วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

'แพนเค้ก' เซย์โน 'เป้' เล็งซื้อบ้านใกล้ โต้โกยอีเว้นท์จนถูกเตือน

แพนเค้ก-เขมนิจ ปัดเป้-อารักษ์ จะซื้อบ้านอยู่ใกล้ตนเอง แจงเรื่องบ้านเวียร์ที่อยู่ติดกันรอเคลียร์ให้ชัดเจนค่อยบอก โต้รับงานอีเว้นท์เยอะจนกองละครรอนาน-คุณแดงเตือนเสียค่าปรับ เผยตั้งใจเรียนจบเร็วๆนี้...

พักหลังข่าวฉาวโหมกระหน่ำนางเอกหน้าหมวย แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ซะเหลือเกิน ล่าสุดหลังควงนางเอกลูกครึ่ง ขวัญ-อุษามณี เคลียร์ข่าวสยบเกาเหลาไปแล้วในงานฉลองครบรอบ 26 ปีนิตยสาร Bride ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ก็ถึงคราวที่ แพนเค้ก ต้องเคลียร์ข่าวตัวเองอีกครั้ง ทั้งเรื่องที่อินเลิฟนอกจอกับ เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ จนฝ่าย เป้ เล็งซื้อบ้านใกล้ แพนเค้ก รวมถึงเรื่องที่ แพนเค้ก โหมรับงานอีเว้นท์หนัก ทำให้กองถ่ายละครต้องรอนาน จนบอส 7 สี คุณแดง-สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ต้องออกโรงเตือนว่าหากดาราในสังกัดคนใดรับงานอีเว้นท์เยอะจนเสียเวลาถ่ายทำละครจะต้องเสียค่าปรับด้วย
มีข่าวว่าเป้จะไปซื้อบ้านใกล้แพนเค้ก? "ไม่มีแน่นอนค่ะ" ในส่วนของบ้าน เราเคลียร์กันยังไงเพราะกระแสค่อนข้างแรง? "จริงๆเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรแล้วนะคะ มันก็เป็นเรื่องในครอบครัวมากกว่า เราก็พยายามเคลียร์แจกแจงทุกอย่างให้เรียบร้อยค่ะ ไม่ต้องห่วงค่ะ ไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ" ตอนนี้บ้านหลังนั้นยังเป็นของเวียร์? "เอ่อ เป็นของแพนค่ะ" บ้านที่เวียร์ซื้อติดกันตอนนี้ขายให้แพนเค้กเรียบร้อยแล้ว? "เอ่อ... เดี๋ยวไว้แจกแจงอีกทีดีกว่าเนอะ ให้เราได้คุยกันในครอบครัวได้จัดการตรงนี้ให้เรียบร้อยก่อน" แปลว่าตอนนี้ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับเวียร์อย่างชัดเจน? "ใช่ค่ะ" ตอนนี้ความรู้สึกแพนเป็นไงบ้างหลังเจอกระแสข่าวโหมกระหน่ำ? "ก็โอเคนะคะ แพนมองว่าไม่ได้เป็นเรื่องอะไรที่หนักหนาหรือเยอะจนเกินไป แพนว่าเราก็ยังทำงานตามปกติค่ะ"

มีข่าวว่าเรารับจ๊อบเยอะ จนคุณแดงเตือนว่าถ้าดาราในช่องรับจ๊อบเยอะจนเสียเวลาถ่ายละครจะโดนปรับ? "โดนปรับด้วยเหรอคะ ยังไม่มีนะคะ ยังไม่ได้ทราบนโยบายนี้ขึ้นมา แต่แพนเชื่อว่าตลอดเวลาที่ทำงานกันมา คุณแดงให้อิสระในการทำงานพอสมควร แพนเชื่อว่าทุกคนมีวิธีการดูแลจัดระบบของตัวเองอยู่แล้วค่ะ" แล้วที่เรารับจ๊อบเยอะจนกองถ่ายต้องรอนานจริงไหม? "เอ่อ เราก็ได้แจกแจงตามรายละเอียดที่แน่นอน เพราะช่วงนี้ส่วนใหญ่ก็ไปเรียนด้วยค่ะ ถ้าไปก็คงจะไปเรียนซะมากกว่า" อย่างนี้ต้องคัดงานเพิ่มขึ้นไหม? "ไม่ค่ะ ปกติเราดูแลงานของเราอยู่แล้วค่ะ" ตอนนี้ยังไม่มีผู้ใหญ่ติงเรื่องนี้? "ไม่มีค่ะ" มีลิมิตเยอะไหมในการรับ? "ไม่ค่ะ ปกติช่วงนี้ส่วนใหญ่ไปเรียนมากกว่าค่ะ" ตอนนี้ยังเหลือเรียนอีกเยอะไหม? "ไม่เยอะมากแล้วค่ะ ต้องเร่งทำคะแนนยังไงบ้างคือถ้ามันเร็วที่สุดก็ดีค่ะ เราจะได้จัดเวลาในส่วนอื่นได้ลงตัวมากขึ้นค่ะ" เพื่อนๆช่วยเรื่องเรียนบ้างไหม? "มีค่ะ มีเยอะ มีน้องๆมีอาจารย์ น่ารักมาก ก็พยายามช่วยเพราะก็รู้ว่าถ้าเราจบไปเลยให้เรียบร้อยก็น่าจะโอเคค่ะ มหาวิทยาลัยน่ารักมากค่ะ"

แพนตั้งใจว่าจะเรียนจบเมื่อไหร่? "จริงๆน่าจะจบเร็วๆนี้ค่ะ แพนกำลังดูว่าเราน่าจะสามารถลงอะไรได้มากน้อยแค่ไหนค่ะ อย่างงานกลุ่มก็บอกน้องๆว่าถ้ามีอะไรก็บอกพี่นะ มีอะไรก็ช่วยกัน โทรมาคุยกันหรือเมล์มาคุยกันค่ะ" มีกระทู้ตามเว็บไซต์ว่าที่แพนยังเรียนไม่จบเพราะว่าไม่ยอมช่วยงานกลุ่ม เพื่อนก็แบน? "อ๋อ จริงๆเพื่อนแพนก็จบไปกันซะส่วนใหญ่นะคะ ตอนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นน้องๆมากกว่าค่ะ น้องๆก็น่ารักทุกคน ต้องบอกว่าน้องๆช่วยมากๆค่ะ ก็เข้าร่วมตลอด ไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ค่ะ" เรื่องการเรียนก็ยังเน้นอยู่? "ใช่ค่ะ ก็ยังเรียนอยู่ตามปกติค่ะ มีเรียนทุกวันค่ะ ก็ไปเรียนกับน้องๆ สนุกดี น้องๆน่ารัก ไม่เขินค่ะ คือน้องๆเป็นน้องที่เราคุ้นๆกันอยู่แล้วค่ะ เรามีอะไรช่วยเหลือกันได้ก็โอเค ตอนนี้ก็อยู่ปี 5 ค่ะ จะพยายามเรียนให้จบเร็วที่สุด ถ้าทำได้ก็ดีค่ะ" เห็นเพื่อนๆเรียนจบหมดแล้วเป็นยังไงบ้าง? "ไม่เป็นไรค่ะ ก็ดีค่ะ แพนก็ไปร่วมแสดงความยินดีด้วยค่ะ" มีแพลนจะต่อปริญญาโทไหม? "ก็เดี๋ยวให้จบตรงนี้ก่อนแล้วกันนะคะ".
ที่มา : www.thairath.co.th

36 คู่รักร่วมงานวิวาห์ใต้สมุทรตรัง หวานชื่นฉลองวันวาเลนไทน์

การจัดงานวิวาห์ใต้สมุทร จ.ตรัง 2011 สุดชื่นมื่น คู่บ่าวสาวแห่ร่วมงาน 36 คู่ สุดประทับใจได้ชมความงามปะการังน้ำตื้น...

บรรยากาศการจัดงานพิธิวิวาห์ใต้สมุทร 2011 ซึ่งเป็นการจัดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ซึ่งในปีนี้มีคู่บ่าวสาวเข้าร่วมงานจำนวน 36 คู่ โดยเมื่อ เวลา 10.00 น.วันที่ 12 ก.พ.นายไมตรี อินทุสุต ผวจ.ตรัง นายสุรินทร์ โตทับเที่ยง รองประธานหอการค้าไทย และนายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้า จ.ตรัง ได้นำคณะคู่บ่าวสาว จำนวน 36 คู่ เดินทางออกสู่ทะเลตรัง มุ่งหน้าไปยังเกาะกระดาน อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธี
โดยมีประชาชน รวมทั้งนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินทางไปรอชมพิธี จากนั้นคู่บ่าวสาว จำนวน 8 คู่ ได้ร่วมดำน้ำจดทะเบียน บริเวณแนวชายหาดด้านหน้าเกาะกระดาน โดยหลังจากเสร็จพิธีคณะของคู่บ่าวสาวทั้งหมดได้เดินทางไปชมความงามของปะการังน้ำตื้น ตามหมู่เกาะต่าง ๆ พร้อมทั้งร่วมกันปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ สร้างความประทับใจให้กับคณะทั้งหมดเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ นายสุรินทร์ กล่าวว่า พิธีวิวาห์ใต้สมุทร ที่จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้เป็นปีที่ 15 ถือเป็นพิธีวิวาห์ที่ยิ่งใหญ่พิธีหนึ่งใน จ.ตรัง ซึ่งทางหอการค้า จ.ตรัง ได้ทุ่มเทจัดงานนี้เพื่อเป็นการประกาศให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่า แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทย และ จ.ตรัง มีความสวยงามแค่ไหน ซึ่งตนและชาวตรัง ต่างรู้สึกยินดีที่มีเสียงตอบรับเป็นอย่างดีในทุกปี ซึ่งทางหอการค้า จ.ตรัง ยังคงจัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องตลอดไป เพื่อกระตุ้นในเรื่องของการท่องเที่ยวทางหนึ่งด้วย

ที่มา : www.thairath.co.th

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กบ-สุวนันท์ อุ้มท้อง7ด.เตรียมเป็นแม่มือใหม่

นางเอกสาวชื่อดัง กบ อุ้มท้อง 7 เดือน ดีใจเป็นแม่มือใหม่ บรุ๊ค-ดนุพร คอยประคับประคอง

วันนี้ 7 ก.พ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต มีการจัดงานครบรอบ 1 ปี เซเลเบรชั่น แอด สุวนันท์ อคาเดมี่ โดยมีกบ สุวนันท์ ปุณณกันต์ (คงยิ่ง) นางเอกสาวชื่อดัง กับบรู๊ค-ดนุพร ปุณณกันต์ สามี อดีตพระเอกชื่อดัง มาร่วมงาน โดยกบ-สุวนันท์ อยู่ในชุดคลุมท้อง บรุ๊ค-ดนุพร คอยประคับประคองตลอดเวลา โดยกบ-สุวนันท์ กล่าวว่า ขณะนี้อายุครรภ์ประมาณ 7 เดือนแล้ว คาดว่าเมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 8 น่าจะหยุดรับงานและทำงานต่างๆ ขอนอนพักผ่อนที่บ้านเพื่อเตรียมตัวคลอดลูก ซึ่งล่าสุดไปอัลตร้าซาว์ดมา 2 ครั้งยังไม่เห็นเพศลูกว่าเป็นชายหรือหญิง แพทย์ระบุว่าเด็กไม่อ้าขาเลยไม่เห็นเพศทำให้คาดเดากันเองว่าน่าจะเป็นผู้หญิง

“ตอนนี้ได้เตรียมตัวเป็นคุณแม่มือใหม่แล้ว ด้วยการหนังสือบ้างส่วนใหญ่เป็นนิตยสารเกี่ยวกับคุณแม่ คุณลูก และจะอ่านบทความจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับเรื่องของคุณแม่ ที่มีประสบการณ์ รวมทั้งส่วนใหญ่ก็จะปรึกษาคุณหมอ ซึ่งทั้งคุณแม่พี่บรู๊คและคุณแม่ของกบเอง ก็จะเป็นคนช่วยให้คำแนะนำด้วย แต่คนที่ช่วยเหลือกบได้มากจริง ๆ ก็คือพี่บุ๋ม น้องสาวของพี่บรู๊ค เพราะเขาเองก็เพิ่งคลอดเมื่อเดือนม.ค. นี้ พอได้เจอกันทุกครั้ง ก็จะถามทุกเรื่องเช่น จะเป็นยังไง จะคลอดยังไง แม้แต่เรื่องบล็อกหลัง รวมทั้งของต่าง ๆ ที่เคยใช้ พี่เขาก็จะโอนมา ซึ่งช่วงที่ท้อง กบก็มีแพ้ท้องบ้างนิดหน่อย ตอนนี้ก็จะเหนื่อยง่าย และค่อนข้างปวดหลังค่ะ ส่วนการคลอดนั้นรู้สึกกลัวเหมือนกันแต่พี่บรุ๊คก็ให้กำลังใจตลอด” กบ-สุวนันท์ กล่าว

บรู๊ค-ดนุพร กล่าวว่า ช่วงที่น้องสาวคลอดตนไม่ให้กบไป เพราะไม่อยากให้เขาเห็น กลัวเขาจะกลัว แต่เวลาที่กลับบ้าน เขาก็ไปดูอินเทอร์เน็ตอีกทำให้กบรู้สึกกลัวการคลอดแต่ก็ให้กำลังใจตลอด อยากให้ลูกคลอดมาแบบสมบูรณ์ ได้เตรียมของใช้แล้วส่วนใหญ่เป็นสีชมพูเพราะคิดว่าลูกน่าจะเป็นผู้หญิง ส่วนจะมีทายาทเพิ่มอีกหรือไม่ขอคุยกับกบก่อนเพราะรู้สึกสงสารที่ต้องตั้งครรภ์ ขณะที่กบ-สุวนันท์ กล่าวเสริมว่า เมื่อเห็นภาพคลอดทั้ง 2 แบบ รู้สึกกลัวมาก ร้องไห้เลย โดยตนเองอยากเลือกคลอดแบบธรรมชาติ กำหนดช่วงเดือนเม.ย.ต่อเนื่องพ.ค. ที่รพ.สมิติเวช ไม่ได้ไปคลอดที่ต่างประเทศตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ และหลังคลอดแล้วนั้นขอเลี้ยงลูกเอง งานการแสดงจะต้องพักหรือไม่นั้นเป็นเรื่องอนาคตบอกล่วงหน้าไม่ได้

ที่มา เดลินิวส์

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เวลาการทูตชั้นครู ไทย-เขมร แปรสนามรบเป็นตลาด

จากที่ ’ตึงเครียด“ อยู่แล้ว อันเนื่องจากข้อพิพาทเขตแดน เขตพื้นที่ทับซ้อนบริเวณ เขาพระวิหาร พอเกิดเหตุการณ์ทหารกัมพูชาจับ 7 คนไทย นำโดย วีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนหัวใจรักชาติ กับ พนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ ไปขังคุก ความตึง เครียดระหว่าง ไทย-กัมพูชา ก็ยิ่งเขม็งเกลียว ซึ่งแม้คนไทยกลุ่มนี้จะได้ประกันตัวแล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่อีก 2 ราย คือ วีระ และ ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ล่าสุดทางศาลกัมพูชาได้ตัดสินจำคุก 8 ปี และ 6 ปี รวมทั้งปรับเงินอีก 1.8 ล้านเรียล และ 1.2 ล้านเรียล ตามลำดับ ขณะที่กระแสกดดันให้รัฐบาลไทยเล่นบทเข้มกับกัมพูชาก็เชี่ยวกรากขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่เท่านั้น ระหว่างทางการไทยกับทางการกัมพูชา ต่างก็มีการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการระบุผ่านสื่อมวลชน การที่ทหารกัมพูชาชักธงชาติกัมพูชาตรงประตูทางเข้าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ เขตพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหารแล้วทหารไทยตอบโต้ด้วยการชักธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาใกล้กับสถูปคู่ติดกับฐานตรวจการณ์ผามออีแดง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และโดยเฉพาะการเตรียมกำลังทหารของทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทย

ประเทศเพื่อนบ้าน ไทย-กัมพูชา มีแต่ความตึงเครียดตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา นโยบายทำ สนามรบเป็นตลาด ที่เคยนำความรุ่งเรือง และความร่วมมือของเพื่อนบ้านกลับคืนมา กำลังถูกสั่นสะเทือนเพราะนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดของรัฐบาลชุดนี้? คนไทยเคยมีสุภาษิตว่า ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว นับว่ายังใช้ได้เสมอหนังสือของ เอก อนันต์ ชื่อ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย การทูตไทยในเวทีสากล มุมมองผ่านผู้สมัครเลขายูเอ็น และอดีต รมว. คลังและการต่างประเทศ (รมต.บัวแก้วที่เก่งสุดคนหนึ่งเท่าที่ไทยเคยมีมา...ข่าวสกู๊ปเดลินิวส์) ช่างมาได้ทันเวลาจริง ๆ มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง การทูตชั้นครู การทูตขั้นเทพ ที่คนทำหน้าที่ขณะนี้ สมควรจะหามาอ่านประดับสติปัญญาอย่างมาก

เช่น ในบทที่ 4 สัมพันธ์ข้ามมิติ สุรเกียรติ์–ฮุนเซน สืบเนื่องแต่คืนวันหฤโหด เมื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ วางระเบิด ตอนหนึ่งในหน้า 57.... มีอยู่วันหนึ่ง สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศเชิญท่านนายกฯชาติชายไปพูดที่โรงแรมโอเรียนเต็ล พูดเสร็จ นักข่าวถาม “น้าชาติ” ว่า ท่านคิดจะแก้ปัญหากัมพูชาให้เกิดสันติภาพอย่างไร ท่าน
บอก ไอ อินไวท์ ฮุนเซน อินไทยแลนด์ ทู แบงคอก (แปลว่า ผมจะเชิญท่านฮุนเซนมากรุงเทพฯ) ...วงแตกสิ

ข่าวใหญ่ระดับโลก นักข่าวตกอกตกใจเพราะ 15 ปีแล้วที่ไทยไม่เคยคุยกับ “ฮุนเซน” เลย คงจำได้ เราได้รับรองเขมร 3 ฝ่าย มีเขมรแดง เขมรเสรี และก็กลุ่มของเจ้าสีหนุ ส่วนเขมรฝ่ายที่ 4 คือ ฮุนเซน เราไม่รับรอง ตอนนั้นเราถือนโยบายว่าฮุนเซนมาจากรัฐบาลเฮงสัมริน ซึ่งเวียดนามเข้ามาบุกรุก เราจึงไม่ยอมรับรอง กระทรวงการต่างประเทศ สมัยนั้นยึดจุดยืนนี้มาตลอด จีนเองก็สนับสนุนเขมร 3 ฝ่าย อเมริกาก็สนับสนุนเขมร 3 ฝ่าย ทุกคนต่างไม่รับรองฝ่ายของฮุนเซนมาตลอด แล้วเราจะไปรับรองและอยู่ดี ๆ จะเชิญเขามาไทยอีกต่างหาก!?!

น้าชาติพูดเสร็จก็ขึ้นรถกลับบ้าน ทำเอาทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกขนหัวลุก คาดไม่ถึง ประโยคนั้นจะหลุดออกจากปากนายกฯไทย ทุกคนประเมินว่า ไม่มีทางเป็นอื่น นอกจาก น้าชาติเผลอหลุดปากแหง ๆ สรุปง่าย ๆ งานนี้พลาดไปแล้ว ทีมบ้านพิษฯรุดไปพบน้าชาติที่บ้าน แล้วน้าชาติก็เดินยิ้มแย้มแจ่มใสเอามือลูบหน้านั่งรออยู่ พวกเรามีอะไรกันหรือ... พวกเรากังวลมาก... เออ... “ผมตั้งใจพูดเองแหละ” ทีมบ้านพิษฯแทบหงายหลังตกเก้าอี้... “เมื่อกระทรวงการต่างประเทศไปเชิญเขามาไม่ได้ เพราะไม่รับรองรัฐบาลเขา ก็ใช้ทางทหารแล้วกัน ทหารเราก็ติดต่อเขาอยู่ เชิญเขามาเมืองไทย บอกเขาผมอยากคุยด้วย คุณไปหาวิธีการมา ทำอย่างไรก็ได้”

’เราต้องการสันติภาพในกัมพูชาหรือเปล่า“ น้าชาติถาม

“ถ้าอย่างนั้น สมมุติคุณมีลูก 4 คนทะเลาะกันอยู่ ลูกคนที่ 4 เป็นลูกที่มีพลังมากที่สุด เป็นลูกที่ปกครองบ้านนี้อยู่ แต่ 3 คนไม่ได้ปกครองบ้าน คนในบ้านเป็นคนของลูกคนที่ 4 หมด คุยกับ 3 คนมา 10 กว่าปีแล้ว คุณไม่คุยกับคนที่ 4 มันจะเกิดสันติภาพได้อย่างไร มันจะเลิกทะเลาะกันได้อย่างไร คุณต้องคุยกับทุกฝ่าย ผมอยากคุยกับเขา.... ”

’ลองทำวิธีผมดูบ้าง“ น้าชาติตัดบท... “ผมจะเชิญท่านนายกฯฮุนเซนมากรุงเทพฯ” หลังจากนั้น ก็คือ กุศโลบายที่ ดร.สุรเกียรติ์และทีมบ้านพิษฯต้องดำเนินการทุกวิถีทางให้ “ฮุนเซน” เดินทางเข้ากรุงเทพฯให้ได้ โดยมีเงื่อนไข ไม่ผิดธรรมเนียมทางการทูต มีการกำหนดสคริปต์ให้ “ฮุนเซน” ไปเวียงจันทน์ก่อนแวะเข้าไทยในเวลาต่อมา กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก

ไทยได้หน้าได้ตาในฐานะพี่ใหญ่ที่นำสันติภาพกลับคืนสู่ภูมิภาคนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสันติภาพไทย-กัมพูชา ยุคใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นนโยบายแปรสนามรบเป็นตลาด ประชาชน 2 ฝั่งทำมาค้าขายกันอย่างพี่น้อง พื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร ก็จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ร่วมกัน ผลประโยชน์ทางทะเลก็มาเจรจากันต่อไป ...วิน-วิน ทั้ง
2 ฝ่าย

’การทูตชั้นครู“ เขาทำกันอย่างนี้

’ไม่ทำสงคราม“ เพราะมันไม่มีใครได้หรอก

มีแต่พังพินาศกันทุกฝ่าย ใช่ไม่ใช่...ลองตรองดู.
ที่มา สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ไทย-เขมรปะทะเดือดกันแล้วบนภูมะเขือ

ยิงปะทะเดือด ทหารไทย-เขมร ใกล้พระวิหาร กระสุนตกฝั่งไทยกว่า 10 ลูก แม่ทัพภาค 2 ยันทหารเขมรลงมือยิงก่อน
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ บริเวณด่านตรวจที่ 1 สะพานห้วยดาน ถนนวิหาร หมู่ 12 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งห่างจากปราสาทพระวิหาร 10 กม. ว่า ทหารหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 กองกำลังสุรนารี และกองพลทหารราบที่ 6 กองทัพภาคที่ 2 พร้อมอาวุธครบมือ ยังคงห้ามบุคคลภายนอกและยานพาหนะ ที่ไม่เกี่ยวกับกองทัพไทย ผ่านเข้าออกอย่างเด็ดขาด เนื่องจากทหารในสังกัดกองพลทหารราบที่ 6 กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการซ้อมรบตามยุทธวิธีทหาร ที่บริเวณเทือกเขาพนมดงรักใกล้กับพื้นที่พิพาทเชิงเขาพระวิหาร

โดยทหารเกณฑ์และทหารอาสา ได้ทำการฝึกขุดหลุมหลบภัยหลังเขตแดน และขุดหลุมดินขนาดใหญ่ เอากระสอบบรรจุทรายมาวางเรียงและใช้ดินที่สั่งซื้อจากเอกชนมาถมทับทำเป็นเนิน พร้อมนำผ้าใบมากางบังแดดกันฝน สร้างเป็นบังเกอร์เรียงรายหลายร้อยหลุม ท่ามกลางสายตาของทหารกัมพูชา ที่ตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่พิพาท ซึ่งเฝ้าดูการฝึกของทหารไทย อย่างให้ความสนใจ ส่วนทหารกรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 กองทัพภาคที่ 2 ได้เคลื่อนปืนใหญ่ รุ่นจีเอชเอ็น 45 ขนาด 155 มม. และรุ่นแอลจี 1 เอ็มเค 2 ขนาด 105 มม. เข้าประจำการตามฐานต่างๆ เสริมกับกองทัพรถถังหลักรุ่นเอ็ม 60 เอ 1 และเอ 3 ที่เข้าประจำการก่อนหน้านี้แล้ว

แหล่งข่าวทหารกัมพูชา เปิดเผยว่า ทหารการข่าวกัมพูชา ได้รับคำสั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหว ของกองกำลังทหารไทยอย่างใกล้ชิดและรายงานสถานการณ์ให้ทราบทุกครึ่งชั่วโมง เนื่องจากไม่ไว้วางใจว่า จะเป็นการซ้อมรบตามที่กล่าวอ้าง กัมพูชาจึงได้ส่งรถถังหลักรุ่นไทป์ 59 ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มม. ผลิตในสาธารณรัฐประชาชนจีน เคลื่อนจากศูนย์ฝึกรถถัง จ.กัมปงชนัง มาเสริมทัพรถถังหลักรุ่นที 55 ที่มาประจำการก่อนหน้านี้แล้ว พร้อมเสริมเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง รุ่นพีเอฟ 89 ขนาด 80 มม. ให้กับหน่วยเผชิญหน้าแทนอาร์พีจี 7 ด้วย โดยมีภารกิจหลักคือ ป้องกันมิให้ทหารไทย บุกเข้ามาถอนธงชาติกัมพูชา ที่ปักอยู่เหนือซุ้มประตูวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ

ส่วนแหล่งข่าวทหารไทย กล่าวว่า กัมพูชาส่งรถถังรุ่นใหม่มาประชิด ก็เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันตนเอง เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ค่อนข้างคุกรุ่น ต่างฝ่ายต่างระแวงซึ่งกันและกัน ผู้บัญชาการหน่วยทหารในพื้นที่ ก็ยังเจรจากันไม่ลงตัว เนื่องจากไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ต่างต้องรอดูท่าทีรัฐบาล กลายเป็นว่า ตรึง-รุก-ถอย-ซ้อม อยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ขอยืนยันว่ากำลังพลในพื้นที่ ไม่ได้รับคำสั่งให้บุกเข้าไปยึดวัดแก้วฯ หรือถอนธงชาติกัมพูชาแน่นอน ถือเป็นเรื่องปกติที่กองกำลังทหารอยู่ที่ใด ก็จะมีธงชาติอยู่ที่นั่น หากกองกำลังทหารไทยไปที่วัดแก้วฯ ก็จะนำธงชาติไทยไปด้วยเช่นกัน แต่เราคงไม่ปักคู่ธงชาติกัมพูชา เพราะจะกลายเป็นว่าท้าทายกัน ส่งผลให้เกิดการปะทะตามมาได้ง่ายๆ สรุปก็คือทั้งทหารไทยและเขมร ไม่มีใครอยากรบ มันหมายถึงความสูญเสีย ทหารพลีชีพมา ใครรับผิดชอบ ชาวบ้านก็เดือดร้อน

ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการประชุมคณะกรรมาธิการความร่วมมือทวิภาคี (เจซี)ไทย-กัมพูชา ร่วมกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศ ได้หารือแบบสองต่อสองนานประมาณ 20 นาที

จากนั้นนายฮอร์ นัม ฮง ได้กล่าวเปิดประชุมเจซีไทย-กัมพูชา ว่า ขอแสดงความยินดีที่สังเกตเห็นว่า 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น หลังมีการพบปะกันหลายครั้ง รวมทั้งมีกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนทั่วไทย (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ที่เมืองพัทยา การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างรัฐมนตรีและสื่อมวลชน การฉลองครบ 60 ปีความสัมพันธ์ 2 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกการตรวจลงตราหนังสือเดินทางธรรมดาที่ทำให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศเดินทางไปมาหาสู่และทำมาค้าขายระหว่างกันมากขึ้น ขณะที่เอกสารผลการประชุมเจซีจะเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติใช้ เพื่อที่จะทำให้ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศดีขึ้น

"เป็นเรื่องปกติที่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันก็ต้องมีปัญหาคั่งค้าง ซึ่งเราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้นเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขต่อไป" นายฮอร์ นัม ฮง กล่าว

ขณะที่นายกษิต กล่าวว่า สังคมไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ข้องแวะกันมานานหลายร้อยปี เรามีความเหมือนมากกว่าความต่างซึ่งสามารถนับเป็นต้นทุนร่วมกัน รัฐบาลและประชาชนควรส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประเทศที่ติดกันตัดขาดกันไม่ได้ ปัญหากระทบกระทั่ง ความเข้าใจผิด และมุมมองที่ต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความเหมือนในอดีตและอนาคตที่ดีร่วมกันมีอีกมากมาย เราต้องไม่ให้ปัญหาเป็นปัญหาต่อเนื่องและขยายเป็นปัญหาต่อๆไป แต่ต้องมุ่งแก้ปัญหาควบคู่ไปกับการร่วมมือเพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

"แม้จะมีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2553 แต่ไทย-กัมพูชาก็สามารถประชุมเจซีร่วมกันได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของ 2 ประเทศที่จะร่วมกันส่งเสริม และกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้มีความคืบหน้าแน่นแฟ้นและแสดงให้โลกเห็นว่าทั้ง 2 ประเทศยังคำนึงถึงภาพใหญ่ มีความสุขุม มีสติที่จะฟันฝ่ากระแส และกระทำในสิ่งที่ควรทำ เราต้องมองข้ามความขัดแย้งที่เกิดจากปมปัญหาในอดีต และต้องไม่ให้อดีตมาเป็นอุปสรรคต่ออนาคต" นายกษิต กล่าว

ต่อมานายกษิต ได้เปิดเผยอีกครั้งหลังการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง ว่า การประชุมทั้งในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี เป็นไปด้วยความราบรื่น มีบรรยากาศที่อบอุ่นและสร้างสรรค์ โดยพูดคุยกันถึงความร่วมมือที่ค่อนข้างสมบูรณ์และรอบด้าน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความสัมพันธ์ให้กระชับยิ่งขึ้นและจะเป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนและประชาชนโดยรวม สำหรับการหารือกับนายฮอร์ นัม ฮง นั้น ได้พูดถึงภาพรวมของความสัมพันธ์ว่าจะขับเคลื่อนไปอย่างไร รวมถึงการที่จะให้ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทุกอย่างสามารถขับเคลื่อนไปได้ เพราะมีเรื่องที่ 2 ฝ่ายสามารถทำร่วมกันได้ในระหว่างที่รอรัฐสภาพิจารณาบันทึกการเจบีซีฯ ทั้ง 3 ฉบับ

นอกจากนี้ยังคุยถึงเรื่องที่ 2 ฝ่ายจะพยายามในการสร้างความสงบตลอดแนวชายแดน ทั้งการให้ข่าวสารข้อมูล การดูแลรักษาความปลอดภัย และการพยายามหลีกเลี่ยงการดำเนินการสิ่งที่จะสร้างความขัดแย้ง ซึ่งตนได้ขอบคุณที่นายนัม ฮง ที่ช่วยประสานให้ตนได้เข้าเยี่ยมนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ รวมถึงยังได้ขอให้กัมพูชาเร่งดำเนินการด้านต่าง ๆ และการพิจารณาให้ทั้ง 2 คนกลับไทยได้ โดยดูว่ากระบวนการยุติธรรมจบตรงไหน และฝ่ายบริหารจะเข้ามาต่อได้อย่างไร เพราะไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องคาใจหรือก่อให้เกิดแรงกดดันที่จะทำให้มีผลกระทบกับความร่วมมือ 2 ฝ่าย ซึ่งตนคิดว่านายนัม ฮง น่าจะเข้าใจประเด็นของความเป็นไปในการเมืองภายในของไทยที่เกี่ยวกับนายวีระ และรู้ว่าเราจะต้องร่วมมือกันในการบรรเทาประเด็นปัญหา เพื่อให้ความสัมพันธ์ในภาพรวมมีความคืบหน้า เพราะมีสิ่งที่เราต้องทำร่วมกันอีกมาก

เมื่อถามว่า ได้คุยเรื่องปัญหาบริเวณปราสาทพระวิหาร การปลดธง และเรื่องวัดแก้วสิขาคีรีสะวาระหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ได้พูดกันหมดแล้วว่าเรื่องอย่างนี้สร้างความร้อนแรง และไม่ได้มีประโยชน์อะไร มีแต่จะทำให้โกรธกัน อะไรที่เลิกรากันได้ก็ทำกันไป และเมื่อพูดคุยกันแล้วตกลงกันในหลักการว่าจะไม่สร้างความหวั่นไหว โต้ตอบกันไปมา หลีกเลี่ยงการกระทำอะไรที่จะเป็นการปลุกระดม ปลุกเร้า สร้างความเข้าใจผิดหรือสร้างความตึงเครียดทั้ง 2 ฝ่ายต้องพยายามบอกคนในประเทศตัวเองว่าให้บรรเทากันไว้ ซึ่งตนบอกนายนัม ฮง ว่าถ้ามีอะไรก็ให้โทรศัพท์หากันโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ลุกลาม

เมื่อถามถึงการที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นเส้นตายให้นำตัวนายวีระ และน.ส.ราตรี กลับไทยภายในวันที่ 5 ก.พ.นี้ โดยไม่มีคดีติดตัว นายกษิต กล่าวว่า คนพูดมันก็พูดง่าย แต่ต้องดูเหตุและที่มาที่ไปเสียก่อน รัฐบาลพยายามให้ความช่วยเหลือทุกอย่างอย่างเต็มที่แล้ว อย่างไรก็ตาม การนำตัวคนทั้งสองกลับมาก็อยู่ที่ทั้งสองด้วยว่าจะเอาอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาตอบรับในหลักการที่จะให้ไทยนำเอาสระตราวและโบราณสถานโดยรอบพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกและบริหารจัดการร่วมกับฝ่ายไทย นายกษิต กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ประเด็นเหล่านี้มีคณะกรรมการระดับชาติที่ดูแลอยู่แล้ว ที่สำคัญคือเรื่องนี้ต้องให้รัฐบาลสองฝ่ายเห็นชอบจะว่ากันฝ่ายเดียวไม่ได้

ด้านนายนัม ฮง กล่าวว่า การประชุมมีการสานต่อปัญหาหลายเรื่องที่สำคัญคือหารือเรื่องการค้ามนุษย์ที่คนกัมพูชาถูกหลอกลวงเข้าไปค้าแรงงานในไทยและถูกจับกุม ซึ่งอยากให้ฝ่ายไทยช่วยดูแลโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน ถ้าคนกัมพูชาทำผิดก็สามารถจับกุมได้แต่อย่าใช้วิธีรุนแรงเช่นถูกยิงแต่ให้ดำเนินการการไปตามกฎหมาย การทำเอ็มโอยูเรื่องราคาสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังได้หารือกันถึงการเปิดด่านใหม่นอกเหนือจากที่มีอยู่เพื่อเป็นช่องทางให้คนสองประเทศไปมาหาสู่กันได้สะดวกมากขึ้น

นายนัม ฮง กล่าวอีกว่า ในส่วนปัญหาชายแดน นายกษิต ได้แจ้งว่าจะมีการดำเนินการเรื่องเจบีซีให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอให้เอ็มโอยูทั้ง 3 ฉบับ ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อน เพราะมีสิ่งที่สามารถทำได้ก่อนคือ การทำภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อหาหลักเขตทั้งหมด ควบคู่กับการให้ผู้เชี่ยวชาญลงตรวจสอบพื้นที่ทางบก ซึ่งขณะนี้มีหลักหมุดที่หาเจอแล้ว 33 หลักเขต ที่ยังถกเถียง 15 หลัก และหาไม่เจอ 25 หลัก ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดน ทั้งนี้ตนเห็นว่าการประชุมเจบีซีเร็วขึ้นจะได้ช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามแนวชายแดนเกิดความตึงเครียดเพราะมีการเสริมกำลังทหาร นายนัม ฮง กล่าวว่า ไม่มีความตึงเครียดเลย สถานการณ์ก็ยังธรรมดาอยู่ แต่ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยนำอาวุธมาฝึกตามแนวชายแดน กัมพูชาจึงต้องนำอาวุธไปฝึกตามแนวชายแดนเหมือนกัน เราก็ต้องเตรียมตัวไว่ก่อน แต่ตนเชื่อมั่นว่าในเวลานี้จะไม่มีการปะทะกันตามแนวชายแดน

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดถึงเรื่องวัดแก้วฯ และข้อเรียกร้องให้ปลดธงชาติกัมพูชา หรือไม่ นายนัม ฮง กล่าวว่า วัดแก้วฯ อยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยกัมพูชา ส่วนเรื่องจะย้ายธงไปตรงไหนนั้น ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะที่นั่นคือดินแดนของเรา

ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00น. เกิดเหตุทหารไทยยิงปะทะกับทหารกัมพูชา บริเวณบ้านภูซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยเบื้องต้นทราบว่าขณะทหารไทยยกกำลังประชิดวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ทหารกัมพูชาจึงเปิดฉายยิงเข้าใส่กลุ่มทหารไทยทันที จนเกิดการปะทะกันขึ้น เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็หลังทั้ง 2ฝ่ายปะทะกัยนานกว่า 10 นาทีได้เกิดควันไฟพวยพุ่งขึ้นบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร

พล.ท.ธวัชชัย สุมทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ทหารเขมรได้เปิดฉายยิงทหารไทยก่อนโดยมีลูกกระสุนปืนใหญ่มาตกในฝั่งไทยกว่า 10 ลูก อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้อพยพชาวบ้านในจุดเกิดเหตุไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว

ขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ได้รับรายงานแล้วว่ามีกระสุนปีนใหญ่ของกัมพูชามาตกใกล้ฐานทหารไทย ทางเจ้าหน้าที่จึงได้มีการยิงเตือนกลับไป และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. อยู่ระหว่างเจรจากับนายทหารระดับสูงของกัมพูชา

ด้านสำนักข่าวเอเอฟฟีรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่า ทหารไทย กับทหารกัมพูชาได้เกิดการปะทกันขึ้นใกล้กับปราสาทพระวิหาร โดยนายเขียว หันหะริธ โฆษกรัฐบาลกัมพูชา แถลงว่า มีการปะทะกันจริง.

ที่มา : คลิปวีดีโอจากช่อง 3 ,เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ผลสำรวจวีซ่าพบคนไทยชอปปิงออนไลน์มากขึ้น

ตลาดสินค้าออนไลน์ของไทยเติบโต คนไทยซื้อของผ่านระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้น ตั๋วเครื่องบินและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

การสำรวจทำโดยการสอบถามผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นประจำจำนวน 3,156 คน ในตลาด อี-คอมเมิร์ซ ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว 6 แห่ง ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน และประเทศไทย เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ พบว่า ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย ใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 1,763 ดอลลาร์สหรัฐ ใน 12 เดือนที่ผ่านมาโดยกลุ่มสินค้าที่มีการใช้จ่ายออนไลน์มากที่สุดในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย ได้แก่ การซื้อ-ขายหุ้น ตั๋วโดยสารเครื่องบิน และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

สำหรับเว็บไซต์ที่เข้าไปดูบ่อยที่สุด ได้แก่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) เว็บไซต์ดาวน์โหลดเพลง หนังสือ และเว็บไซต์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

นายสมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ผู้จัดการบริษัท วีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การจองตั๋วเครื่องบินโดยสาร การซื้อบริการด้านการเงิน หรือการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์กำลังเติบโตเพิ่มมากขึ้น โดยจะกลายเป็นการใช้จ่ายปกติเช่นเดียวกับการไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เกต ผู้บริโภคส่วนมากที่ใช้จ่ายทางออนไลน์รู้สึกสะดวกกว่าที่จะซื้อของทางอินเทอร์เน็ตเมื่อเปรียบเทียบกับการไปที่ร้านค้า เพราะสามารถเปรียบเทียบราคาได้ง่ายและซื้อได้สะดวกสบายจากบ้าน

จากข้อมูลการสำรวจของวีซ่า ยังพบว่า สิ่งจูงใจหลักในการใช้จ่ายออนไลน์คือ ความสะดวกสบาย ค้นหาส่วนลดได้ง่าย สามารถซื้อได้ตลอดเวลา ค้นหาและเปรียบเทียบสินค้าได้ง่าย.
ที่มา เดลินิวส์