เมื่อปี 2547 วงการบันเทิงไทยไม่มีใครไม่รู้จักสาวสวยที่ชื่อ “แนท เกศริน” เพราะช่วงนั้นเธอกลายเป็นข่าวที่ทุกสื่อฯต้องนำเสนอในฐานะเป็น “ดาวดังหนังแผ่น” ซึ่งก็คือดาวดังในแผ่นซีดีประเภท “ปลุกใจเสือป่า” ช่วงนั้นทำให้เธอมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งจากการเดินสายโชว์ตัวและอื่น ๆทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
แต่ขณะเดียวกัน “แนท” ก็ถูกตัดขาดจากครอบครัวเพราะความเป็น “ดาวดังในหนังแผ่น” สร้างความอับอายให้กับครอบครัวและญาติพี่น้อง ถึงขั้นไม่ต้องการให้เธอใช้นามสกุลซึ่งเรื่องนี้ทำให้ “แนท” กลัดกลุ้มถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายแต่พรหมลิขิตได้ขีด เส้น ไม่ให้เธอทำเช่นนั้นเมื่อต่อมาเรื่องราวของเธอก็ค่อย ๆ เงียบหายไปจากสังคม แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีหลายคนที่ยังจดจำเธอได้ดีพร้อมถามถึงโดยมีผู้รู้ไม่จริงระบุว่า “แนท” ตกอับถึงกับไป “รูดเสาโชว์” หรือเดินสายโชว์ “สรีระ” ตามผับตามบาร์รวมทั้งเป็นเด็ก “เสี่ยเลี้ยง” ไปก็มีส่วนความจริง “แนท” ในวันนี้ใช้ชีวิตเยี่ยงไรรายการ “คนค้นฅน” เตรียมนำมาเสนอในวันที่ 19 ต.ค. นี้ แบบเจาะลึกทางโมเดิร์นไนน์ทีวี.
'คนค้นฅน' เปลือยชีวิต 'ดาวดังหนังแผ่น แนท เกศริน'
ที่มา เดลินิวส์
ข่าววันนี้ newscar newstoday newscliptech newsnewsclipping ข่าวเทคโนโลยี่ ข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าวรถใหม่ ข่าวก็อซซิป ข่าวดารา ข่าวบันเทิง อ่านข่าวออนไลน์
วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553
จับหนุ่มลวงนศ.สาวขยี้กามใน ม.ดัง
วันนี้ (15 ต.ค.) พล.ต.ต. สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น.2 พ.ต.อ. พัฒนา เพศยนาวิน ผกก.สน.บางเขน พ.ต.ท. อเนก เข่งคุ้ม สว.สส. ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายพงษ์พันธ์ สองสุขสม อายุ31ปี อยู่บ้านเลขที่125/76 หมู่5 ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาเลขที่2268/2553 ลงวันที่ 12 ต.ค. ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและลักทรัพย์ น.ส.เอ(นามสมมุติ) นักศึกษาสถาบันชื่อดัง สืบเนื่องจากเมื่อวันที่15 ก.ย.ที่ผ่านมา นายพงษ์พันธ์ อ้างตัวเป็นตัวแทนบริษัทจำหน่ายสินค้าแห่งหนึ่ง โทรนัดผู้เสียหายไปที่ มหาวิทยาลัยเพื่อสัมภาษณ์รับเข้าทำงาน เมื่อ น.ส.เอ ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ คนร้ายได้ตามเข้าไปใช้มีดจี้ก่อนจะลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ และบังคับให้อมนกเขา จากนั้นได้ขโมยเอาโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องและเงินสดจำนวน 2,500 บาท หลบหนีไป
ต่อมาชุดสืบสวนสน.บางเขน สืบทราบมาว่าคนร้ายได้นัดผู้เสียหายรายอื่นมาสัมภาษณ์เพื่อเข้าทำงานเป็นพริตตี้สินค้า โดยนัดหมายเหยื่อใกล้กับจุดเกิดเหตุเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงวางแผนเข้าจับกุมตัวได้ดังกล่าว เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การภาคเสธขอให้การในชั้นศาล แต่มีผู้เสียหายหลายรายเดินทางมาชี้ตัวยืนยันว่าเป็นคนเดียวกับที่เคยลงมือข่มขืนกระทำชำเราพวกตนเอง จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป
ที่มา เดลินิวส์
วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ผงะ!ตัวประหลาดในน้ำประปา
คนพะเยาผวาตัวประหลาดในน้ำประปา คาดอาจพลัดเข้าระหว่างซ่อมท่อ
วันนี้ (13 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านอาหารไม่มีชื่อ ตรงข้ามท่าเรือวัดติโลกอาราม ริมกว๊านพะเยา อ.เมืองพะเยา หลังได้รับแจ้งจากนางรัศมี แม่นหมาย อายุ 53 ปี เจ้าของร้าน ที่พบตัวประหลาดลักษณะคล้ายหนอนหรือปลิง แต่ลำตัวใสเหมือนวุ้นยาว 2 เซนติเมตร ไหลปนออกมากับน้ำประปา
โดย นางรัศมี กล่าวว่า เคยเจอมาหลายครั้ง บอกใครก็ไม่เชื่อ มาวันนี้ใช้ขันรองน้ำจากก๊อกในบ้าน ปรากฏว่ามีตัวประหลาดปะปนออกมาด้วย จึงนำมาให้เพื่อนบ้านดู แล้ววิจารณ์ว่าน่าจะเป็นปลิงจากกว๊านพะเยา เนื่องจากการประปาส่วนภูมิภาคสูบน้ำจากกว๊านพะเยาขึ้นมาผลิตประปา ต่อมาจึงนำตัวประหลาดไปให้
นายนาวิน มหาวงศ์ นักวิชาการประมงชำนาญการ สำนักงานประมง จ.พะเยา ส่องกล้องจุลทัศน์เพื่อตรวจสอบ ทั้งนี้นายนาวิน กล่าวว่า ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นสัตว์พวกไหน อาจเป็นปรสิตในปลาหรือเป็นปลิงชนิดหนึ่งที่ไม่ดูดเลือดคน แต่ไปเกาะอยู่กับพวกหอย
ทางด้านนายประดิษฐ์ วรรณสอน ผู้จัดการ การประปาส่วนภูมิภาค จ.พะเยา กล่าวว่า ตามระบบการผลิตประปา แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ ก็ไม่สามารถผ่านชั้นทรายที่ใช้กรองน้ำเข้าไปได้ ถ้าผ่านชั้นทรายจะเจอคลอรีนฆ่าเชื้อโรค ถ้าตัวประหลาดอยู่ในท่อประปาคงไม่มีแน่ แต่กรณีนี้สันนิษฐานว่าอาจมีการซ่อมท่อประปาในละแวกนั้น และตัวประหลาดเข้าไปในท่อระหว่างที่กำลังตัดซ่อมหรือชาวบ้านผู้ใช้น้ำอาจต่อสายยางจากก๊อกชั้นล่างแล้ววางสายยางทิ้งไว้กับดิน ซึ่งช่วงนี้เป็นหน้าฝน พื้นอาจเฉอะแฉะเจ้าตัวประหลาดอาจเข้าไปทางสายยางก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามจะส่งทีมงานไปพบกับผู้ใช้น้ำ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ ตนขอยืนยันว่าระบบการผลิตประปาปลอดภัย 100%.
ที่มา dailynews
วันนี้ (13 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านอาหารไม่มีชื่อ ตรงข้ามท่าเรือวัดติโลกอาราม ริมกว๊านพะเยา อ.เมืองพะเยา หลังได้รับแจ้งจากนางรัศมี แม่นหมาย อายุ 53 ปี เจ้าของร้าน ที่พบตัวประหลาดลักษณะคล้ายหนอนหรือปลิง แต่ลำตัวใสเหมือนวุ้นยาว 2 เซนติเมตร ไหลปนออกมากับน้ำประปา โดย นางรัศมี กล่าวว่า เคยเจอมาหลายครั้ง บอกใครก็ไม่เชื่อ มาวันนี้ใช้ขันรองน้ำจากก๊อกในบ้าน ปรากฏว่ามีตัวประหลาดปะปนออกมาด้วย จึงนำมาให้เพื่อนบ้านดู แล้ววิจารณ์ว่าน่าจะเป็นปลิงจากกว๊านพะเยา เนื่องจากการประปาส่วนภูมิภาคสูบน้ำจากกว๊านพะเยาขึ้นมาผลิตประปา ต่อมาจึงนำตัวประหลาดไปให้
นายนาวิน มหาวงศ์ นักวิชาการประมงชำนาญการ สำนักงานประมง จ.พะเยา ส่องกล้องจุลทัศน์เพื่อตรวจสอบ ทั้งนี้นายนาวิน กล่าวว่า ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นสัตว์พวกไหน อาจเป็นปรสิตในปลาหรือเป็นปลิงชนิดหนึ่งที่ไม่ดูดเลือดคน แต่ไปเกาะอยู่กับพวกหอย
ทางด้านนายประดิษฐ์ วรรณสอน ผู้จัดการ การประปาส่วนภูมิภาค จ.พะเยา กล่าวว่า ตามระบบการผลิตประปา แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ ก็ไม่สามารถผ่านชั้นทรายที่ใช้กรองน้ำเข้าไปได้ ถ้าผ่านชั้นทรายจะเจอคลอรีนฆ่าเชื้อโรค ถ้าตัวประหลาดอยู่ในท่อประปาคงไม่มีแน่ แต่กรณีนี้สันนิษฐานว่าอาจมีการซ่อมท่อประปาในละแวกนั้น และตัวประหลาดเข้าไปในท่อระหว่างที่กำลังตัดซ่อมหรือชาวบ้านผู้ใช้น้ำอาจต่อสายยางจากก๊อกชั้นล่างแล้ววางสายยางทิ้งไว้กับดิน ซึ่งช่วงนี้เป็นหน้าฝน พื้นอาจเฉอะแฉะเจ้าตัวประหลาดอาจเข้าไปทางสายยางก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามจะส่งทีมงานไปพบกับผู้ใช้น้ำ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ ตนขอยืนยันว่าระบบการผลิตประปาปลอดภัย 100%.
ที่มา dailynews
กู้ชีวิต 33 คนงานเหมืองชิลีสำเร็จ
โลกแซ่ซ้องกู้ชีวิต 33 คนงานติดเหมืองชิลีสำเร็จ เผยใช้เวลา22ชั่วโมงเศษ หลังติดค้างอยู่ใต้ดินลึก 625 เมตรมาราธอน 69 วันวันนี้ (14 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเหมืองทองคำและทองแดงซานโฮเซ่ ในทะเลทรายอาทาคามาของเมืองโกปิอาโป ทางเหนือของชิลี ว่า ในที่สุดเจ้าหน้าที่สามารถช่วยคนงานเหมืองทั้ง 33 รายขึ้นมาจากใต้ดินได้สำเร็จเมื่อเวลา 07.55น. ตามเวลาประเทศไทย เมื่อ นายลูอิส อูร์ซัว วัย 54 ปี โผล่พ้นผิวพื้นดินท่ามกลางเสียงปรบมืออย่างกึกก้องโดยใช้เวลาทั้งหมด22ชั่วโมงเศษซึ่งเร็วกว่าที่วางแผนไว้ หลังจากใช้ชีวิตอยู่รอดในพื้นที่แคบและมืดมานานเกือบ 10 สัปดาห์ได้ราวปาฏิหาริย์ ท่ามกลางการเอาใจช่วยของผู้คนทั่วโลกที่เฝ้าติดตามการถ่ายทอดสดจากสื่อต่าง ๆ
โดยคนงานเหมืองรายแรกจากทั้งหมด 33 คนที่ติดค้างอยู่ใต้ดินในระดับความลึก 625 เมตร (2,050 ฟุต) มานานถึง 69 วัน จากดินถล่มปิดทางเข้าออก ได้รับการช่วยเหลือขึ้นสู่พื้นผิวเป็นผลสำเร็จในปฏิบัติการกู้ภัยครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 10.11 น.ของเช้าวันพุธตามเวลาในไทย ด้วยความดีใจของชาวชิลีทั่วประเทศ และการเกาะติดรายงานข่าวนี้ของกองทัพนักข่าวราว 1,000 คน มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ข่าวทั่วโลก เช่น ซีเอ็นเอ็น และบีบีซี ตลอดจนสถานีภาคภาษาอังกฤษของอัลจาซีรา ไปยังหลายประเทศเช่น นครนิวยอร์กของสหรัฐ เมืองซิดนีย์ในออสเตรเลีย กรุงลอนดอนของอังกฤษ และกรุงโตเกียวในญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน ผู้คนทั่วเอเชียไม่ว่าจะเป็นประชาชนในสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทยหรือเวียดนาม ต่างร่วมยินดีและตื่นเต้นไปกับข่าวคนงานเหมืองรายแรกได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้แล้ว
ประธานาธิบดีปิเนร่า ซึ่งสั่งปรับปรุงกฎระเบียบความปลอดภัยของเหมืองในชิลีขนานใหญ่ กล่าวว่า ปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ ไม่มีประวัติศาสตร์ครั้งใดของมนุษยชาติที่นำมาเปรียบเทียบได้ และผู้คนทั่วประเทศ ก็ได้เรียนรู้คุณค่าแห่งความศรัทธาและความหวังจากกลุ่มคนงานเหมืองเหล่านี้ สำหรับปฏิบัติการกู้ภัยคนงานเหมืองชิลียังดำเนินต่อไป คาดว่า จะต้องใช้เวลาถึง 48 ชั่วโมงหรือ 2 วันในการนำคนงานเหมืองรายสุดท้ายขึ้นมา เพราะการนำคนงานเหมืองขึ้นมาทีละคนนั้น ต้องใช้เวลาประมาณ 15 -20 นาที เนื่องจากแคปซูลสามารถเดินทางได้ประมาณ 1 เมตรต่อวินาที หรือสามารถเร่งความเร็วได้เป็น 3 เมตรต่อวินาที หากคนงานเหมืองที่อยู่ในแคปซูลประสบปัญหา
อย่างไรก็ตาม คนงานเหมืองยังสามารถติดต่อสื่อสารกับทีมกู้ภัยด้วยการใช้อินเตอร์คอมในแคปซูล แต่หลังจากขึ้นมาสู่พื้นผิวแล้ว พวกเขาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาลอีก 2 วัน สำหรับการช่วยเหลือคนงานเหมืองแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีร่างกายแข็งแรงที่สุด ตามมาด้วยคนที่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคปอด ส่วนสุดท้าย คือผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงอีกกลุ่ม นอกจากนี้ มีคำเตือนจากจิตแพทย์ที่บอกว่า คนงานเหมืองที่ติดอยู่ใต้ดินมานานกว่า 2 เดือน จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และอาจประสบปัญหาในการกลับคืนสู่ชีวิตปกติ
ส่วนประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐ ออกแถลงการณ์ที่กรุงวอชิงตันว่า เขาติดตามสถานการณ์ของคนงานเหมือง 33 รายในชิลีอย่างใกล้ชิด และตามความคิดของเขาเชื่อว่า มีการสวดมนต์ให้แก่คนงานเหมือง และครอบครัวของพวกเขา รวมถึงทีมกู้ภัยที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อช่วยเหลือคนงานเหมืองเหล่านี้ขึ้นมาอย่างปลอดภัย ขณะที่ สถานทูตชิลีในสหรัฐ มีการติดตั้งวิดีโอถ่ายทอดสดปฏิบัติการกู้ภัย แม้กระทั่งประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ ผู้นำเวเนซุเอล่า ยังใช้บล็อกของตนเองในอินเทอร์เน็ต ส่งความปรารถนาดีไปยังทีมกู้ภัยและคนงานเหมือง
นอกจากนี้ ยังเกิดความชุลมุนวุ่นวายและเบียดเสียดของกลุ่มนักข่าวที่พยายามเข้าไปสัมภาษณ์พ่อของนายอวาลอส ถึงความรู้สึกที่ลูกชายขึ้นจากใต้ดินเป็นคนแรก ทว่าเหตุการณ์กลับเลวร้ายเมื่อนักข่าวต่างแย่งกันที่จะเป็นคนแรกที่ได้สัมภาษณ์เครือญาติของคนงานเหมือง โดยมีการจิกทึ้งดึงผม และชกต่อยกันเพื่อแย่งกันทำข่าว ทำให้นางมาเรีย แม่ของนายอวาลอส ไม่พอใจมาก จึงคว้าธงชาติชิลีที่อยู่ใกล้ตัวเธอไล่ฟาดนักข่าวเหล่านั้นออกไป
แต่ฝูงนักข่าวยังทำลายข้าวของกันต่อ จนในที่สุดเต็นที่พักของพวกเขาก็พังลงมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่มองเห็นเหตุการณ์ไม่ได้เข้าห้ามปราม สุดท้ายม็อบสื่อก็ได้สลายตัวไป เหตุการณ์ครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันของสื่อที่มีต่อคนงานเหมือง 33 คน ซึ่งกลายเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ และเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลก
ในส่วนของประเทศไทย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับช่วยเหลือคนงานเหมืองครั้งนี้ด้วย โดยผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอุบลราชธานีรายงานว่า ได้เดินทางไปพบกับนายวีรโชติ นาสารีย์ นายก อบต.ท่าไห อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพ่อของนายวชิระพงษ์ นาสารีย์ ช่างเทคนิคชาวไทยทีมช่วยเหลือ ซึ่งนายวีรโชติ กล่าวว่ารู้สึกยินดีและปลื้มใจที่ลูกชายได้เดินทางไปเหมือนเป็นตัวแทนประเทศไทยไปในทีมช่วยเหลือคนงานเหมือง ทองและทองแดง ที่ประเทศชิลีในครั้งนี้ และตนเองได้ให้กำลังใจแก่ลูกชาย และฝากถึงลูกชายให้ทำหน้าที่ดีที่สุดตามที่ได้รับมอบหมาย
นายวีรโชติ กล่าวว่านายวชิระพงษ์ เป็นลูกชายคนโต ในจำนวน 3 คนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิชาเอกฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดอุบลราชธานี และไปสมัครทำงาน และศึกษาต่อเพิ่มเติมความรู้ด้านช่างควบคู่กับการทำงาน ในส่วนอุปนิสัยเป็นคนไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ก่อนเดินทางไปที่ชิลินายวชิระพงษ์ ได้โทรศัพท์แจ้งให้ตนเองทราบ ซึ่งได้ให้กำลังใจก่อนเดินทาง ซึ่งการช่วยเหลือสามารถดำเนินการประสบผลสำเร็จตนเองในฐานะผู้เป็นพ่อมีความดีใจและภูมิใจในตัวลูกชาย ที่ได้ร่วมทีมปฏิบัติการช่วยเหลือเสมือนเป็นตัวแทนนำชื่อเสียงกลับมาสู่ประเทศไทย
ทางด้านนางกนกนาถ เกษมพันธ์ เพื่อนบ้านท่าไห อ.เขื่องใน กล่าวว่า ชาวท่าไห อ.เขื่องใน มีความภูมิใจที่นายวชิระพงษ์ ลูกบ้านท่าไหได้ใช้ความรู้ความสามารถ จนได้รับการพิจารณาคัดเลือกร่วมทีมในการช่วยเหลือชาวชิลีที่เดือดร้อน ถือเป็นตัวแทนของประเทศไทยในทีมกู้ภัยนี้ซึ่งชาวท่าไห ทุกคนทราบข่าวต่างภาคภูมิใจ.
ที่มา dailynews
วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553
“พจน์” เผยได้หลักฐานเด็ดมัด “แอนนี่” ยัน “ฟิล์ม” เตรียมฟ้องแหลกอาทิตย์หน้า
“พจน์ อานนท์” ประกาศ “ฟิล์ม” จะฟ้อง “แอนนี่” หมิ่นประมาท เผยตอนนี้รวบรวมหลักฐานเด็ดไว้เรียบร้อยแล้ว มั่นใจถ้าใครได้เห็นเป็นเซโลงังแน่ จวก แอนนี่ ทำเป็นนิ่งไม่ได้ เพราะคนประณามฟิล์มไปแล้ว ยันจำเป็นต้องฟ้อง ไม่งั้นจะเป็นชนักติดหลังไปตลอดชีวิต
ขยับปากทีไรเป็นได้เฮทุกทีสำหรับ “พจน์ อานนท์” หรือ อานนท์ มิ่งขวัญตา เมื่อวานก่อน (11/ต.ค/53) ก็ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “แฉแต่เช้า” อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน เผยว่า ขณะนี้เจ้าตัวได้ข้อมูลลึก ชนิดลึกเข้าไปถึงช่องคลอดเลยทีเดียว
''ตอนนี้กำลังรวบรวมหลักฐานที่เขาบอกว่าท้องก่อนที่จะมามีอะไรกับฟิล์ม หลักฐานทางการแพทย์ไปตรวจครั้งแรกไม่ท้อง แต่พอไปตรวจครั้งที่ 2 ปรากฏท้อง มันมีอะไรกับฟิล์ม คบกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ว่ามีช่วงหนึ่งที่ฟิล์มไปหาแอนนี่ที่บ้านแล้วเจอแอนนี่อยู่กับนักร้องเกาหลี วงเอฟ.ที.ไอแลนด์ ฟิล์มโกรธเลยงอน และหายไปไม่โทร.ไม่คุยไม่เจอประมาณ 3 วัน แอนนี่มาตามง้อที่คอนโดฯ ฟิล์ม วันนั้นเป็นวันที่มีอะไรกัน แล้วก็หลั่งข้างใน ก่อนหน้านั้น เคยมีอะไรกันครั้งหนึ่งแล้ว แต่แอนนี่มีประจำเดือนเลยเสร็จข้างนอกแทน”
“ผมเช็กแล้วว่า วันที่ฟิล์มมีอะไรกับแอนนี่ แล้ววันที่แอนนี่ไปตรวจ ยืนยันว่า เขาท้องก่อนที่จะมามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฟิล์ม เดี๋ยวจะมีตัวละครเพิ่มขึ้นมาอีก เป็นชายอักษร บ.ซึ่งเป็นผู้ชายที่มีลักษณะที่แอนนี่ ทำคล้ายกับ ฟิล์ม ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งคนนี้เป็นคนที่แอนนี่กลัวมาก และเคยให้ตังค์แอนนี่ไปแล้วเยอะมาก”
พอเปิดประเด็นไปเมื่อวันก่อน พออีกวันเจ้าตัวก็ให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ค่ายพระนครฟิล์ม ส่งข้อความบอกผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ (12/ต.ค/53) จะเดินทางไปร่วมงานรอบปฐมทัศน์ของหนังเรื่อง “อีเห็ดสด” ที่เอสพลานาด และจะมีการแถลงข่าวเรื่อง “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” โดยครั้งนี้จะงัดหลักฐานเด็ดมาแฉกันจะจะ แต่พอเริ่มต้นแถลงข่าวเจ้าตัวก็ออกตัวหมุนติ้วๆ ว่า วันนี้ไม่สามารถนำหลักฐานมายืนยันได้เนื่องจากผิดกฎหมาย
“ตอนนี้ผมคุยกับครอบครัวฟิล์มในฐานะผู้ปกครองฟิล์ม เพราะทางอาร์เอสเขาไม่ยุ่งแล้ว ก็ตอนนี้รวบรวมหลักฐานเยอะมาก และได้ให้ทนายความไป แล้วจะขอจากทนายความมาให้ผู้สื่อข่าววันนี้ แต่ทนายความบอกให้ไม่ได้ เปิดเผยไม่ได้ เพราะมันผิดกฎหมาย รับรองได้ว่าถ้าสื่อมวลชนได้เห็นหลักฐานชิ้นนี้ ต้องเซโลงังแน่นอน มั่นใจเลย แต่มันบอกไม่ได้เป็นความลับห้ามพูด ถ้าพูดก็คงโดนจับเลย”
“คือ มันมีหลายอย่างเลยหลักฐานนี่แน่นหนาเลย จะให้แย้มว่า เป็นภาพเป็นเสียง เป็นเอกสารอะไรไม่ได้เลย โดนจับแน่ แต่รับรองว่า ถ้าน้องนักข่าวได้เห็นต้องเซโลงัง เพราะขนาดเราเห็นยังอึ้งเลย มันมีหลายอย่างรู้หมดเลย แต่ขอไม่บอกถึงที่มาของหลักฐานเพราะว่ามันผิดกฎหมาย”
“หลักฐานตอนนี้ขอเก็บเอาไว้ฟ้อง เพราะอาทิตย์หน้าจะฟ้องแล้ว ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ เพราะมันมีหลักฐานชิ้นใหญ่ขึ้นมาอีก แบบว่าข่าวที่ดังๆ อยู่ตอนนี้สู้ไม่ได้ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ฟ้องคนเดียว เพราะมีคดีคนเดียวก็ฟ้องหมิ่นประมาท แต่พอได้คุยกับทนายความแล้วจะสามารถฟ้องได้ 3 ข้อหา”
“จริงๆ เราไม่ได้ออกมารังแกผู้หญิง แต่เป็นเพราะตอนนี้เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นลูกใคร ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ เพราะนอกจากผม นักข่าว แล้วก็คนในสังคมอยากรู้ว่าลูกใคร ไม่อย่างนั้นฟิล์มก็ตายลูกเดียว ฟิล์มก็ไม่มีงาน ไม่มีกำลังใจทำงาน เพราะโดนสังคมประณามอยู่ ไม่มีแรงที่จะทำงาน ก็รับกรรมไป”
“คือ ตอนนี้ฟ้องหมิ่นประมาทไปก่อน แต่จะฟ้องให้พิสูจน์ดีเอ็นเอหรือไม่ ก็ค่อยว่ากัน แต่เรามีหลักฐานแน่นมาก เราไม่ได้ว่าผู้หญิงทั้งประเทศ เรามีปัญหากับผู้หญิงคนเดียว เพราะผู้หญิงมีทั้งดี และไม่ดี แต่พอดีข้อมูลที่เราเจอ มันสามารถบอกได้ว่าความจริงมันเป็นยังไง อยากฝากถึงสตรีองค์กรอะไรต่างๆ ด้วยว่า เราไม่ได้ว่าผู้หญิงทั้งประเทศ แค่เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้หญิงคนนึงกับผู้ชายคนนึง ช่วยพิจารณาด้วย เพราะฝ่ายเรามันเหมือนเป็นชนักติดหลังอยู่ก็เลยต้องฟ้อง”
“แต่ใจจริงแล้วฟิล์มไม่อยากให้ฟ้อง แต่มันไม่ได้ ผมก็บอกเขาไม่งั้นฟิล์มก็ไม่บริสุทธิ์ซะที ก็ต้องช้ำเลือดช้ำหนองไปจนตาย ตอนนี้ถ้าเขาไม่สู้ก็ไม่ได้ เพราะต้องรักตัวเองบ้าง ต้องลุกขึ้นสู้ รับก็ผิดไม่รับก็ผิด จะยืนอยู่บนโลกนี้ได้ยังไง”
“ส่วนทางครอบครัวเขาก็แล้วแต่ ผมกับทนายความเลย เพราะในเมื่อคุณแม่เขาเคยเรียกร้องให้ออกมาตรวจแล้ วแต่ไม่ได้ คุณแม่เลยต้องตัดใจไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรเลย แต่มันก็ยังมีผู้ชายอีกหลายคนที่ออกมา แต่ไม่รับผิดชอบอะไรเลยก็มีไง เพราะฉะนั้นฟิล์มไม่ต้องรับผิดชอบก็ได้ เพราะไม่รู้ว่าลูกใคร ในเมื่อผู้หญิงเขายืนยันนอนยันว่าจะไม่ตรวจ เราก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ ก็ดีจะได้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ชายทุกคนว่ามีสิทธิ์ตรงนี้ ให้ใช้สิทธิ์ของตัวเอง เรียกร้องสิทธิ์มาฟ้องร้องขอตรวจดีเอ็นเอ”
“ถามว่า กลัวเข้าตัวไหม ไม่นะ เพราะผมไม่เคยเอ่ยชื่อเขา ไม่เคยเอ่ยในทางเสียๆ หายๆ ผมต้องการความจริงเท่านั้นเองว่าใครเป็นพ่อของเด็กเท่านั้นเอง เราบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเราไม่ได้รังแก แค่เรียกร้องหาความจริง วันนี้ อยากให้ฟิล์มมาแต่เขาบอกว่า ขออีกอาทิตย์หนึ่งดีกว่า รอให้ทนายจัดการ ตอนนี้รวบรวมหลักฐานยิ่งรวบรวมก็ยิ่งได้เยอะมันก็ยิ่งโผล่ๆ”
“ถ้าวันนี้เอาหลักฐานมาเปิดได้นะอยากเอามามากเลย แต่ขอทนายความเขาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ไง ส่วนเรื่องค่าเสียหายคงไม่เรียกหรอกครับ คงฟ้องแค่หาความจริงเท่านั้นเอง ความจริงเรื่องนี้พี่พูดก็เบื่อนะ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าลูกใคร ถ้าเขาตรวจดีเอ็นเอตั้งแต่แรกก็จบแล้ว”
ส่วนความคืบหน้าเรื่องงานของ “ฟิล์ม” นั้น “พจน์ อานนท์” บอกว่า วันนี้ฟิล์มได้เข้าไปคุยกับ “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์”
“ตอนนี้รู้สึกเฮียฮ้อเรียกฟิล์มไปคุย แล้วผมก็ต้องดูแลเรื่องฟ้องร้อง แต่เรื่องหลักฐานชิ้นนี้เฮียฮ้อไม่ยุ่งเลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลยคือหลักฐานชิ้นนี้ถ้าปรากฏ เรื่องที่เฮีย และพี่สมรักษ์ พูดก็จะปรากฏออกมาด้วย”
“เฮียตอนนี้ก็จะดูแต่เรื่องงาน ว่า อนาคตฟิล์มจะทำยังไงต่อ แต่ฟิล์มบอกเองว่าจะขอบวชก่อน อย่างเรื่องงานตอนนี้ บี้ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) ก็ได้ไปเกาหลีแทนฟิล์ม ก่อนหน้านี้ ฟิล์มไปเล่นกล้าม เพื่อแสดงหนังบางกอกกังฟู ตอนนี้เลยเหลือแต่กระดูกแล้ว (หัวเราะ) แต่เรื่องบวชไม่ทราบว่าจะบวชเมื่อไหร่ แต่คิดว่าน่าจะหลังฟ้องไปแล้ว ให้จบเรื่องนี้ก่อน”
ทุ่มทุนเอาหน้ามารับเองแบบนี้ ก็เลยทำให้หลายๆ คนอดสงสัยไม่ได้ว่า งานนี้ “พจน์ อานนท์” มีส่วนได้ส่วนเสียหรือได้รับค่าตอบแทนอะไรหรือเปล่า
“ถามว่าได้อะไรจากฟิล์มหรือเปล่า คือ จริงๆ ผมอยากให้สังคมรู้เท่านั้นเองว่าลูกใคร ถ้าลูกฟิล์ม เขาก็บอกอยู่แล้วว่ารับเลี้ยง แต่ถ้าไม่ใช่ก็ส่งเสีย มันต้องจบจะให้เรื่องนี้เป็นชนักติดหลังฟิล์มไปตลอดชีวิตเหรอ สังคมก็อยากรู้ ถ้ามั่นใจก็ต้องตรวจสิ”
เจ้าตัวบอก “แอนนี่ บรู๊ค” จะทำนิ่งไม่ได้ เพราะสังคมประณาม “ฟิล์ม” ไปแล้ว ปัดไม่รู้เรื่องพ่อเด็ก มีชื่อนักธุรกิจฮ่องกง พร้อมด้วยนักร้องเกาหลีโผล่อีก
“ถ้าเขาบอกว่า เขาหยุดแล้วนิ่งแล้วไม่อยากยุ่งเรื่องนี้ มันไม่ได้ เพราะสังคมประณามฟิล์ม ว่าไม่รับผิดชอบ ตอนนี้เหมือนเขาตายทั้งเป็นไปแล้วนะ ถ้าไม่พึ่งศาลมันก็จะไม่จบ ก็ยังเห็นมีเอสเอ็มเอสด่าฟิล์มอยู่ทุกวัน เขาไม่รู้เรื่องทั้งหมดไง”
“ส่วนเรื่องมีชื่อนักธุรกิจฮ่องกงร่วมด้วย อันนี้ไม่รู้เรื่องเลย รวมไปถึงนักร้องเกาหลีด้วย คงต้องไปพิสูจน์เอง เพราะว่าทางทนายความทางเราก็หาข้อมูลหาหลักฐานมากกว่า เพื่อพิสูจน์ระยะนั้นเป็นยังไง ที่ผู้ใหญ่ 2 คนนั้นออกมาพูดก็ต้องหาข้อมูลในช่วงเวลานั้น ไม่มีมูลหมามันไม่ขี้ หรือเปล่า หลักฐานตอนนี้แน่น แต่ต้องรออีกจะแน่นกว่านี้กำลังรวบรวมสุดฤทธิ์สุดเดช แต่พูดไม่ได้ จริงๆ อยากพูด แต่ถ้าพูดไปต้องไปเยี่ยมผมนะ (หัวเราะ)”
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
ขยับปากทีไรเป็นได้เฮทุกทีสำหรับ “พจน์ อานนท์” หรือ อานนท์ มิ่งขวัญตา เมื่อวานก่อน (11/ต.ค/53) ก็ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “แฉแต่เช้า” อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน เผยว่า ขณะนี้เจ้าตัวได้ข้อมูลลึก ชนิดลึกเข้าไปถึงช่องคลอดเลยทีเดียว''ตอนนี้กำลังรวบรวมหลักฐานที่เขาบอกว่าท้องก่อนที่จะมามีอะไรกับฟิล์ม หลักฐานทางการแพทย์ไปตรวจครั้งแรกไม่ท้อง แต่พอไปตรวจครั้งที่ 2 ปรากฏท้อง มันมีอะไรกับฟิล์ม คบกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ว่ามีช่วงหนึ่งที่ฟิล์มไปหาแอนนี่ที่บ้านแล้วเจอแอนนี่อยู่กับนักร้องเกาหลี วงเอฟ.ที.ไอแลนด์ ฟิล์มโกรธเลยงอน และหายไปไม่โทร.ไม่คุยไม่เจอประมาณ 3 วัน แอนนี่มาตามง้อที่คอนโดฯ ฟิล์ม วันนั้นเป็นวันที่มีอะไรกัน แล้วก็หลั่งข้างใน ก่อนหน้านั้น เคยมีอะไรกันครั้งหนึ่งแล้ว แต่แอนนี่มีประจำเดือนเลยเสร็จข้างนอกแทน”
“ผมเช็กแล้วว่า วันที่ฟิล์มมีอะไรกับแอนนี่ แล้ววันที่แอนนี่ไปตรวจ ยืนยันว่า เขาท้องก่อนที่จะมามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฟิล์ม เดี๋ยวจะมีตัวละครเพิ่มขึ้นมาอีก เป็นชายอักษร บ.ซึ่งเป็นผู้ชายที่มีลักษณะที่แอนนี่ ทำคล้ายกับ ฟิล์ม ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งคนนี้เป็นคนที่แอนนี่กลัวมาก และเคยให้ตังค์แอนนี่ไปแล้วเยอะมาก”
พอเปิดประเด็นไปเมื่อวันก่อน พออีกวันเจ้าตัวก็ให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ค่ายพระนครฟิล์ม ส่งข้อความบอกผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ (12/ต.ค/53) จะเดินทางไปร่วมงานรอบปฐมทัศน์ของหนังเรื่อง “อีเห็ดสด” ที่เอสพลานาด และจะมีการแถลงข่าวเรื่อง “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” โดยครั้งนี้จะงัดหลักฐานเด็ดมาแฉกันจะจะ แต่พอเริ่มต้นแถลงข่าวเจ้าตัวก็ออกตัวหมุนติ้วๆ ว่า วันนี้ไม่สามารถนำหลักฐานมายืนยันได้เนื่องจากผิดกฎหมาย
“ตอนนี้ผมคุยกับครอบครัวฟิล์มในฐานะผู้ปกครองฟิล์ม เพราะทางอาร์เอสเขาไม่ยุ่งแล้ว ก็ตอนนี้รวบรวมหลักฐานเยอะมาก และได้ให้ทนายความไป แล้วจะขอจากทนายความมาให้ผู้สื่อข่าววันนี้ แต่ทนายความบอกให้ไม่ได้ เปิดเผยไม่ได้ เพราะมันผิดกฎหมาย รับรองได้ว่าถ้าสื่อมวลชนได้เห็นหลักฐานชิ้นนี้ ต้องเซโลงังแน่นอน มั่นใจเลย แต่มันบอกไม่ได้เป็นความลับห้ามพูด ถ้าพูดก็คงโดนจับเลย”
“คือ มันมีหลายอย่างเลยหลักฐานนี่แน่นหนาเลย จะให้แย้มว่า เป็นภาพเป็นเสียง เป็นเอกสารอะไรไม่ได้เลย โดนจับแน่ แต่รับรองว่า ถ้าน้องนักข่าวได้เห็นต้องเซโลงัง เพราะขนาดเราเห็นยังอึ้งเลย มันมีหลายอย่างรู้หมดเลย แต่ขอไม่บอกถึงที่มาของหลักฐานเพราะว่ามันผิดกฎหมาย”
“หลักฐานตอนนี้ขอเก็บเอาไว้ฟ้อง เพราะอาทิตย์หน้าจะฟ้องแล้ว ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ เพราะมันมีหลักฐานชิ้นใหญ่ขึ้นมาอีก แบบว่าข่าวที่ดังๆ อยู่ตอนนี้สู้ไม่ได้ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ฟ้องคนเดียว เพราะมีคดีคนเดียวก็ฟ้องหมิ่นประมาท แต่พอได้คุยกับทนายความแล้วจะสามารถฟ้องได้ 3 ข้อหา”
“จริงๆ เราไม่ได้ออกมารังแกผู้หญิง แต่เป็นเพราะตอนนี้เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นลูกใคร ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ เพราะนอกจากผม นักข่าว แล้วก็คนในสังคมอยากรู้ว่าลูกใคร ไม่อย่างนั้นฟิล์มก็ตายลูกเดียว ฟิล์มก็ไม่มีงาน ไม่มีกำลังใจทำงาน เพราะโดนสังคมประณามอยู่ ไม่มีแรงที่จะทำงาน ก็รับกรรมไป”
“คือ ตอนนี้ฟ้องหมิ่นประมาทไปก่อน แต่จะฟ้องให้พิสูจน์ดีเอ็นเอหรือไม่ ก็ค่อยว่ากัน แต่เรามีหลักฐานแน่นมาก เราไม่ได้ว่าผู้หญิงทั้งประเทศ เรามีปัญหากับผู้หญิงคนเดียว เพราะผู้หญิงมีทั้งดี และไม่ดี แต่พอดีข้อมูลที่เราเจอ มันสามารถบอกได้ว่าความจริงมันเป็นยังไง อยากฝากถึงสตรีองค์กรอะไรต่างๆ ด้วยว่า เราไม่ได้ว่าผู้หญิงทั้งประเทศ แค่เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้หญิงคนนึงกับผู้ชายคนนึง ช่วยพิจารณาด้วย เพราะฝ่ายเรามันเหมือนเป็นชนักติดหลังอยู่ก็เลยต้องฟ้อง”
“แต่ใจจริงแล้วฟิล์มไม่อยากให้ฟ้อง แต่มันไม่ได้ ผมก็บอกเขาไม่งั้นฟิล์มก็ไม่บริสุทธิ์ซะที ก็ต้องช้ำเลือดช้ำหนองไปจนตาย ตอนนี้ถ้าเขาไม่สู้ก็ไม่ได้ เพราะต้องรักตัวเองบ้าง ต้องลุกขึ้นสู้ รับก็ผิดไม่รับก็ผิด จะยืนอยู่บนโลกนี้ได้ยังไง”
“ส่วนทางครอบครัวเขาก็แล้วแต่ ผมกับทนายความเลย เพราะในเมื่อคุณแม่เขาเคยเรียกร้องให้ออกมาตรวจแล้ วแต่ไม่ได้ คุณแม่เลยต้องตัดใจไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรเลย แต่มันก็ยังมีผู้ชายอีกหลายคนที่ออกมา แต่ไม่รับผิดชอบอะไรเลยก็มีไง เพราะฉะนั้นฟิล์มไม่ต้องรับผิดชอบก็ได้ เพราะไม่รู้ว่าลูกใคร ในเมื่อผู้หญิงเขายืนยันนอนยันว่าจะไม่ตรวจ เราก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ ก็ดีจะได้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ชายทุกคนว่ามีสิทธิ์ตรงนี้ ให้ใช้สิทธิ์ของตัวเอง เรียกร้องสิทธิ์มาฟ้องร้องขอตรวจดีเอ็นเอ”
“ถามว่า กลัวเข้าตัวไหม ไม่นะ เพราะผมไม่เคยเอ่ยชื่อเขา ไม่เคยเอ่ยในทางเสียๆ หายๆ ผมต้องการความจริงเท่านั้นเองว่าใครเป็นพ่อของเด็กเท่านั้นเอง เราบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเราไม่ได้รังแก แค่เรียกร้องหาความจริง วันนี้ อยากให้ฟิล์มมาแต่เขาบอกว่า ขออีกอาทิตย์หนึ่งดีกว่า รอให้ทนายจัดการ ตอนนี้รวบรวมหลักฐานยิ่งรวบรวมก็ยิ่งได้เยอะมันก็ยิ่งโผล่ๆ”
“ถ้าวันนี้เอาหลักฐานมาเปิดได้นะอยากเอามามากเลย แต่ขอทนายความเขาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ไง ส่วนเรื่องค่าเสียหายคงไม่เรียกหรอกครับ คงฟ้องแค่หาความจริงเท่านั้นเอง ความจริงเรื่องนี้พี่พูดก็เบื่อนะ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าลูกใคร ถ้าเขาตรวจดีเอ็นเอตั้งแต่แรกก็จบแล้ว”
ส่วนความคืบหน้าเรื่องงานของ “ฟิล์ม” นั้น “พจน์ อานนท์” บอกว่า วันนี้ฟิล์มได้เข้าไปคุยกับ “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์”
“ตอนนี้รู้สึกเฮียฮ้อเรียกฟิล์มไปคุย แล้วผมก็ต้องดูแลเรื่องฟ้องร้อง แต่เรื่องหลักฐานชิ้นนี้เฮียฮ้อไม่ยุ่งเลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลยคือหลักฐานชิ้นนี้ถ้าปรากฏ เรื่องที่เฮีย และพี่สมรักษ์ พูดก็จะปรากฏออกมาด้วย”
“เฮียตอนนี้ก็จะดูแต่เรื่องงาน ว่า อนาคตฟิล์มจะทำยังไงต่อ แต่ฟิล์มบอกเองว่าจะขอบวชก่อน อย่างเรื่องงานตอนนี้ บี้ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) ก็ได้ไปเกาหลีแทนฟิล์ม ก่อนหน้านี้ ฟิล์มไปเล่นกล้าม เพื่อแสดงหนังบางกอกกังฟู ตอนนี้เลยเหลือแต่กระดูกแล้ว (หัวเราะ) แต่เรื่องบวชไม่ทราบว่าจะบวชเมื่อไหร่ แต่คิดว่าน่าจะหลังฟ้องไปแล้ว ให้จบเรื่องนี้ก่อน”
ทุ่มทุนเอาหน้ามารับเองแบบนี้ ก็เลยทำให้หลายๆ คนอดสงสัยไม่ได้ว่า งานนี้ “พจน์ อานนท์” มีส่วนได้ส่วนเสียหรือได้รับค่าตอบแทนอะไรหรือเปล่า
“ถามว่าได้อะไรจากฟิล์มหรือเปล่า คือ จริงๆ ผมอยากให้สังคมรู้เท่านั้นเองว่าลูกใคร ถ้าลูกฟิล์ม เขาก็บอกอยู่แล้วว่ารับเลี้ยง แต่ถ้าไม่ใช่ก็ส่งเสีย มันต้องจบจะให้เรื่องนี้เป็นชนักติดหลังฟิล์มไปตลอดชีวิตเหรอ สังคมก็อยากรู้ ถ้ามั่นใจก็ต้องตรวจสิ”
เจ้าตัวบอก “แอนนี่ บรู๊ค” จะทำนิ่งไม่ได้ เพราะสังคมประณาม “ฟิล์ม” ไปแล้ว ปัดไม่รู้เรื่องพ่อเด็ก มีชื่อนักธุรกิจฮ่องกง พร้อมด้วยนักร้องเกาหลีโผล่อีก
“ถ้าเขาบอกว่า เขาหยุดแล้วนิ่งแล้วไม่อยากยุ่งเรื่องนี้ มันไม่ได้ เพราะสังคมประณามฟิล์ม ว่าไม่รับผิดชอบ ตอนนี้เหมือนเขาตายทั้งเป็นไปแล้วนะ ถ้าไม่พึ่งศาลมันก็จะไม่จบ ก็ยังเห็นมีเอสเอ็มเอสด่าฟิล์มอยู่ทุกวัน เขาไม่รู้เรื่องทั้งหมดไง”
“ส่วนเรื่องมีชื่อนักธุรกิจฮ่องกงร่วมด้วย อันนี้ไม่รู้เรื่องเลย รวมไปถึงนักร้องเกาหลีด้วย คงต้องไปพิสูจน์เอง เพราะว่าทางทนายความทางเราก็หาข้อมูลหาหลักฐานมากกว่า เพื่อพิสูจน์ระยะนั้นเป็นยังไง ที่ผู้ใหญ่ 2 คนนั้นออกมาพูดก็ต้องหาข้อมูลในช่วงเวลานั้น ไม่มีมูลหมามันไม่ขี้ หรือเปล่า หลักฐานตอนนี้แน่น แต่ต้องรออีกจะแน่นกว่านี้กำลังรวบรวมสุดฤทธิ์สุดเดช แต่พูดไม่ได้ จริงๆ อยากพูด แต่ถ้าพูดไปต้องไปเยี่ยมผมนะ (หัวเราะ)”
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อยากได้ บ้านเขาใหญ่ : พิ้งกี้ลั่น ได้แล้ว เลิก “เป๊ก” ทันที
มหากาพย์ “ผัวเธอของฉัน” ฉบับไตรภาคยังสะสางไม่ทันจะเสร็จสิ้น … เพราะมีเรื่องข้อมูลใหม่อยู่ตลอดเวลา วันนี้ “เป๊ก” ร.ท. สัณชัย เองตระกูล บินไปรับธัญญาเรศและลูกลีย่ากลับเมืองไทย ขณะที่เรื่องแซบของฝ่ายพิ้งกี้ - สาวิกา ไชยเดช ไม่ใช่แค่เรื่องก่นโศก ปาดน้ำตา ท่ามกลางเสียงแผดดังของ “คุณแม่อ้อย” สรินยา ไชยเดช เท่านั้น ข้อมูลใหม่รอบนี้ซึ่งถูกนำมาขยายความ พิ้งกี้พร้อมเลิก “เป๊ก” ทันที ถ้าได้บ้านหลังที่ตั้งอยู่ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ จับตา … ธัญญ่าจะส่งมอบ “สินสมรส” หลังนี้หรือไม่ !!
ดูเหมือนว่า ข่าวลือ !! ของมหากาพย์เรื่องนี้จะยังคงดำเนินต่อไป … เนื่องจากสายสัมพันธ์ระหว่าง “เป๊ก” ร.ท. สัณชัย เองตระกูลกับ “พิ้งกี้” สาวิกา ไชยเดช ยังไม่ขาดจากกันโดยสิ้นเชิง !! จนฝ่ายชาย... ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหากับเรื่องดังกล่าวอย่างไร แม้จะตะโกนร้องป่าวบอกต่อใครๆ ว่า ไม่มีอะไรเกินความเป็นพี่น้องกับนางเอกสาวจากช่อง 3 ที่ไม่ใช่ภรรยาตนคนนี้จริงๆ ก็หามีใครเชื่อเรื่องนี้ไม่
ความระหองระแหงตลอด 7-8 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างธัญญาเรศ กับสัณชัย หนักหนาสาหัสมากสำหรับหัวอกของเมียหลวงและแม่ของลูก ระหว่างที่เรื่องราวของทั้ง 3 คนดำเนินไป และมีข่าวมากมายเกี่ยวกับเรื่อง “หย่าร้าง” ของคู่สมรสอย่างธัญญ่ากับเป๊ก จนนิตยสารเปรียว ฉบับเดือนสิงหาคม 2553 ต้องพาลูกสะใภ้อย่างธัญญาเรศกับแม่สามี นุชนารถ เองตระกูลมาถ่ายแบบและสัมภาษณ์เพื่อยืนยันการยอมรับของคนในตระกูลเองตระกูล
ตระกูล “รามณรงค์” และ “เองตระกูล” ชิดเชื้อกันมานาน เพราะว่าคุณพ่อสุรพันธ์ รามณรงค์ของธัญญ่ารู้จักกับย่าของเป๊ก ขณะที่แม่ของเป๊ก นุชนารถ กับคุณแม่แจ็คเกอลีนเคยเป็นรุ่นพี่ - รุ่นน้องร่วมสถาบันเดียวกันมาก่อน และถือได้ว่าทั้ง 2 ตระกูลนี้เป็นตระกูลเก่าแก่และเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว แม้ว่าธัญญาเรศกับเป๊กจะถูกจับให้หมายหมั้นเกี่ยวดองมาแต่เด็ก แต่ทั้งคู่ที่แต่งงานกัน เป็นเจตนาของทั้งคู่ที่เลือกจะคบหา ไม่ใช่มาจากการคลุมถุงชนแต่อย่างใด
ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเคลียร์ให้ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะมาตัดช่องน้อยด้วยการ “หย่า” ไม่ได้เด็ดขาด คำว่า “ห้ามหย่า” ยังถือเป็นอาญาสิทธิ์ของพ่อและแม่
ไปอเมริกาเปล่าหนีข่าวฉาว !?
คนที่ติดตามข่าวเรื่องราวความอลเวงของ “ธัญญ่า - เป๊ก และพิ้งกี้” มาโดยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ อาจจะคิดว่าธัญญ่าเหนื่อยจนต้องพักรบชั่วคราว !! ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
การเดินทางไปอเมริกาในครั้งนี้มีคุณแม่นุชนารถ เองตระกูลร่วมทริปด้วย เพราะเป็นห่วงหลานสาวและลูกสะใภ้สุดเลิฟ ในขณะที่เป๊กต้องเดินทางกลับเมืองไทยก่อน เนื่องจากติดพันภารกิจทางราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ณ เวลานี้ เป๊กอยู่ในช่วงที่เดินทางไปรับแม่, เมีย และลูกสาวกลับเมืองไทย
ปกติแล้ว ธัญญาเรศ เองตระกูล จะเดินทางไปเยี่ยมคุณแม่แจ็คเกอลีนปีละครั้ง ครั้งละหลายสัปดาห์ !!
แต่ปีนี้พิเศษกว่านั้น ตรงที่ธัญญาเรศจะไปปรึกษากับพี่สาวเรื่อง “อุ้มบุญ” อีกครั้งเป็นท้องที่ 2 เนื่องจาก “เป๊ก” สัณชัย ผู้เป็นสามีอยากจะมีลูกชายไว้เป็นเพื่อนเล่นกับลูกสาว นอกจากนี้ … ยังไปตรวจและทดสอบสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของแม่และลูกลีย่าที่เกิดจากการอุ้มบุญให้นั้นมีความสมบูรณ์พร้อมตามหลักการแพทย์เพื่อจะได้เป็นเด็กที่มีคุณภาพในสังคมต่อไป ขณะเดียวกัน … หากพี่สาวตกลงรับอุ้มบุญให้ธัญญ่าอีกครั้ง นั่นหมายถึงว่าหมอผู้เชี่ยวชาญต้องให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในด้านสุขภาพของคนทั้ง 3 ฝ่าย
แม้แต่ “กีต้าร์” ศิริพิชญ์ กฤษณะเศรณี เพื่อนซี้คนหนึ่งของธัญญ่าก็ยังออกมายืนยันว่า ธัญญาเรศ สบายดี และมีความสุข ดังนี้ ธัญญาเรศจึงต้องใช้เวลานานกว่าปกติเล็กน้อยในการพักพิงอยู่ที่นั่น แต่ก็ไม่วายที่มีคนปล่อยข่าวลือให้หัวใจขุ่นมัวว่ามีเรื่องหย่าร้างเข้ามาเกี่ยวข้อง !! เพื่อนรักบอกว่า เรื่องอย่างนี้ปล่อยให้เจ้าของเรื่องมายืนยันจะดีกว่าการที่คนอื่นมาให้ข้อมูล เพราะงั้น … เธอจึงไม่พูด
อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าข่าวลือรสแซบเป็นจริง นั่นหมายถึงว่าธัญญาเรศอยากคิดและตรึกตรองกับ “บางเงื่อนไข” ที่เป็นข้อมูลใหม่เพื่อแลกกับชีวิตครอบครัวที่จะได้อยู่กันอย่างเป็นสุขตามประสาพ่อ แม่และลูกอีกครั้ง กับ “สินสมรส” ชิ้นนี้ !? ที่ฝ่ายตรงข้ามระบุและกำชับมาว่า “อยากได้” นักหนา
“บ้านหลังนี้” มีนัยและชั้นเชิงซ่อนอยู่
งานนี้ “ยิงกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว” !!
ว่ากันว่า “เป๊ก” สัณชัย เองตระกูลเคยคิดที่จะซื้อบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่และราคาสูงกว่าให้ “พิ้งกี้” สาวิกา ไชยเดช ไม่ว่าจะหลอกล่อด้วยวิว ทิวทัศน์ ความสะดวกสบายอื่นใด เธอก็ไม่เคยปรารถนา !! ฝ่ายหญิงยืนยันเพียงประการเดียวว่า ต้องบ้านหลังนี้เท่านั้น !!
บ้านหลังนี้ ฝ่ายชายได้ระบุตามพินัยกรรมให้เป็นสินสมรส !!
เมื่อบ้านหลังนี้เป็นสินสมรส นั่นหมายความว่า การเปลี่ยนมือต้องได้รับความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย
“เป๊ก” สัณชัยไม่มีปัญหา เพราะถือว่า เป็นสมบัตินอกกายหาใหม่ได้ไม่ยาก เพราะ “เองตระกูล” มีบ้านหลายหลัง การเสียบ้านสักหลังไม่เห็นจะเป็นไร โดยเฉพาะในวันที่ฝ่ายชายคงอยากจะมีชีวิตอย่างมีความสุข
ขณะที่ ธัญญาเรศ เองตระกูล ยังไม่จดปากกาเพราะไม่เห็นด้วย เพราะเรื่องนี้ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้วมันเกี่ยวกันกับการชิงไหวชิงพริบ เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการช่วงชิง ความแพ้ - ชนะ และศักดิ์ศรีของผู้หญิง ผู้เป็นภรรยาที่ถูกต้องของสามี
การ “เสียบ้าน” เพียงเพราะคิดว่าต้องการแลกกับความสุขในครอบครัวกับสิ่งของนอกกาย บางที อาจจะกลายเป็นประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามเก็บไปประกาศชัยชนะก็เป็นได้ อีกทั้งธัญญาเรศจะมีหลักประกันอะไรว่า เธอจะไม่กลับมายุ่งเกี่ยวเป็นข่าวกับสามีของเธออีก
ทั้งรัก ทั้งแค้น
แต่สำหรับพิ้งกี้ บ้านหลังนี้ยังสามารถต่อยอด ผูกโยงไปถึงใครต่อใครได้ เพราะบ้านหลังนี้อยู่ในโครงการโบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ที่มีสงกรานต์ เตชะณรงค์ เป็นผู้บริหาร !! และการที่เธออยากจะได้หนักหนา เพราะบริเวณที่ตั้งบ้านหลังนี้ทิวทัศน์ดีที่สุด และอยู่ห่างจากบ้านพักของสงกรานต์ไม่กี่หลัง !!
ไม่ใช่แค่ขย่ม ธัญญาเรศ เองตระกูลเท่านั้น แต่ยังหวังจะชำระความในอดีตกับสงกรานต์ เตชะณรงค์ อีกต่างหาก
อย่าลืมว่าครั้งหนึ่ง “พิ้งกี้” สาวิกา ไชยเดช เคยวาดฝันอยากที่จะสร้างครอบครัวกับสงกรานต์ เตชะณรงค์ แต่ความฝันของเธอก็ต้องล่มสลายเพียงชั่วเวลาข้ามคืน เพราะสงกรานต์ เตชะณรงค์ด่วนประกาศคบหา “แอฟ” ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญเสียก่อน พิ้งกี้ที่เคยวาดฝันและให้ข่าวในทำนองว่าคบหา เป็นอันต้องหน้าแหก หมอไม่รับเย็บในทันที !! อย่างน้อยๆ ก็เป็นการทิ่มแทงแยงหัวใจของใครบางคนเล่นๆ
ถึงบอกว่า งานนี้ ...พิ้งกี้ยิงกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว
เรื่อง “รักแรง แค้นแรง” ของนางเอกสาวนัยน์ตาแขกคนนี้ยังมีอีก
นอกจากนี้ยังมีคนเห็น “เป๊ก” พาทุกสมาชิกในครอบครัว “ไชยเดช” ไปสวีตหวานกันที่ “ อันดารา รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า” บนหาดกมลา จังหวัดภูเก็ต ถึง 3 วัน 2 คืน ในช่วงที่ธัญญาเรศไปเยี่ยมแม่ที่อเมริกา
ว่ากันว่า หน้าฝน ท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่พิ้งกี้กลับสวมแว่นกันแดดอำพรางผู้คน เดินไปมาอยู่ในรีสอร์ตตลอดเวลา ที่สำคัญ ห้องที่นางเอกสาวระบุและยืนยันที่จะใช้ห้องนี้ เตียงนี้เท่านั้น เป็นห้องที่เธอเคยพักเมื่อครั้งที่เคยมาพักผ่อนกับอดีตคนรัก พระเอกปากแดง “อั้ม” อธิชาติ ชุมนานนท์
ครั้งนี้ขอมาทับที่เดิมอีกครั้ง !!
นี่คือเรื่องราวข่าวคราวที่ล่องลอยมาเข้าหูและกำลังถูกขยายต่อในวันนี้ อาจจะเป็นการต้อนรับ ธัญญาเรศ เองตระกูลที่กำลังจะกลับมาเมืองไทยก็ได้
...................................
ที่มา นิตยสาร ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 53 วันที่ 9 - 15 ตุลาคม 2553
ดูเหมือนว่า ข่าวลือ !! ของมหากาพย์เรื่องนี้จะยังคงดำเนินต่อไป … เนื่องจากสายสัมพันธ์ระหว่าง “เป๊ก” ร.ท. สัณชัย เองตระกูลกับ “พิ้งกี้” สาวิกา ไชยเดช ยังไม่ขาดจากกันโดยสิ้นเชิง !! จนฝ่ายชาย... ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหากับเรื่องดังกล่าวอย่างไร แม้จะตะโกนร้องป่าวบอกต่อใครๆ ว่า ไม่มีอะไรเกินความเป็นพี่น้องกับนางเอกสาวจากช่อง 3 ที่ไม่ใช่ภรรยาตนคนนี้จริงๆ ก็หามีใครเชื่อเรื่องนี้ไม่ความระหองระแหงตลอด 7-8 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างธัญญาเรศ กับสัณชัย หนักหนาสาหัสมากสำหรับหัวอกของเมียหลวงและแม่ของลูก ระหว่างที่เรื่องราวของทั้ง 3 คนดำเนินไป และมีข่าวมากมายเกี่ยวกับเรื่อง “หย่าร้าง” ของคู่สมรสอย่างธัญญ่ากับเป๊ก จนนิตยสารเปรียว ฉบับเดือนสิงหาคม 2553 ต้องพาลูกสะใภ้อย่างธัญญาเรศกับแม่สามี นุชนารถ เองตระกูลมาถ่ายแบบและสัมภาษณ์เพื่อยืนยันการยอมรับของคนในตระกูลเองตระกูล
ตระกูล “รามณรงค์” และ “เองตระกูล” ชิดเชื้อกันมานาน เพราะว่าคุณพ่อสุรพันธ์ รามณรงค์ของธัญญ่ารู้จักกับย่าของเป๊ก ขณะที่แม่ของเป๊ก นุชนารถ กับคุณแม่แจ็คเกอลีนเคยเป็นรุ่นพี่ - รุ่นน้องร่วมสถาบันเดียวกันมาก่อน และถือได้ว่าทั้ง 2 ตระกูลนี้เป็นตระกูลเก่าแก่และเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว แม้ว่าธัญญาเรศกับเป๊กจะถูกจับให้หมายหมั้นเกี่ยวดองมาแต่เด็ก แต่ทั้งคู่ที่แต่งงานกัน เป็นเจตนาของทั้งคู่ที่เลือกจะคบหา ไม่ใช่มาจากการคลุมถุงชนแต่อย่างใด
ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเคลียร์ให้ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะมาตัดช่องน้อยด้วยการ “หย่า” ไม่ได้เด็ดขาด คำว่า “ห้ามหย่า” ยังถือเป็นอาญาสิทธิ์ของพ่อและแม่
ไปอเมริกาเปล่าหนีข่าวฉาว !?
คนที่ติดตามข่าวเรื่องราวความอลเวงของ “ธัญญ่า - เป๊ก และพิ้งกี้” มาโดยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ อาจจะคิดว่าธัญญ่าเหนื่อยจนต้องพักรบชั่วคราว !! ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
การเดินทางไปอเมริกาในครั้งนี้มีคุณแม่นุชนารถ เองตระกูลร่วมทริปด้วย เพราะเป็นห่วงหลานสาวและลูกสะใภ้สุดเลิฟ ในขณะที่เป๊กต้องเดินทางกลับเมืองไทยก่อน เนื่องจากติดพันภารกิจทางราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ณ เวลานี้ เป๊กอยู่ในช่วงที่เดินทางไปรับแม่, เมีย และลูกสาวกลับเมืองไทย
ปกติแล้ว ธัญญาเรศ เองตระกูล จะเดินทางไปเยี่ยมคุณแม่แจ็คเกอลีนปีละครั้ง ครั้งละหลายสัปดาห์ !!
แต่ปีนี้พิเศษกว่านั้น ตรงที่ธัญญาเรศจะไปปรึกษากับพี่สาวเรื่อง “อุ้มบุญ” อีกครั้งเป็นท้องที่ 2 เนื่องจาก “เป๊ก” สัณชัย ผู้เป็นสามีอยากจะมีลูกชายไว้เป็นเพื่อนเล่นกับลูกสาว นอกจากนี้ … ยังไปตรวจและทดสอบสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของแม่และลูกลีย่าที่เกิดจากการอุ้มบุญให้นั้นมีความสมบูรณ์พร้อมตามหลักการแพทย์เพื่อจะได้เป็นเด็กที่มีคุณภาพในสังคมต่อไป ขณะเดียวกัน … หากพี่สาวตกลงรับอุ้มบุญให้ธัญญ่าอีกครั้ง นั่นหมายถึงว่าหมอผู้เชี่ยวชาญต้องให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในด้านสุขภาพของคนทั้ง 3 ฝ่าย
แม้แต่ “กีต้าร์” ศิริพิชญ์ กฤษณะเศรณี เพื่อนซี้คนหนึ่งของธัญญ่าก็ยังออกมายืนยันว่า ธัญญาเรศ สบายดี และมีความสุข ดังนี้ ธัญญาเรศจึงต้องใช้เวลานานกว่าปกติเล็กน้อยในการพักพิงอยู่ที่นั่น แต่ก็ไม่วายที่มีคนปล่อยข่าวลือให้หัวใจขุ่นมัวว่ามีเรื่องหย่าร้างเข้ามาเกี่ยวข้อง !! เพื่อนรักบอกว่า เรื่องอย่างนี้ปล่อยให้เจ้าของเรื่องมายืนยันจะดีกว่าการที่คนอื่นมาให้ข้อมูล เพราะงั้น … เธอจึงไม่พูด
อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าข่าวลือรสแซบเป็นจริง นั่นหมายถึงว่าธัญญาเรศอยากคิดและตรึกตรองกับ “บางเงื่อนไข” ที่เป็นข้อมูลใหม่เพื่อแลกกับชีวิตครอบครัวที่จะได้อยู่กันอย่างเป็นสุขตามประสาพ่อ แม่และลูกอีกครั้ง กับ “สินสมรส” ชิ้นนี้ !? ที่ฝ่ายตรงข้ามระบุและกำชับมาว่า “อยากได้” นักหนา
“บ้านหลังนี้” มีนัยและชั้นเชิงซ่อนอยู่
งานนี้ “ยิงกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว” !!
ว่ากันว่า “เป๊ก” สัณชัย เองตระกูลเคยคิดที่จะซื้อบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่และราคาสูงกว่าให้ “พิ้งกี้” สาวิกา ไชยเดช ไม่ว่าจะหลอกล่อด้วยวิว ทิวทัศน์ ความสะดวกสบายอื่นใด เธอก็ไม่เคยปรารถนา !! ฝ่ายหญิงยืนยันเพียงประการเดียวว่า ต้องบ้านหลังนี้เท่านั้น !!
บ้านหลังนี้ ฝ่ายชายได้ระบุตามพินัยกรรมให้เป็นสินสมรส !!
เมื่อบ้านหลังนี้เป็นสินสมรส นั่นหมายความว่า การเปลี่ยนมือต้องได้รับความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย
“เป๊ก” สัณชัยไม่มีปัญหา เพราะถือว่า เป็นสมบัตินอกกายหาใหม่ได้ไม่ยาก เพราะ “เองตระกูล” มีบ้านหลายหลัง การเสียบ้านสักหลังไม่เห็นจะเป็นไร โดยเฉพาะในวันที่ฝ่ายชายคงอยากจะมีชีวิตอย่างมีความสุข
ขณะที่ ธัญญาเรศ เองตระกูล ยังไม่จดปากกาเพราะไม่เห็นด้วย เพราะเรื่องนี้ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้วมันเกี่ยวกันกับการชิงไหวชิงพริบ เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการช่วงชิง ความแพ้ - ชนะ และศักดิ์ศรีของผู้หญิง ผู้เป็นภรรยาที่ถูกต้องของสามี
การ “เสียบ้าน” เพียงเพราะคิดว่าต้องการแลกกับความสุขในครอบครัวกับสิ่งของนอกกาย บางที อาจจะกลายเป็นประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามเก็บไปประกาศชัยชนะก็เป็นได้ อีกทั้งธัญญาเรศจะมีหลักประกันอะไรว่า เธอจะไม่กลับมายุ่งเกี่ยวเป็นข่าวกับสามีของเธออีก
ทั้งรัก ทั้งแค้น
แต่สำหรับพิ้งกี้ บ้านหลังนี้ยังสามารถต่อยอด ผูกโยงไปถึงใครต่อใครได้ เพราะบ้านหลังนี้อยู่ในโครงการโบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ที่มีสงกรานต์ เตชะณรงค์ เป็นผู้บริหาร !! และการที่เธออยากจะได้หนักหนา เพราะบริเวณที่ตั้งบ้านหลังนี้ทิวทัศน์ดีที่สุด และอยู่ห่างจากบ้านพักของสงกรานต์ไม่กี่หลัง !!
ไม่ใช่แค่ขย่ม ธัญญาเรศ เองตระกูลเท่านั้น แต่ยังหวังจะชำระความในอดีตกับสงกรานต์ เตชะณรงค์ อีกต่างหาก
อย่าลืมว่าครั้งหนึ่ง “พิ้งกี้” สาวิกา ไชยเดช เคยวาดฝันอยากที่จะสร้างครอบครัวกับสงกรานต์ เตชะณรงค์ แต่ความฝันของเธอก็ต้องล่มสลายเพียงชั่วเวลาข้ามคืน เพราะสงกรานต์ เตชะณรงค์ด่วนประกาศคบหา “แอฟ” ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญเสียก่อน พิ้งกี้ที่เคยวาดฝันและให้ข่าวในทำนองว่าคบหา เป็นอันต้องหน้าแหก หมอไม่รับเย็บในทันที !! อย่างน้อยๆ ก็เป็นการทิ่มแทงแยงหัวใจของใครบางคนเล่นๆ
ถึงบอกว่า งานนี้ ...พิ้งกี้ยิงกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว
เรื่อง “รักแรง แค้นแรง” ของนางเอกสาวนัยน์ตาแขกคนนี้ยังมีอีก
นอกจากนี้ยังมีคนเห็น “เป๊ก” พาทุกสมาชิกในครอบครัว “ไชยเดช” ไปสวีตหวานกันที่ “ อันดารา รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า” บนหาดกมลา จังหวัดภูเก็ต ถึง 3 วัน 2 คืน ในช่วงที่ธัญญาเรศไปเยี่ยมแม่ที่อเมริกา
ว่ากันว่า หน้าฝน ท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่พิ้งกี้กลับสวมแว่นกันแดดอำพรางผู้คน เดินไปมาอยู่ในรีสอร์ตตลอดเวลา ที่สำคัญ ห้องที่นางเอกสาวระบุและยืนยันที่จะใช้ห้องนี้ เตียงนี้เท่านั้น เป็นห้องที่เธอเคยพักเมื่อครั้งที่เคยมาพักผ่อนกับอดีตคนรัก พระเอกปากแดง “อั้ม” อธิชาติ ชุมนานนท์
ครั้งนี้ขอมาทับที่เดิมอีกครั้ง !!
นี่คือเรื่องราวข่าวคราวที่ล่องลอยมาเข้าหูและกำลังถูกขยายต่อในวันนี้ อาจจะเป็นการต้อนรับ ธัญญาเรศ เองตระกูลที่กำลังจะกลับมาเมืองไทยก็ได้
...................................
ที่มา นิตยสาร ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 53 วันที่ 9 - 15 ตุลาคม 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)