว 3 แฉกพลิกแนวคิดนำมาประยุกต์ใช้กับตัวถัง 4 ประตูและออกแบบให้ดูปราดเปรียวด้วยประตูบานท้ายที่ดูแคบและเตี้ยเพื่อให้เกิดความรู้สึก Coupe-Like เหมือนกับตัวถังซีดาน 4 ประตู…งานนี้ต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

“เสธ.แดง” ถูกยิงหัว หามส่ง รพ.หัวเฉียว ด้าน “ลิ่วล้อ” โกลาหล


“เสธ.แดง” ถูกยิงหัว หามส่ง รพ.หัวเฉียว ด้าน “ลิ่วล้อ” โกลาหล
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 พฤษภาคม 2553 19:32 น.

สีลมป่วน เสียงระเบิดดัง 2 ครั้ง ทำผู้ชุมนุมโกลาหลวิ่งวุ่นเข้าหาเวทีราชประสงค์ ขณะที่ “เสธ.แดง” เจอดีถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เร่งหามส่ง รพ.หัวเฉียว ขณะที่เสียงปืนดังสนั่นพื้นที่ ขณะที่ผอ.ศูนย์เอราวัณ ยืนยัน "เสธ.แดง"โดนสอยจริง อยู่ระหว่างรักษาตัว ปัดยังไม่ตาย

วันนี้(13 พ.ค.) ผุ้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณแยกสีลม มุ่งหน้าแยกราชประสงค์ หลังจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. มีมาตรการกดดันกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.หลังเวลา 18.00 น. ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 19.25 น.เกิดเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้นต่อเนื่อง จำนวน 4 ลูก หลังจากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะบริเวณกลุ่มผู้ชุมนุมสี่แยกศาลาแดง ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต หรือไม่ ทั้งนี้ ก่อนหน้าเกิดเสียงดังคล้ายระเบิด 4 ครั้ง ได้มีการยิงพลุ ยิงตไลขึ้นไปบนท้องฟ้าของกลุ่ม นปช. เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น.หลังจากนั้นเกิดเสียงดังคล้ายระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุม 1 ลูก ต่อจากนั้นเกิดอีก 2 ลูก ล่าสุดอีก 1 ลูกเมื่อเวลาประมาณ 19.23 น. ทำให้บรรยากาศบริเวณแยกศาลาแดงเกิดความโกลาหลวุ่นวายเนื่องจากกลุ่มผู้ ชุมนุม ตลอดจนประชาชนวิ่งหนีออกจากบริเวณดังกล่าวโดยมุ่งหน้าไปยังเวทีใหญ่บริเวณ แยกราชประสงค์

ทั้งนี้ ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรายงานในพื้นที่การชุมนุมว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ได้ถูกยิงบริเวณศีรษะ ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวส่งที่โรงพยาบาลหัวเฉียวแล้ว นอกจากนี้ยังมีเสียงปืนดังระงมไปทั่วพื้นที่

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงพยาบาลหัวเฉียว ว่า ได้รับการยืนยันจากลูกน้องของพล.ต.ขัตติยะ ว่าถูกยิงได้รับบาดเจ็บจริง แต่แค่เฉี่ยวบริเวณศรีษะ ซึ่งขณะนี้ได้นำตัวเข้าไปในห้องฉุกเฉินแล้ว

ทั้งนี้ นพ.เพชรพงษ์ กิจจรกิจการ ผอ.ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กทม. ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อมูลเบื้องต้นได้รับรายงานว่าเสธ.แดงถูกยิงได้รับบาดเจ็บ รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหัวเฉียวจริง ทั้งนี้ จากรายงานอาการเบื้องต้นเสธ.แดงถูกยิงที่บริเวณศรีษะ อาการสาหัสขณะนี้ยังไม่รู้สึกตัว โดยแพทย์พยาบาลอยู่ระหว่างให้การช่วยเหลือ

สะพัด "เสธ.แดง" เสียชีวิตแล้ว!!


สะพัด "เสธ.แดง" เสียชีวิตแล้ว!!
เกาะติดสถานการณ์เสื้อแดงชุมนุม
มีรายงานว่า "เสธ.แดง" หรือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ถูกยิงที่ศีรษะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกส่งตัวไปที่ โรงพยาบาลหัวเฉียว ได้เสียชีวิตลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นเพียงรายงานข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแพทย์

ที่มา http://www.naewna.com/news.asp?ID=210941

ข่าวล่าสุด:สื่อนอกพร้อมใจตีข่าวเสธแดงถูกยิง


สื่อนอกพร้อมใจตีข่าวเสธแดงถูกยิง

สื่อต่างประเทศตีข่าวนายทหารคนดังระดับนายพลผู้ให้สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงถูกยิงอาการสาหัส

สำนักข่าวบีบีซี รอยเตอร์ และอัลจาซีร่า ต่างรายงานถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณสี่แยกศาลาแดงว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ซึ่งเป็นนายทหารระดับนายพลของกองทัพไทย และให้การสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ก่อนที่จะถูกนำตัวไปโรงพยาบาล

บีบีซีรายงานว่า นายทหารคนสนิทซึ่งรับโทรศัพท์มือถือของเสธ.แดง ภายหลังเหตุการณ์รุนแรงที่แยกศาลาแดง ให้ข้อมูลว่าพล.ต.ขัตติยะได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังจากถูกยิง

ที่มา http://www.posttoday.com/