วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

“ฟิล์ม” โฮ! ขอโทษ “แอนนี่” จ่อพาพ่อแม่เคลียร์ ลังเลฟ้องศาลตรวจDNA ขอโอกาสRSกลับทำงาน

“ฟิล์ม” สุดทนปล่อยโฮ ขอโทษ “แอนนี่” และทุกคนที่ทำให้เดือดร้อน จ่อพาพ่อแม่คุยเคลียร์ดาราสาว ส่วนเรื่องตรวจดีเอ็นเอขอปรึกษาผู้ใหญ่ก่อนจะฟ้องศาลหรือไม่ ปัดพูดให้ข้อมูลไม่ตรงกัน อ้างไม่อยากรื้อฟื้น งดพูดถึง “เสี่ยอู๊ด” สั่งยกบ้านให้ลูก รับเสียใจทำให้แม่ช็อกเข้าโรงพยาบาล วอนขอโอกาสจากสังคม และจะขอ “เฮียฮ้อ” กลับมาทำงานตามเดิม ให้สัญญาจะไม่ทำให้ใครผิดหวังอีก เล็งบวชเร็วๆ นี้ เลิกหนีและพร้อมเปิดใจเคลียร์กระแสข่าวทำดาราสาว “แอนนี่ บรู๊ค” ท้องจนมีลูกชาย “น้องทีฆายุ แก้วไทรหาญ” อีกรอบแล้ว สำหรับนักร้องหนุ่ม “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” ที่หลังจากเกิดกระแสข่าวดังกล่าว และเจ้าตัวได้ออกมาเคลียร์ไปแล้ว แต่พอถูก “แอนนี่” สวนกลับด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ทั้ง “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ยังประกาศระงับงานทุกอย่างแบบไม่มีกำหนด จนกว่าจะเคลียร์ตัวเองได้ “ฟิล์ม” ก็เอาแต่เก็บตัวเงียบไม่ออกมาตอบโต้ใดๆ มีเพียงแต่ผู้คนรอบข้างที่เป็นห่วงออกมาให้ข่าวแทน ยิ่งทำให้เรื่องบานปลายไปกันใหญ่

กระทั่งวานนี้ (22 ก.ย.) “นางโคมมนต์ ทองมั่ง” ซึ่งเป็นแม่ของนักร้องหนุ่มได้เกิดอาการช็อกจากคำพูดของ “เจ๊เบียบ” หรือ “นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช” ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทีวีสับลูกชาย เละว่า เป็นคนสำส่อน ชุ่ย มักง่าย ไม่มีความรับผิดชอบ และเห็นผู้หญิงเป็นเครื่องสนองวัตถุทางเพศ “ฟิล์ม” จึงรีบบึ่งรถจากปากช่อง นำแม่ส่งโรงพยาบาล BNH ย่านสาทร และเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด อีกทั้งในวันเดียวกัน อดีตคนคุ้นเคยอย่าง “เสี่ยอู๊ด สิทธิกร บุญฉิม” ยังร่อนจดหมายจวกนักร้องหนุ่มเห็นแก่ตัวเอาเปรียบ “แอนนี่” พร้อมสั่งให้โอนบ้านที่เคยซื้อให้ยกต่อให้ลูกชายของ “แอนนี่” เพราะความรักและสงสารเด็ก

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.วันนี้ (23 ก.ย.) นักร้องหนุ่มจึงนัดสื่อมวลชนมาฟังการแถลงข่าวเปิดใจอีกครั้งที่บริษัทอาร์เอส ย่านลาดพร้าวซ.15 โดย “ฟิล์ม” มาพร้อมกับสีหน้าที่เคร่งเครียด เผยทนแรงกดดันไม่ไหวเลยต้องออกมาพูด พร้อมร้องไห้กล่าวขอโทษ “แอนนี่”

“จริงๆ ผมไม่อยากออกมาพูดเลย แต่ผมทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหวเลยต้องออกมาพูด ผมใช้เวลาคิดอยู่เป็นอาทิตย์ ซึ่งถ้าผมโดนคนเดียวก็รับได้ เพราะผมได้พูดไปหมดแล้ววันแถลงข่าว แต่ ณ ตอนนี้คนรอบข้างคนที่ผมรักทุกๆ คนโดนหมด คุณแม่ผมต้องเข้าโรงพยาบาล ตอนที่ท่านเข้าท่านก็ยังมีแรงพูดได้อยู่ ท่านไม่ได้เสียใจที่มีข่าวผมไปทำใครท้อง แต่ท่านสงสารผมทั้งถูกตัดงานและถูกต่างๆ นานา นอกจากครอบครัวผมก็ยังทำให้เฮียและซ้อ ที่เปรียบเหมือนพ่อและแม่ผมต้องผิดหวัง แฟนเพลงที่เป็นแฟมิลี่ของผม ผมทำให้เขาต้องร้องไห้กับเหตุการณ์ที่ผมทำขึ้นมา และพี่ๆ ทุกคนที่คอยสนับสนุนและให้โอกาสผมมาตลอด”

“อย่างแรกเลยคือผมกราบขอโทษทุกๆ ท่านที่ทำให้เสียใจ แฟนเพลงที่ทำให้ต้องเสียน้ำตา และทุกคนที่ให้ความหวังกับตัวผม รวมถึงความฝันของผมด้วยที่ฝันมาตลอดว่า อยากเป็นดาราอยากเป็นนักแสดง ผมกลับทำความฝันของตัวเองพังทลายลงไป เพราะความประมาทในชีวิตที่ผมได้ก่อขึ้นมา (น้ำตาไหล) และผมขอโทษแอนนี่ด้วย ที่ทำให้เขาต้องเสียใจ ผมเห็นใจเขามาก ผมรู้เขาน่าสงสารกว่าผมเยอะ ผมยอมรับกับสิ่งที่ผมทำผิดพลาดไปทั้งหมด และยินดีที่จะแก้ไขให้มันดีขึ้น ผมยอมแล้วจริงๆ ครับ ยอมทุกๆ อย่าง จะทำอะไรก็ได้ขอให้มันดีขึ้น จะให้ผมไปพูดจากับเขา หรือเรียกให้ไปตรวจผมยอมทุกอย่าง”

“ผมไม่มีอะไรจะพูด นอกจากผมขอโอกาสกับพี่ๆ สื่อมวลชน แฟนๆ เพลงทุกคน และทุกคนที่มีความรักให้กับผม ขอขอบคุณเฮียกับซ้อและบริษัท พี่ๆ ทีมงานทุกคน ทั้งพี่พจน์ (อานนท์) และทุกคนที่ออกมาพูดเรื่องของผม จากวันนี้สิ่งที่ผมต้องทำ ผมยอมรับกับสิ่งที่ทำไปและสิ่งที่มันเกิดขึ้น แต่ในเรื่องของงานผมก็ขอโอกาสจากทุกคน แล้วผมจะกลับไปขอโอกาสจากเฮีย เพื่อให้ผมได้ทำงานในสิ่งที่ผมรักต่อไป เพราะผมเป็นเสาหลักของครอบครัว ผมต้องเลี้ยงดูทุกคน และต่อไปผมจะไม่ทำให้ใครผิดหวังอีก”

“จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคนที่ทำขึ้นมา ต่อจากนี้ผมยอมทุกอย่าง ก็ต้องเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ที่ผ่านมาผมยังไม่ได้คุยอะไรกับเขา ถ้ามีโอกาสผมยินดีที่จะคุย ตอนแรกเรื่องทั้งหมดเกิดจากคนสองคนที่ทำขึ้นมา แต่ตอนนี้มันกลายเป็นมีคนอื่นเข้ามารับรู้ด้วย ถ้าจะคุยกันครั้งนี้ผมอยากให้คุยกันเป็นครั้งสุดท้าย และจบลงด้วยดี เพราะผมเป็นห่วงเด็กมาก”

“ตอนนี้ผมกับแอนนี่ยังไม่มีการโทรติดต่อคุยกัน ณ ตอนนี้ผมอยากทำให้มันดีที่สุดอยู่แล้ว เพราะเด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ต้องมารับรู้ปัญหาต่างๆ โดยเป็นสิ่งที่เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ผมก็สงสารมาก ดังนั้นตอนนี้คือทำอะไรได้ผมก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด ผมเห็นเด็กแล้วรักมาก แล้วผมก็ให้ความช่วยเหลือตลอด และจะช่วยเหลือตลอดไป ซึ่งครอบครัวผมก็รับรู้กันหมด เขาอยากอุ้มหลาน แต่เขาก็อยากให้ผมตรวจดีเอ็นเอ ให้ทางผู้ใหญ่มั่นใจและแน่ใจด้วย”

“แต่ถ้าเขาไม่ยอมตรวจ ผมก็ไปบังคับใครไม่ได้ ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ผมจะไปฟ้องหรือขออำนาจศาลเพื่อให้เขาตรวจหรือเปล่า ผมยังไม่รู้บทสรุปจะเป็นยังไง ผมก็ขอปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน แต่จะทำให้ดีที่สุด”

เมื่อถามต่อถึงคำพูดของ “แอนนี่” ที่บอกให้เขาตรวจดีเอ็นเอตอนท้อง 4 เดือน แต่เขาไม่ยอมตรวจ นักร้องหนุ่มชี้แจงประเด็นนี้ว่า

“สิ่งเหล่านี้ผมว่าต่างคนต่างพูดมันก็จะไม่ตรงประเด็น แต่สิ่งที่พูดไปตั้งแต่วันแรก ผมพูดความจริง คือผมบอกว่าใช่เหรอ ใช่ลูกของผมหรือเปล่า ผมอยากให้ตรวจ แต่พอผมพูดไปเขาก็ร้องไห้ เขาเสียใจ ผมก็ปลอบเขาว่าใจเย็น บอกที่พูดไม่ได้ต้องการทำร้ายความรู้สึก แต่ใจผมอยากรู้จริงๆ แต่ผมไม่รู้จะพูดยังไง ผมพูดเขาก็ร้องออกมา ผมเลยบอกว่าใจเย็น....ตอนนี้เลี้ยงให้ดีที่สุดก่อน คุณเป็นฝ่ายลำบาก ผมไม่ได้เป็นฝ่ายที่ลำบากอยู่แล้ว และผมเห็นใจ สิ่งที่ผมพูดกับเขาก็บอกอย่าคิดมาก อย่าทำร้ายเด็ก พยายามปลอบเขาอยู่ตลอด พอผมบอกเขาอีกว่าผมพร้อมที่จะตรวจๆ เขาก็บอกมาว่าไม่เชื่อใจเหรอ ผมก็ไม่อยากทำร้ายน้ำใจเขาอีกต่อไปแล้ว ผมก็เลยได้แต่ให้ความช่วยเหลือเขามาตลอด (อะไรทำให้เราไม่มั่นใจว่าเป็นลูกของตัวเอง).........(เงียบนาน) ไม่ตอบดีกว่าครับเพราะไม่รู้ แต่อืมม์....ครับ”

“สำหรับครั้งนี้ถ้าการตรวจเป็นทางออกที่ดี ผมก็ยินดีตรวจ เพราะชื่อเสียงที่ผมสร้างมาทั้งหมด มันไม่เท่ากับการทำให้ชื่อเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเสียหาย ผมเห็นใจเขามากจริงๆ ถ้าตรวจแล้วเป็นลูกเราจริง ณ เวลานี้ผมจะดีใจด้วย เพราะผมจะได้ทำหน้าที่พ่อให้ดี ให้สังคมเห็นว่าผมไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ผมรู้ตั้งแต่วันแรกก็ไม่เคยทอดทิ้ง ผมไม่มีเจตนาอะไรที่จะไปคิดร้าย ผมมีแต่ความจริงใจที่มอบให้”

“ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงไม่ตรวจ ที่บอกว่าผมพูดบางคำทำให้เขาเสียใจ แต่ส่วนตัวผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น (ถ้าแอนนี่ไม่ตรวจ จะรับเป็นพ่อโดยที่ไม่ต้องตรวจไหม) ถ้าไม่ตรวจผมก็จะให้การช่วยเหลือแบบนี้ตลอดไป เพราะทำมาตั้งแต่วันที่รู้แล้ว แต่ผมก็ติดใจครับ เพราะทุกคนก็อยากรู้ว่าใช่หรือเปล่า เพื่อที่จะทำอะไรให้มันดีขึ้นกว่าเดิม จะได้ไม่ต้องมารู้สึกไม่สบายใจในสิ่งที่ทำลงไป (พอมีเรื่องเกิดขึ้นยังให้ความช่วยเหลือแอนนี่ตลอด) เปล่าครับ ตั้งแต่มีเรื่องก็ยังเลย”

ต่อข้อซักถามที่ว่าการให้ข้อมูลของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน เลยถูกมองไปว่า อาจมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกหก นักร้องหนุ่มเชื่อเป็นการเข้าใจผิดกันมากกว่า

“มันน่าจะเป็นการเข้าใจผิดกัน คงไม่มีใครอยากโกหก แต่ส่วนตัวผมก็จะทำให้ดีที่สุด ณ เวลานี้ สิ่งที่ผมอธิบายไปวันนี้ ก็ไม่อยากไปรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ แล้ว ตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนแล้ว แต่มันเป็นคนทั้งประเทศ และเด็กอีกคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยกับเหตุการณ์ที่ก่อขึ้นมา ผมสงสารเด็กมากกว่า แต่ผมก็ยินดีทุกอย่างในการช่วยเหลือเด็กคนนี้”

“ที่เขาบอกว่าไม่อยากทำร้ายผม แต่การที่เขาออกมาพูดแบบนี้ และทำให้ผมถูกแบน ถามว่าทำร้ายผมหรือเปล่า ไม่รู้จริงๆ ผมก็จะทำหน้าที่ของผมให้ดีกับเรื่องนี้ หลังจากวันนี้ผมกะไม่ได้และคาดเดาไม่ได้จริงๆ ถ้าผมโทรไปเขาจะรับโทรศัพท์ หรือได้คุยหรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมอยากทำให้ดีที่สุดกับทุกฝ่าย ตอนที่ผมมีโอกาสได้คุยกับเขามันนานมากแล้ว ซึ่งคนที่ดูแลเรื่องนี้จะเป็นแม่กับผู้จัดการส่วนตัวตลอด ถึงวันนี้ผมก็ไม่มีโอกาสได้โทรไปเลย ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะติดต่อเขา แต่สิ่งที่ผมพูดไปแล้วคือ ถ้าเราคุยกันสองคนก็ไม่จบอีก มันต้องมีใครสักคนเข้ามาเป็นคนกลาง อาจเป็นพ่อแม่เขา พ่อแม่ผมจะได้จบกันสักที ตัวผมไม่มีอะไรจริงๆ แต่ผมคิดว่าอย่างนั้นน่าจะดีกว่า เพราะถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่จบ ผลกระทบไปตกที่ใครก็ตกที่เด็ก ผมก็อยากให้มันจบเร็วที่สุด ครอบครัวผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ผมไม่เคยคุยกับอีกฝั่งหนึ่งเลยว่ายังไง แต่จะลองคุย”

ถามถึงเรื่อง “เสี่ยอู๊ด” บอกให้ยกบ้านที่เคยซื้อให้ให้กับลูกชายของ “แอนนี่” นักร้องหนุ่มยันไม่รู้เรื่อง แต่ขอหุบปากไม่พูดอะไรต่ออีก

“ผมก็ไม่รู้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยังไง แต่คิดว่าความจริงก็จะปกป้อง มันก็ต้องดูกันไป ผมไม่อยากพูดอะไรต่อ เพราะมันนอกเหนือจากประเด็นตรงนี้ แค่นี้ผมก็แย่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงสภาพจิตใจในวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

“ผมแย่มาก ผมร้องจนไม่มีน้ำตาแล้วครับ ผมก็ไม่คิดว่าชีวิตผมจะเป็นอย่างนี้เหมือนกัน ผมไม่ได้ทำแค่ตัวเอง แต่ผมทำให้ทั้งแฟนๆ เฮีย ซ้อ อันนี้ประเด็นสำคัญหลักเลย เพราะเขาคาดหวังกับผม และผมก็คาดหวังกับตัวเองไว้มากเหมือนกันกับงาน พี่ๆ คงเห็นว่าผมมีความตั้งใจขนาดไหนกับการออกงานแต่ละชิ้น (ร้องไห้โฮ) คือผมไม่ใช่คนเก่งอะไร แต่ผมถือว่าตัวเองมีโอกาสและอยากทำให้มันดี ผมพยายามทำเป็นแบบอย่างให้น้องๆ เห็น ให้สังคมเห็น ผมพยายามช่วยเหลือสังคม เพราะผมไม่รู้จะเอาอะไรตอบแทนสังคมเท่ากับจิตใจที่ผมมีให้กับทุกคน แต่วันนี้มันเกินที่ผมจะรับไหว ผมคิดว่าผมอยู่คนเดียวแล้วจะหาย แต่ทุกคนกลับไปบีบพ่อแม่ผม ไปบีบผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมนับถือ ทำให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจกับสิ่งที่ผมทำมาทั้งหมดเพียงคนเดียว”

“ก่อนแม่เข้าโรงพยาบาล แม่อยู่กับผมตลอดเวลา เขาพยายามปลอบใจผมทุกวัน คืนก่อนเขานอนอยู่กับผม พอตื่นเช้ามาก็มาดูข่าวทีวีเขาก็ปลุกผมขึ้นมาดูเร็วๆ แต่พอผมลืมตาดูมันก็จบไปแล้ว แต่แม่ไม่ยอมจบ เขาพะอืดพะอมร้องไห้ออกมา สิ่งที่เขาพูดสงสารที่ผมไม่มีงานทำ ผมก็ปลอบแม่ว่าอย่าคิดมากใจเย็นๆ แต่ผมแย่มากไม่งั้นไม่ออกมาพูดหรอก สำหรับอาการของแม่ตอนนี้ยังไม่รู้เป็นยังไง หมอยังไม่ให้เหตุผลอะไร ตอนนี้แม่ก็ยังไม่ออกจากโรงพยาบาล ผลก็ยังไม่รู้เป็นยังไง แต่ก็ตรวจเลือดตรวจปัสสาวะไปเรียบร้อยแล้ว”

“ถามว่าโกรธใครไหมที่ทำให้แม่เป็นแบบนี้ ผมไม่โกรธใคร ได้แต่โกรธตัวเอง มันก็ได้รับกรรมในสิ่งที่ทำแล้ว คือไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ สิ่งแรกที่ผมคิดมาตลอดคือไม่อยากทำร้ายใคร ผมอยากทำให้มันดีที่สุด ผมพูดครั้งแรกไปแล้วก็คิดว่าจะจบวันนั้น แต่มันกลับไม่ใช่อย่างนั้น ผมก็ให้คำตอบตัวเองไม่ได้จริงๆ ว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร เพราะมันขึ้นอยู่ที่ว่าทางทุกๆ คนเป็นผู้ตัดสินให้กับผมเอง”

เผยช่วงที่หายหน้าไปนั่งวิปัสสนากับครอบครัว บอกถึงมีครอบครัวอยู่เคียงข้าง ตนก็ยังรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น พร้อมปัดเคยคิดฆ่าตัวตาย

“ช่วงที่หายไปผมก็อยู่กับครอบครัวตลอด นั่งวิปัสสนากรรมฐาน มีเวลาอยู่กับครอบครัวจริงจัง แต่เราอยู่กันแบบความเศร้า เดี๋ยวก็มีสายโทรศัพท์โทรมาทางบ้านยาย ว่ามีพี่ๆ ไปหาคุณยายบ้าง ไปหาคุณพ่อบ้าง ถึงผมจะมีคุณแม่ปลอบใจอยู่ แต่ความรู้สึกลึกๆ ในใจผมเหมือนตายทั้งเป็น เพราะทำให้คนที่ไม่ได้รับรู้เรื่องนี้ ต้องมาเป็นแบบนี้กับเราด้วย ผมโทรหาเฮีย เฮียก็ไม่ได้นอน โทรหาทุกคน คือเขารักผมหมด เหมือนผมทำสิ่งที่ผิดพลาดไป มันก็เลยรู้สึกว่าแย่มาก”

“ถามว่าผมเคยคิดฆ่าตัวตายไหม ไม่เคยครับ หลังจากไปปฏิบัติธรรมก็ทำให้ผมคิดอะไรได้มากขึ้น อยากบวชมาก ผมเคยมีแพลนจะบวชตั้งแต่เดือน 6 ที่ผ่านมา แต่แล้วก็เลื่อนมาตลอด ตอนนี้ถ้ามีโอกาสก็อยากบวช อาจจะเป็นช่วงนี้ก็ได้ที่จะได้ทำ”

วอนขอโอกาสจากสังคมอีกครั้ง โดยให้สัญญาจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น พร้อมฝากขอโทษ “แอนนี่” บอกเห็นใจและเข้าใจ อยากให้หันหน้ามาคุยกัน

“ผมขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้ และผมก็ปฏิญาณสัญญาไว้เลยว่า จะทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และจะขอโอกาสจากสังคมให้กับผมอีกสักครั้ง ซึ่งก็น่าจะโอเคแล้ว เพราะในฐานะผมตอนนี้แทบจะไม่มีสิทธิ์ขออะไรได้เลย”

“สำหรับแอนนี่ผมอยากบอกขอโทษเขา ผมเห็นใจมากๆ และคิดว่าเขาก็น่าจะความรู้สึกเดียวกัน ถามว่าจะขอให้เขาออกมาตรวจไหม จริงๆ แล้วเรื่องการตรวจดีเอ็นเอ จะมาจากฝั่งผมฝ่ายเดียวไม่ได้ ตอนนี้เราต้องเห็นใจเขามากๆ ผมก็เห็นใจเขามากๆ เหมือนกัน แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวผมคนเดียวแล้ว มันมีครอบครัวผม ครอบครัวเขา และคนทั้งหมดที่อยากรับรู้อีก แต่สิ่งเหล่านี้มันก็ต้องเป็นเรื่องของคนสองคน เราต้องมาคุยกันมากกว่า”
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

“เมย์” พิชญ์นาฏ สาขากร เผลอโชว์หน้าอกกลางงานแฟชั่นโชว์

“เมย์” พิชญ์นาฏ สาขากร เผลอโชว์หน้าอกกลางงานแฟชั่นโชว์
ถึงกับออกอาการกังวลชุดจะหลุดร่วงแล้วเผลอโชว์หน้าอกกลางงานแฟชั่นโชว์ ทำเอานางแบบสาวเซ็กซี่ “เมย์” พิชญ์นาฏ สาขากร เดินหนีบแขนชิดลำตัวเพื่อพยุงชุดเกาะอกไว้ให้อยู่กับหน้าอกตลอดเวลา พร้อมยอมรับว่าปาปาราซซี่สมัยนี้เก่ง จนเธอไม่อยากพลาดทำนมหกแล้วมีภาพไม่น่าดูออกตามสื่อนั่นเอง

โดยผู้สื่อข่าวรายงานจากงานแฟชั่นโชว์ เซ็นทรัล บิวตี้ อิท เกิร์ล XOXO ที่ เซ็นทรัล ชิดลม เมื่อวานก่อน ซึ่งมีนางแบบหลายชีวิตร่วมแคทวอล์คในครั้งนี้ แต่ชุดเสื้อผ้านางแบบส่วนใหญ่จะเน้นที่ความเรียบหรู ไม่ได้หวือหวาอะไร เว้นแต่ชุดเกาะอกของ เมย์-พิชญ์นาฏ ที่มีลุ้นในการโชว์ความหวือหวา เพราะว่าได้โชว์เนินเนื้อหน้าอกมากกว่าใคร และชุดที่ใส่ก็ดูหลวมอยู่ไม่น้อย

และชุดดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้ผู้ชมแฟชั่นจับความรู้สึกของ สาวเมย์ ได้ชัดว่าค่อนข้างกังวลใจไม่น้อย เพราะตลอดเวลาที่เดินแบบ เธอจะพยายามหนีบต้นแขนไว้กับลำตัว เหมือนเป็นการช่วยพยุงชุดไว้ ไหนจะเดินกอดหนังสือที่ใช้เป็นพล็อบประกอบฉากชนิดที่กอดตลอดเวลา วางไม่ได้ หรือแม้แต่เวลาที่ยืนให้ช่างภาพถ่ายรูป ถ้ามั่นใจว่ายืนจุดไหนปลอดภัยก็จะไม่ยอมเดินขยับ
ตัวไปไหนเลยทีเดียว

เมื่อผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้สอบถามถึงเรื่องความกังวลในการเดินแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ สาวเมย์ ก็หัวเราะขึ้นพร้อมยอมรับว่า“หลวมมาก (หัวเราะ) ชุดหลวมมาก ก็กังวลเหมือนกัน จริงๆ ก็ฟิตติ้งเหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นไซส์เอ็ม แล้วปกติเมย์ใส่ไซส์เอส แล้วมันเป็นชุดที่ค่อนข้างแพง แล้วมันเก็บลำบาก เก็บไม่ค่อยได้ เลยต้องใช้พล็อบช่วย (ชี้ที่หนังสือเล่มสีชมพูที่กอดไว้) ใช่ค่ะ นี่ช่วยชีวิตไว้ (หัวเราะ)”

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า ออกอาการกังวลแบบนี้ แสดงว่าห่วงภาพโป๊แบบไม่ตั้งใจจะหลุดออกไปหรือเปล่า สาวเมย์ยิ้มอีกครั้งก่อนกล่าวว่า ก็ไม่ห่วงหรอก จริงๆ แล้วมันคงไม่หลุด แต่ก็กลัวเพราะเดี๋ยวนี้ปาปาราซซี่เก่งไง ไม่อยากให้เห็นภาพที่ไม่น่าดูผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ดูเหมือนจะพยายามก้มและเช็คดูตัวเองตลอด จะทำให้เสียบุคลิกภาพของนางแบบไปหรือเปล่า เธอว่าก็มีก้มดูบ้าง แต่ไม่ได้ก้มบ่อยขนาดนั้น ยังเดินด้วยความมั่นใจ แต่ห่วงตัวเองไว้บ้างก็ดี



ข่าวจาก:สยามบันเทิง

ไอโฟน 4 (iphone 4) เปิดตัวแรง 3 ค่ายมือถือเปิดศึก

ไอโฟน 4 (iphone 4) เปิดตัวแรง 3 ค่ายมือถือเปิดศึก ไอโฟน 4 ฮอตใหญ่ ค่ายยักษ์มือถือท้าชนเครื่องหิ้ว สาวกรอลุ้นโอเปอร์เรเตอร์อุบราคา

22 กย. รายงานข่าวแจ้งว่า 3 ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ของไทยเตรียมเปิดตัว ไอโฟน 4 เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 23 ก.ย.นี้ โดย 3 ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ จะเริ่มขายไอโฟน 4 พร้อมกันในวันที่ 24 ก.ย. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ราคาเครื่องเปล่าจะแพงกว่าซื้อพร้อมแพ็กเกจค่าโทร.ของแต่ละราย ประมาณ 2 พันบาท โดยเป็นราคาที่แอปเปิลกำหนดให้ทั้ง 3 ค่ายขายเท่ากัน คือ รุ่น 16 GB ราคา 24,500 บาท และ 32 GB ราคา 27,600 บาท

สำหรับผู้สนใจจองซื้อไอโฟน 4 ลงทะเบียนแจ้งความจำนงผ่านเว็บไซต์ เอไอเอสและดีแทคเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกได้ว่าต้องการมารับสินค้าที่ไหน ระหว่างการไปร่วมรับในงานวันเปิดตัว หรือศูนย์บริการสาขาของตนเอง

โดยเอไอเอสได้กำหนดการจัดงานที่ห้องสกายฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 23 ก.ย.เป็นต้นไป และระหว่างวันที่ 24-27 กันยายนก็จะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสไอโฟน 4

ขณะที่ ดีแทค ได้มีการร่วมมือกับร้านไอสตูดิโอ ผู้แทนจำหน่ายสินค้าของแอปเปิลในการเปิดรับจองไอโฟน 4 พร้อมการจัดงานปาร์ตี้เปิดตัวไอโฟน 4 กับกลุ่มลูกค้า วี.ไอ.พี.ที่ได้รับเชิญในช่วงหัวค่ำ ก่อนเปิดให้ลูกค้าที่ลงทะเบียนจองซื้อไปรับเครื่องที่ศูนย์บริการสาขาใกล้บ้าน

ส่วน ทรูมูฟ เลือกรอยัล พารากอน ฮอลล์ เป็นสถานที่เปิดตัว โดยก่อนหน้านี้ทรูมูฟได้ติดป้ายโฆษณาเชิญชวนภายในช็อปว่า “iPhone4 Midnight Launch, Thursday 23 from 10.00 pm @ Royal Paragon Hall, Siam Paragon”

ราคาไอโฟน 4 เมื่อเทียบกับไอโฟนรุ่นก่อนถือว่าค่อนข้างถูก เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 20-25% ทำให้ราคาเปิดตัวไม่แพงอย่างคาดการณ์ไว้ โดยคาดว่าราคาเครื่องของแต่ละค่ายไม่น่าต่างกันมาก เพราะนอกจากต้นทุนสินค้าของแต่ละค่ายเท่ากันหมด ส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกเครื่องเปล่าที่แอปเปิลกับต้นทุนที่ได้ยังมีกำไร ไม่มากนัก ทำให้การแข่งขันด้านราคาของไอโฟนมีน้อย

ด้าน ไอโฟน 4 ในตลาดเกรย์มาร์เก็ตหรือเครื่องหิ้วนั้นเริ่มเข้ามาทำตลาดตั้งแต่ช่วง ปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่แอปเปิลเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยในช่วงแรกราคาไอโฟน 4 ในมาบุญครองยังมีระดับราคาสูงมาก ซึ่งรุ่น 16 GB อยู่ที่ประมาณ 5.5 หมื่นบาท และรุ่น 32 GB ราคา 5.9 หมื่นบาท เป็นเพราะในช่วงแรกสินค้าที่เข้ามาค่อนข้างน้อย ทำให้ร้านค้าตั้งราคาขายสูงมาก แต่หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือนราคาไอโฟน 4 ก็ทยอยปรับลดลงมาต่อเนื่อง ตามความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีข่าวออกมาว่าทางผู้ให้บริการมือถือเตรียมนำไอโฟน 4 เข้ามาทำตลาดในสัปดาห์นี้ แต่ช่วงที่ผ่านมาผู้ค้าในตลาดเกรย์มาร์เก็ตก็ยังสามารถขายได้ปกติ คงเป็น เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องราคา ซึ่งยังไม่รู้ว่าลูกค้าที่จองไว้จะได้รับเครื่องในวันเปิดตัวทันทีทุกคนหรือไม่ และจะได้รับเครื่องเมื่อไหร่

กระนั้น ร้านค้าก็จะระมัดระวังในการสต๊อกสินค้าเป็นพิเศษ เพราะหากโอเปอเรเตอร์ประกาศราคาออกมาต่ำกว่าต้นทุนที่รับ ก็อาจเป็นปัญหาได้

เรียบเรียงข่าวโดย Mthai news

พ่อ"ขวัญ"ดาราช่อง7ดับในรถเมานอนเปิดแอร์

พ่อ"ขวัญ"ดาราช่อง7ดับในรถเมานอนเปิดแอร์ พ่อดาราสาวช่อง 7 สี "ขวัญ"อุษาณี เสียชีวิตภายในรถ เหตุเมาเปิดแอร์นอน ตำรวจคาดขาดอากาศหายใจ ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดป้อมเมืองเพชรบุรี


เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 22 ก.ย. พ.ต.ท.ทศพล เรืองจ้อย พนักงานสอบสวนสภ.เขาย้อย อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้งพบศพชายเสียชีวิตในรถยนต์เก๋ง อีซูซุ เวอร์เท็กซ์ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน พน - 3037 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่บริเวณลานจอดรถร้านข้าวแกงเจ๊อี๊ด ริมถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ หมู่ 4 ต.สระพัง อ.เขาย้อย จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน และแพทย์เวร รพ.เขาย้อย

ที่เกิดเหตุบริเวณที่นั่งคนขับภายในรถ พบศพชายทราบชื่อต่อมาคือ ร.ต.ต.เกษม พูลเกิด อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 369 ถ.พานิชเจริญ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นบิดาของน.ส.อุษามณี ไวทยานนท์ หรือ"ขวัญ" ดาราสาวชื่อดังช่อง 7 สภาพศพนอนหงาย บนเบาะที่ปรับเอนตรงที่นั่งคนขับ สวมแว่นตาดำ
สอบถามนางอรอนงค์ เสือแป้น เจ้าของร้านข้าวแกงเจ๊อี๊ด เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุ ร.ต.ต.เกษมผู้ตาย ขับรถเข้ามาจอดที่ร้านเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.ของวันนี้ แล้วลงจากรถมีสุราติดมือ 1 ขวด ลักษณะมึนเมา สั่งกับข้าวแล้วไปนั่งทานที่โต๊ะในร้าน ดื่มสุราเพียงลำพัง ประมาณ 1 ชม.จึงเดินกลับไปที่รถ ตนได้ยินเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ เห็น ร.ต.ต.เกษมปรับเบาะเปิดแอร์นอนในรถ กระทั่งเวลา 12.00 น. ก็ยังเห็น ร.ต.ต.เกษมยังมีสติอยู่ เนื่องจากเห็นผงกศีรษะขึ้นมาเป็นระยะ

"จากนั้นตนก็มิได้สนใจคิดว่าผู้ตายนอนพักผ่อนเพราะดื่มสุรามีอาการมึนเมา จนถึงเวลาประมาณ 14.30 น. เครื่องยนต์รถดับเป็นเวลานานผิดสังเกต จึงเดินเข้าไปเคาะกระจกเรียก แต่ก็ไม่มีการตอบรับ และพบว่า ร.ต.ต.เกษมเสียชีวิตแล้ว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาย้อยให้มาตรวจสอบ"นางอรอนงค์

เบื้องต้นนพ.กัมธร กลีบสุวรรณ์ แพทย์เวร รพ.เขาย้อย ตรวจชันสูตรศพแล้วลงความเห็นว่า ร.ต.ต.เกษม เสียชีวิตเพราะดื่มสุรา แล้วขาดอากาศหายใจภายในรถ เนื่องจากบานประตูและกระจกรถทุกบานปิดแน่น อนึ่ง ก่อนเกษียณอายุราชการ ร.ต.ต.เกษม เป็นตำรวจทางหลวงที่ จ.ฉะเชิงเทรา ขณะนี้ญาติได้นำศพไปตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดป้อม ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี

ด้าน"ขวัญ"หลังจากทราบข่าวได้ยกเลิกการถ่ายทำละครเรื่อง" "เทพบุตรมายาฯ" แถวศาลายา จ.นครปฐม และได้เดินทางไปงานศพพ่อแล้ว
ที่มา คมชัดลึก

มหกรรมดาราเปิดหวอ!! ความบังเอิญหรือตั้งใจ

มหกรรมดาราเปิดหวอ!! ความบังเอิญหรือตั้งใจ หวออออ!! อุ๊ยๆ ไม่ใช่เสียงหวอรถพยาบาลหรือหวอรถดับเพลิงแต่อย่างใด อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะจ๊ะ อุตส่าห์ลากเสียงหวอมายาวซะขนาดนี้ คงไม่ต้องเดาแล้วว่า
วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องอะไรกัน ดูจากพาดหัวข่าวก็คงพอจะเดาออกแล้วว่า วันนี้เราจะมาพูดถึงหวอดารากัน อ๊ะๆ ไม่ใช่เรื่องทะลึ่งแต่อย่างใดนะคะ เพราะเดี๋ยวนี้คุณๆ สังเกตกันไหมล่ะว่า เหล่าบรรดาดาราน้อยใหญ่นั้น มักทำหวอออกกันบ่อยครั้ง บางคนอาจจงใจให้เห็นบางคนอาจจะไม่ตั้งใจแต่มีปาปารัสซี่มือดีแอบแชะ!...ภาพใต้กระโปรงมาได้ แต่เราแอบสืบรู้มาว่า การที่ดาราทำหวอออกนั้น มักมี 4 เหตุผลด้วยกันดังนี้

เพื่อเรียกเรตติ้ง
ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ดาราสาวๆ หลายคนกลัวนั้นคือ กลัวเรตติ้งความมีชื่อเสียงของตัวเองจะตกไป กลัวไม่เป็นที่สนใจของสื่อ กลัวคนจะไม่จดจำผลงานของตนเอง จึงต้องพยายามสร้างกระแสให้ตัวเองไม่ตกอับ จึงไม่น่าแปลกที่เวลามีการประกาศผลรางวัล ไม่ว่าจะทรงเกียรติแค่ไหน เราก็เห็นดาราหลายคนพยายามแต่งตัวแย่งซีนกัน ยิ่งเปิดยิ่งเด่นยิ่งได้รับความสนใจ บางคนขนาดลงทุนใส่ซีทรูบางเฉียบเผยให้เห็นทั้งบนและล่าง เรียกแสงวูบวาบจากแสงแฟลชได้ดียิ่งนัก เรียกกระแสให้ตัวเองเสียขนาดนี้ คราวหน้าหากตกอับอีก ไม่รู้จะแก้ผ้าเรียกกระแสให้ตัวเองอีกหรือเปล่า แต่เชื่อแน่ว่ามีคนรอดูอีกเพียบ

ด้วยความบังเอิญ
เรื่องของความบังเอิญทำหวอออกนั้น เป็นเรื่องที่ดาราหลายคนต้องทำใจยอมรับ เพราะหากนั่งไม่ระวังแล้ว อาจมีมือดีแชะภาพไม่พึงตาพึงใจออกมาให้ปวดใจได้ ทางเดียวที่จะป้องกันได้ก็คือ ต้องระวังตัวสถานเดียว

เพื่อสร้างกระแส อยากเกิด อยากดัง
เหตุผลนี้มักจะเป็นกับดาราหน้าใหม่ ที่ยังไม่เกิดในวงการบันเทิงเท่าไหร่ บางคนถ่ายแบบแนววาบหวิวก็แล้ว มิวายยังไม่ดังไม่เกิดสมใจ ทางเดียวที่จะเกิดได้อีกทางก็คงจะเป็นการโชว์แบบวับๆ แวมๆ ตามงานอีเวนท์หรืองานโชว์ตัวต่างๆ ให้ปาปารัสซี่เป็นสื่อกลาง แชะ!...ภาพเปิดนั่นปิดนี่ โชว์นม โชว์หวอกันเพื่อจะได้ดังสมใจอยาก และวิธีนี้ก็ได้ผล เพราะได้ดังสมใจอยากไปก็หลายคน ไม่ใช่แค่ดาราหน้าใหม่ๆ เท่านั้นที่จะทำกัน ดารามีชื่อขึ้นหิ้งหลายคนก็ยังขยันทำหวอทำนมออกมาให้ยลเป็นบุญตากันบ่อยๆ เปิดให้เห็นเสียขนาดนี้ มีหรือที่จะไม่ชอบดู

ตามใบสั่ง
กรณีนี้เกิดขึ้นบ่อย เพราะเจ้าของงานบางงานที่ต้องการได้ตัวดาราโชว์ความเซ็กซี่ตามสินค้าหรือความต้องการของเจ้าของงาน อย่างกรณีของดาราสาว เป้ย-ปานวาด เหมมณี นั้นเป็นตัวอย่าง ที่เธอถูกใบสั่งจากเจ้าของงานที่ให้วาดลวดลายล้างรถในงานบางกอกมอเตอร์ไบค์ 2010 จนเป็นเหตุให้มีภาพหวอออกของเธอปรากฏกันจนว่อนอินเตอร์เน็ต แต่สาวเป้ยก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าภาพที่ปรากฏนั้นได้ทำการเซฟเป็นอย่างดี ไม่มีหลุดมาให้เห็นอย่างแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะสาวเป้ยเท่านั้น ดาราหลายคนก็ถูกใบสั่งเช่นนี้จากเจ้าของงานเช่นกัน

ปฏิบัติการดับหวอหยุดภาพหลุดฉุดภาพฉาว
อย่างที่เราบอกล่าวกันให้ทราบไปแล้วว่า ไอ้อาการชอบทำหวอออกนั้นมีทั้งความตั้งใจและไม่ตั้งใจ แล้วหากดาราที่ไม่ตั้งใจจะให้หวอออกล่ะ จะต้องทำอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของปาปารัสซี่ ที่คอยจะแชะภาพที่สงวนออกมาให้เห็นดีหละ ทางแก้ก็ตรงกันข้ามกับ 4 ข้อที่เรากล่าวไปแล้ว

หยุดสร้างกระแสในทางที่ผิด
มีแนวทางอีกมากมายที่จะทำให้ดาราหน้าใหม่นั้นดังได้เทียบเท่ากับดารารุ่นเก่า สิ่งหนึ่งนั้นคือ การทำตัวให้เหมาะสม อย่างที่รู้กันว่าการเป็นดารานั้น หากทำตัวดีอย่างเสมอต้นเสมอปลายใครๆ ก็อยากที่จะจ้างมาร่วมงานด้วย แต่ดาราบางคนที่ไม่มีงานแล้วพยายามเรียกกระแสนั้นก็เพราะบางคนทำตัวไม่เหมาะสม และไม่เป็นที่พึงประสงค์ของผู้ว่าจ้าง เพราะกลัวเสียงาน เสียภาพลักษณ์ของงานนั้นๆ ได้ จึงไม่ทำการว่าจ้างมาร่วมงานด้วย ฉะนั้น หากต้องการอยู่ในกระแส การวางตัวนั้นสำคัญที่สุด สำคัญกว่าเปิดหวอโชว์ตั้งเยอะ

หยุดเรียกเรตติ้งในทางที่ผิด
การพยายามเรียกเรตติ้งให้ตัวเองสำหรับดารานั้นมีมานานมากแล้ว เพราะดาราก็คืออาชีพชนิดหนึ่งที่เปรียบเสมือนสินค้าที่ต้องมีการพยายามสร้างความเด่นดังให้กับตนเอง แต่ของอย่างนี้มันอยู่ที่วิธีการนำเสนอ การเปิดนั่นนิดนี่หน่อยอาจจะดีในแง่ของการเรียกร้องความสนใจจากสื่อได้ แต่ก็ได้แค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ลองหาวิธีที่เหมาะสมและสร้างสรรค์กว่านี้ เช่น ออกพบปะกับแฟนละครหรือแฟนเพลง หรือไม่ก็ออกมาทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อให้ตัวเองดูมีคุณค่ามากกว่าการเรียกเรตติ้งโชว์นั่นนี่ตามงานเป็นไหนๆ

ทíำตามใบสั่งแต่ต้องเจรจาข้อตกลงให้ดี
แม้ว่าเจ้าของงานอาจจะมีสิทธิสั่งให้ดาราที่ว่าจ้างทำนั่นนี่ตามความต้องการ แต่ตัวดาราเองก็ต้องดูด้วยว่าสามารถที่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน หากมีอะไรที่เสี่ยงต่อชื่อเสียงที่จะตามมา หากปฏิเสธที่จะทำได้ก็ควรที่จะทำ เพราะอย่างน้อยก็เพื่อรักษาเกียรติของตนเอง มิใช่เห็นแก่เพียงจำนวนเงินเท่านั้น

ความบังเอิญที่สามารถป้องกันได้
การแต่งกายคงเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ดาราหลายคนถูกแอบถ่ายอยู่บ่อยครั้ง โดยมากจะมาจากความเผลอและไม่ทันระวังตัวเสียเป็นส่วนใหญ่ ประกอบการแต่งกายที่สั้นจนเกินไป เลยทำให้การลุกนั่งลำบาก ทางที่ดีเพื่อป้องกันการถูกแอบถ่ายก็คงต้องใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด ลุกนั่งอย่างระวังมากขึ้น หากใส่กระโปรงก็ควรจะนุ่งกางเกงผ้ายืดทับอีกทีเพื่อป้องกันคนมาแอบถ่ายอย่างที่บอกไปแล้วว่าอาการหวอออกนั้น มีทั้งดาราที่ตั้งใจให้เห็นและไม่ตั้งใจให้เห็น ไม่ว่าจะให้เห็นด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของตัวเองให้ดี เกิดเป็นลูกผู้หญิงโบราณเขาสอนว่า หากจะลุกนั่งหรือทำอะไรก็ควรที่จะระมัดระวังและสงวนเนื้อตัว ถึงจะเรียกว่าเป็นเบญจกัลยาณีที่ดี มิใช่ไม่หวงเนื้อหวงตัวเปิดนั่นเปิดนี่ให้ใครต่อใครเห็น พอโดนแอบถ่ายก็ออกมาโวยวายทีหลัง แบบนี้คงโทษใครไม่ได้ คงต้องโทษตัวเองอย่างเดียวแล้วล่ะจ้ะ 

ที่มา หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

Honda Jazz Hybrid 2011

Honda Jazz Hybrid 2011 เผยภาพและข้อมูลกันออกมาแล้วแบบเต็มตัว กับรถยนต์ยอดนิยมตัวใหม่ล่าสุด ที่คาดว่าจะออกมาเขย่าตลาดรถยนต์ทั้งในเมืองไทย และต่างประเทศ แบบจ้องสร้างยอดขายเป็นกอบเป็นกำ

ใช่แล้ว เก๋งเล็กไซส์น่ารักในชื่อ Honda Jazz Hybrid เก๋งซีดานขนาดเล็กยอดนิยมของผู้ใช้รถเมืองไทยนั่นเองครับ หน้าตาไม่ผิดจากที่คาดไว้แม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะฮอนด้าคาดการณ์อยู่แล้วว่า แรงสนับสนุนของผู้ใช้รถในเมืองไทยจะมาลงเอยที่รูปลักษณ์แบบนี้แน่นอน ภาพที่ออกมาจึงค่อนข้างชัดเจน และไม่มีอะไรต้องปิดบังกันอีกแล้ว หน้าตาแบบนี้ ออกโชว์กันแล้วใน ปารีส มอเตอร์โชว์ครับ

เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าแบบ Hybrid ดูเหมือนว่าจะมาจากเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ติดตั้งในรถ Honda Insight และ Honda CR-Z ซึ่งก็คือเครื่องความจุ 1.3 ลิตร 4 สูบ I-VTEC ที่ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ทันสมัยสุดแบบ CVT พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าแบบประกบคู่ ผลพลอยได้นอกจากการใช้งานที่ไร้มลพิษสุดๆแล้ว สมรรถนะในด้านความประหยัดน้ำมัน ก็ยังดีขึ้นอย่างมากมายด้วยเช่นกัน ตรงนี้คาดการณ์โดยแบบยังไม่ได้ขับ

แต่เล่าจากประสบการณืที่ได้สัมผัส Honda CR-Z คาดว่า ระบบขับเคลื่อน จะมีให้เลือก 3 สเต็ปแน่นอน อาทิเช่น ขับโดยใช้เครื่องยนตือย่างเดียว ขับโดยใช้ไฟฟ้าอย่างเดียว และขับโดยใช้ระบบผสมผสานน้ำมันและไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่ามันมีผลดีและความน่าใช้ที่แตกต่างกัน ตามแต่คนใช้จะชอบและเลือกอย่างเหมาะสม

แต่อย่างไรเสียก็ถือว่าดีแล้วครับ ที่ในเมืองไทย จะมีรถที่ฉลาด และทันสมัย รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ถือว่าอัพเดทสุดๆในโลกนี้มาโชว์ให้ได้ขับ ได้เป็นเจ้าของในเร็ววันนี้ ไม่ได้ทังหมด ขอให้ประหยัดและใหม่ล่าสุด รับรองแฟนๆฮอนด้ายิ้มแก้มแตกแน่นอน เตรียมตัวรอเก็ยสตางค์ไว้แล้วกัน เพราะเชื่อว่าไม่นานนับจากนี้ คนไทยคงได้เป็นเจ้าของในเร็ววัน....
ที่มา บ้านเมือง