วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ครั้งแรกในชีวิตของ 'มดดำ' บุกล้วงลับ...แฉ! พ่อตัวเอง

ตั้งแต่เข้าวงการมา ไม่เคยมีรายการไหนที่สามารถนำพ่อลูกคู่นี้ออกรายการได้พร้อมกันเลย ล่าสุดพิธีกรจอมแฉ มดดำ-คชาภา พาบุกบ้านคุณพ่อ สุชาติ ตันเจริญ อดีต ส.ส. ชื่อดัง พร้อมปฏิบัติการ ล้วง ลับ ตับ แตก!! ด้วยสารพัดคำถามเด็ด เริ่มจาก มดดำ พาทีมงานของรายการ อาทิ หนุ่ม–กรรชัย และ โก๊ะตี๋ บุกเข้าไปถึงกลางงานคล้ายวันเกิดของ สุชาติ เพื่อล้วงลับคำถามด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง ต่างจากคำถามที่แต่ละข้อนั้น ดุ เด็ด เผ็ด มันส์สุด ๆ ตั้งแต่เรื่องการเลี้ยงลูก การดูแลครอบครัว และเรื่องงาน

ก่อนจะเข้าคำถามล้วงลับที่ฟังแล้ว ทำเอา สุชาติ ถึงกับอึ้ง ไม่ว่าจะเป็นคำถาม จริงหรือไม่ที่ใคร ๆ ว่าคุณสุชาติเป็นมาเฟีย?, จริงหรือไม่ที่คุณสุชาติหาเจ้าสาวให้มดดำ? และ จริงหรือไม่ที่มดดำเคยจะเผาโรงเรียน? เจอเข้าไปแบบนี้ แขกรับเชิญรุ่นใหญ่จะทำอย่างไร แถมปิดท้ายมาเล่าวีรกรรมของลูกชายเป็นฉาก ๆ ชนิดแสบสุด ๆ ให้ฟังด้วย ที่แน่ ๆ มีภาพแห่งความอบอุ่นของครอบครัวตันเจริญ ที่มดดำก้มลงไปกราบตักพ่อ แล้วพูดด้วยเสียงอันสั่นเครือว่า...เข้าใจแล้วว่าคนที่รักและเข้าใจมดดำมากที่สุดคือพ่อ! เห็นภาพนี้แล้วทำเอา หนุ่ม และ โก๊ะตี๋ พร้อมกับทีมงานถึงกับน้ำตาซึมไปตาม ๆ กันเลย ติดตามชมทั้งหมดนี้ได้ในรายการ “ล้วง ลับ ตับ แตก” คืนวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.พ.นี้ สี่ทุ่มครึ่ง ช่อง 5.
ที่มา เดลินิวส์

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จำคุก15วัน“เต๋าสมชาย เข็มกลัด”คดีตื้บโกตารอลงอาญา2ปี

ศาลอุทธรณ์ลำปางสั่งจำคุก 15 วัน “เต๋า-สมชาย เข็มกลัด” คดีตื้บ “โกตา” แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี

วันนี้ 15 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. เต๋า-สมชาย เข็มกลัด ดารา-นักร้อง พร้อมด้วย นายรัฐพล พุทธรอด ทนายความส่วนตัว เดินทางมายังศาลแขวงจังหวัดลำปาง เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หมายเลขคดีดำ อ.2989/52 ในคดีทำร้ายร่างกาย นายวีระชาติ เด่นศิริกุล หรือ โกตา อายุ 56 ปี เจ้าของร้านขายของชำ ต.สวนดอก อ.เมือง จ.ลำปาง ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาให้จำคุก 15 วัน โดยรอลงอาญา 2 ปี.
ที่มา เดลินิวส์

ไทย-เขมรเปิดฉากฉะกันรอบใหม่อีกรอบเจ็บอื้อ

ไทย-เขมร ยิงปืนเล็กปะทะกันบนภูมะเขืออีกระลอก ผลทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 5 นาย และสาหัส 1
ผู้สื่อข่าวรายงานด่วน ว่า เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ 15 ก.พ. ได้เกิดเสียงปืนใหญ่ดังติดต่อกัน ที่พลาญอินทรีย์ ใกล้กับภูมะเขือ บนเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา ในเขตพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม. ห่างจากปราสาทพระวิหารไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 2 กม. โดยพื้นที่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งฐานปฏิบัติการทหาร กองร้อยสนับสนุนที่ 81 และ 82 กองพลน้อยสนับสนุนที่ 8 กองทัพบกกัมพูชา จำนวน 200 นาย ที่มี พล.ต.ยึม ปรึม เป็นผู้บัญชาการ ซึ่งทหารกัมพูชาได้ระดมยิงปืนอาก้า เอเค 47 จรวดต่อสู้รถถังอาร์พีจี 7 ใส่ฐานปฏิบัติการทหาร หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ของไทย

ซึ่งทหารพรานไทยได้ขว้างระเบิดมือเอ็มเค 2 เข้าใส่ ยิงปืนเอ็ม 16 เอชเค 33 เอ็ม 79 และจรวดต่อสู้รถถังอาร์พีจี 7 ตอบโต้ เพื่อสกัดไม่ให้ทหารกัมพูชารุกล้ำคืบคลานเข้าใกล้ฐาน แต่ทหารกัมพูชากลับยิงปืนใหญ่ ค.60 ค.82 และปืนใหญ่สนามเอ็ม 46 ไทป์ 59-1 ขนาด 130 มม. ถล่มอีกรอบ ฝ่ายไทยจึงยิงปืนใหญ่สนามไทป์ 59 ขนาด 130 มม. และปืนใหญ่แอลจี 1 เอ็มเค 2 ขนาด 105 มม.สวนกลับคืน พร้อมกับขอสนับสนุนกำลังจากกองพลทหารราบที่ 6 กองทัพภาคที่ 2 โดยฝ่ายกัมพูชา พล.ต.เยือง โซะคน ผบ.กองพลน้อยสนับสนุนที่ 11 ก็นำกำลังทหารกองร้อยสนับสนุนที่ 111 และ 113 จำนวน 220 นาย เคลื่อนพลสนับสนุนกำลังด้วย

การปะทะกันดังกล่าว ใช้เวลายาวนานกว่า 3 ชม. เมื่อฟ้าสางจึงได้สิ้นสุดเสียงปืน โดยฝ่ายไทยมีทหารได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ในจำนวนนี้มีบาดเจ็บสาหัส 1 นาย ซึ่ง พล.ต.ชวลิต ชุนประสาน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 และผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์รับตัวไปรักษาที่ รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่เช้ามืดแล้ว โดยที่ทหารไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลใด ๆ กับสื่อมวลชนไทย อีกทั้ง ไม่ยอมรับว่ามีการปะทะกันเกิดขึ้น เพราะผู้บังคับบัญชาระดับสูงสั่งห้ามให้ข่าว เนื่องจากกลัวชาวบ้านชายแดนแตกตื่นเสียงปืนใหญ่ที่ดังขึ้นตั้งแต่เช้ามืด

ทำให้สถานการณ์ที่หมู่บ้านชายแดน โดยเฉพาะตำบลรุง เสาธงชัย ละลาย และ ต.ซำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งชาวบ้านเพิ่งอพยพกลับได้แค่ 2 วัน ก็เกิดความโกลาหลขึ้นอีกครั้งทันที เมื่อเสียงปืนใหญ่ดังติดต่อกันหลายนัด จนสั่นสะเทือนมาถึงหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นหวาดระแวง และกลัวว่าเหตุปะทะกันจะเกิดขึ้นอีก พากันวิ่งเข้าหลุมหลบภัยกันวุ่น บางคนหอบหิ้วลูกหลานมาอาศัยนอนที่ศูนย์อพยพชั่วคราว ที่ว่าการ อ.กันทรลักษ์ ซึ่งอยู่ห่างประมาณ 40 กม. บ้างก็ขับรถหนีเสียงปืนใหญ่ โดยไม่มีจุดหมายว่าจะไปที่ใด

บรรยากาศที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ต.เสาธงชัย ซึ่งถูกกระสุนจรวดบีเอ็ม 21 ของกัมพูชา ตกใส่ ได้รับความเสียหายในครั้งปะทะกัน เมื่อวันที่ 4-6 ก.พ.ที่ผ่านมา วันนี้เป็นวันที่สอง ในการเปิดทำการเรียนการสอน บรรดาครู และนักเรียนช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดบริเวณโรงเรียนที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง พร้อมด้วยเก็บซากลูกกระสุนจรวดมาวางโชว์ในตู้กระจกด้วย นักเรียนมาเรียนเพียงไม่กี่คน ซึ่งทางโรงเรียนได้กางเต็นท์สอนข้างหลุมหลบภัย เพื่อความปลอดภัย

ขณะที่ โรงเรียนอื่น ๆ ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะ รร.บ้านภูมิซรอล แทบจะกลายเป็นโรงเรียนร้าง เพราะไม่มีเด็กมาเรียน

ส่วน พ.ต.ท.เปียว ทองแก้ว สว.สส.สภ.บึงมะลู เปิดเผยว่า ได้ฝึกทบทวนแนวปฏิบัติให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ให้สังเกตบุคคลแปลกหน้าที่อาจแอบแฝงมากับผู้อพยพ ซึ่งอาจจะเป็นสายลับของกัมพูชา หรือมิจฉาชีพที่จะก่อเหตุลักทรัพย์ พร้อมทั้งประสานกับหน่วยทหารที่ลาดตระเวนในพื้นที่ ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลทรัพย์สินประชาชน ตามแผนปฏิบัติการป้องกันรักษาที่ตั้ง และพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ที่ได้ซักซ้อมกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะหากชาวบ้านอพยพหนีภัยก็จะไม่มีใครดูแลบ้านเรือน อาจมีมิจฉาชีพแฝงตัวก่อเหตุได้

ขณะเดียวกัน ร.อ.ชาตรี ผลนาค นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า จากกรณีที่ตำรวจควบคุมตัว นายบุญทิน ปัสสาสุ อายุ 28 ปี ราษฎร อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ พร้อมของกลาง ที่เชื่อว่าเป็นกระดาษจดรหัสลับ ตลับเมตร หมุดปักระยะ ยาเส้น มีดปลายแหลม โทรศัพท์มือถือ เงินสดจำนวนหนึ่ง ขณะแฝงตัวอยู่พื้นที่หมู่ 12 บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย โดยต้องสงสัยว่าจะเป็นสายลับ ให้กับประเทศกัมพูชานั้น ปรากฏว่า ญาติพี่น้องผู้ต้องสงสัยได้พาผู้นำหมู่บ้าน มายืนยันว่า นายบุญทิน มีอาการทางประสาท และขอรับตัวกลับบ้าน ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงได้ทำการบันทึกประวัติ และปล่อยตัวไปเรียบร้อยแล้ว เพราะยังขาดหลักฐานที่จะเอาผิด

นายกฯ พอใจ UNSC “สุเทพ” ยันไม่ถอนทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รายงานผลการชี้แจงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แล้ว ซึ่งผลก็เป็นไปตามที่ไทยต้องการ คือ ยูเอ็นเอสซีขอให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบอย่างถาวร และให้ใช้แนวทางการเจรจาทวิภาคีในการยุติปัญหา โดยเชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาความตึงเครียดบริเวณชายแดนได้ อย่างไรก็ตาม ทางกัมพูชาไม่สามารถที่จะปฏิเสธแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากเป็นฝ่ายเสนอปัญหาเข้าสู่ยูเอ็นเอสซีเอง

ทั้งนี้ ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ จะใช้โอกาสในการหารือทวิภาคีกับกัมพูชา เพื่อเดินหน้ากำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของกระบวนการทวิภาคีในการแก้ไขปัญหา และการห้ามยกระดับปัญหา รวมถึงการแก้ไขปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกด้วย ซึ่งขณะนี้ได้มีการประสานงานในหลายช่องทางแล้ว

ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ยืนยันว่า ข้อเสนอของยูเอ็นเอสซี ที่สนับสนุนให้ไทย-กัมพูชา เจรจาแบบทวิภาคี จะไม่มีผลให้ไทยต้องขยับกำลังทหารออก กองทัพต้องตรึงกำลังไว้พร้อม และมติดังกล่าว ก็ไม่เกี่ยวข้องกับความพยายามของกัมพูชาที่จะขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ทั้งนี้ เชื่อว่าจากนี้ไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศน่าจะดีขึ้น

ขณะที่ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขา สมช. บอกว่ามติของยูเอ็นเอสซีเป็นไปตามคาด ชี้ไทยกัมพูชายังมีผลประโยชน์ร่วมกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ต้องรักษาไว้ พร้อมเตือนม็อบอย่ายั่วยุ

ที่มา เดลินิวส์

วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ด่วน!เอฟ16ฝึกคอบร้าโกลด์ร่วง2ลำ

เอฟ16 กองทัพอากาศ ตก 2 ลำ ในอุทยานแห่งชาติตาดโตน ต.ท่าหินโงม จ.ชัยภูมิ ขณะเข้าร่วมฝึกคอบร้าโกลด์ 2011 เจ้าหน้าที่เร่งเข้าตรวจสอบ

วันนี้ (14 ก.พ.) พล.อ.ต.มณฑล สัชณุกร โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.20 น. เครื่องบินขับไล่ไอพ่นแบบ เอฟ16 จำนวน 4 ลำ จากฝูงบิน 102 กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ได้ขึ้นทำการบิน เพื่อการฝึกร่วมยุทธการทางอากาศ (คอบร้าโกล์ด) ร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ บริเวณพื้นที่การฝึกของกองทัพอากาศ จ.ชัยภูมิ ทั้งนี้ เครื่องบิน เอฟ16 ได้ขาดการติดต่อเมื่อเวลา 10.20 น. เบื้องต้น สันนิษฐานว่า เกิดอุบัติเหตุทำให้เครื่องบินตกบริเวณน้ำตกตาดโตน จ.ชัยภูมิ

โดยขณะนี้ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผบ.ทอ. สั่งการให้หน่วยค้นหา และช่วยชีวิต น.ต.กฤษฎา สุขจันทร์ และ ร.อ.ชัชชานนท์ พรหมเดช โดยนำเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ แบบ ฮ.6 และรถยนต์ภาคพื้นเข้าไปสำรวจ และค้นหานักบิน พร้อมตรวจสภาพเครื่องบินบริเวณดังกล่าวแล้ว คาดว่า จะทราบรายละเอียดในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ผบ.ทอ.แสดงความเป็นห่วงกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อย่างมาก โดยทางกองทัพอากาศกำลังดำเนินการประสานหน่วยต้นสังกัด เพื่อขอทราบรายงานในรายละเอียดของอุบัติเหตุต่อไป

เมื่อเวลา 16.00น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ว่า ได้รับรายงานแล้ว สาเหตุยังไม่ทราบ แต่ได้รับทราบถึงเหตุการณ์แล้ว ซึ่งกระทรวงกลาโหมก็ต้องเร่งไปดู เท่าที่ทราบตามที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมรายงานเกิดเหตุในช่วงของการฝึกคอบบร้าโกลด์ และเท่าที่ตรวจสอบทราบว่านักบินไม่ได้เสียชีวิตสามารถดีดตัวออกมาได้.

ที่มา เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ร้องโรคจิตแอบถ่ายห้องน้ำ ตร.หญิง บช.น.-เหยื่อ 8 ราย!

ร้องโรคจิตแอบถ่ายห้องน้ำ ตร.หญิง บช.น.-เหยื่อ 8 ราย! ตร.หญิง บก.อก.บช.น.ตกเป็นเหยื่อโรคจิตแอบถ่ายขณะทำกิจส่วนตัวในห้องน้ำ เผยสังเกตเห็นแสงไฟสีแดงที่ผ้าเช็ดมือลูกบิดประตูลักษณะคล้ายปากกาแอบถ่าย ก่อนเปิดประตูออกมาพบ ตร.นายหนึ่งท่าทางพิรุธ จึงให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบปากกาดังกล่าว ผงะมี ตร.หญิงเป็นเหยื่อ 8 ราย ระบุร้องเรียนไม่คืบ

วานนี้ (8 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้รับการร้องเรียนจาก ส.ต.ต.หญิง รายหนึ่ง (ไม่ขอเปิดเผยนาม) สังกัด บก.อก.บช.น.ว่าถูกโรคจิตใช้กล้องไฮเทคแบบดิจิตอล ลักษณะคล้ายปากกา แอบถ่ายในห้องน้ำหญิงโดยตั้งกล้องไว้ใต้ลูกบิดประตูห้องน้ำแล้วใช้ผ้าเช็ดมือปิดบังอำพรางเอาไว้ เหตุเกิดบริเวณชั้น 2 ฝั่งห้องทำงานของนายตำรวจระดับรอง ผบช.น. หรือซอยนายพล อาคาร บช.น. เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2553 ส.ต.ต.หญิงสาวรายนี้ได้มีการร้องเรียนแจ้งเรื่องดังกล่าวต่อ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ผบก.อก.บช.น.ทราบ และประสาน พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช ผกก.สน.ดุสิต ให้มาสอบสวนเป็นการภายในหลังจากปีใหม่ผ่านไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงรายดังกล่าวระบุว่า วันเวลาที่เกิดเหตุขณะที่ตนทำธุระส่วนตัวอยู่ในห้องน้ำดังกล่าว สังเกตเห็นแสงไฟสีแดงที่ผ้าเช็ดมือลูกบิดประตู จึงรีบเปิดประตูออกจากห้องน้ำทันที พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจชายนายหนึ่งที่ทำงานอยู่สำนักงาน รอง ผบช.น.ท่านหนึ่ง รีบเดินหนีอย่างเร็ว จึงได้ตะโกนเรียกแต่ตำรวจนายนั้นไม่ยอมหยุด กลับไปห้องทำงานทันที ตนได้ติดตามไปพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชายนายนั้นพกกล้องดิจิตอลลักษณะเป็นปากกาแบบใช้แอบถ่ายที่มีขายตามท้องตลาด เมื่อสอบถามก็ได้รับการปฏิเสธว่าไม่ได้เอาไปบันทึกหรือแอบถ่ายแต่อย่างใด จึงขอพิสูจน์ด้วยการเปิดดู ซึ่งก็ไม่พบภาพใดๆ ในหน่วยความจำในกล้องปากกาด้ามดังกล่าว

ตนจึงได้ไปเล่าให้สารวัตรที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงทราบ ก่อนจะไปแจ้งต่อ ผบก.อก.บช.น.ทราบในเวลาต่อมา ซึ่งสารวัตรผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตนได้ร้องขอให้ทำการตรวจสอบกล้องดิจิตอลดังกล่าวด้วยการนำไปกู้ข้อมูลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีการถ่ายจริง โดยได้ดำเนินการกู้ข้อมูลจากหน่วยความจำกล้องดังกล่าว พบว่ามีภาพที่ถูกแอบบันทึกภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงในสำนักงานต่างๆ บก.อก.บช.น.จำนวน 8 ราย ขณะเข้าไปทำธุระส่วนตัวภายในห้องน้ำ พร้อมกันยังมีภาพใบหน้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจชายคนที่เป็นเจ้าของกล้องปากกาดังกล่าวบันทึกไว้ด้วย

“หลังจาก สน.ดุสิต ได้ตรวจสอบเหตุดังกล่าวจนระยะเวลาล่วงเลยมากว่า 1 เดือน แต่ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชายคนดังกล่าวแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้ส่งตัวกลับไปต้นสังกัดเดิมโดยไม่มีการพิจารณาดำเนินการใดๆ แม้จะมีผู้เสียหายเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงที่ถูกแอบถ่ายถึง 8 ราย ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีการวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงใน บก.อก.บช.น.อย่างหนาหูว่า เป็นเพราะพ่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจชายคนนั้นเป็นเพื่อนกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงใน บช.น. จึงไม่มีการพิจารณาข้อกบพร่องเอาผิดทางวินัย เพื่อให้เรื่องเงียบไปในที่สุด” เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงรายดังกล่าว กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงรายอื่นๆ ภายใน อก.บช.น. รวมทั้งนักการภารโรงหญิง และเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายได้รับการยืนยันว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ขอพูดรายละเอียด เกรงจะถูกผู้บังคับบัญชาไม่พอใจที่ไม่ต้องการให้เรื่องครึกโครมเกิดความเสื่อมเสียต่อหน่วยงาน นอกจากนี้ยังต้องการทราบถึงความคืบหน้าการดำเนินการและติดตามจับกุมผู้กระทำผิด รวมทั้งเหยื่อที่ถูกแอบถ่ายเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชายยศชั้นประทวนนายหนึ่งซึ่งเป็นคนขับรถของนายตำรวจระดับนายพลใน บช.น. ที่เหยื่อสงสัยว่าเป็นผู้ที่ลงมือก่อเหตุนั้น

ทาง บช.น.ได้มีการสืบสวนสอบสวนแล้วมีผลเป็นอย่างไร พร้อมทั้งเอาผิดทางวินัยหรืออาญาได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอีกทั้งเหตุที่เกิดขึ้นข้างห้องทำงานของรอง ผบช.น.อีกด้วย นอกจากนี้ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่เป็นตำรวจหญิงที่เพิ่งสอบบรรจุเข้ามาใหม่ได้ประมาณ 4-5 เดือน

ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบไปยัง พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช ผกก.สน.ดุสิต ในเรื่องดังกล่าวว่า ได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวนที่ไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าว แต่เนื่องจากผู้เสียหายไม่ยินยอมมอบกล้องดิจิตอลแบบปากกาที่ยึดมาได้ให้ไปทำการตรวจสอบเพื่อใช้เป็นหลักฐานทางคดี โดยให้เหตุผลว่าเกรงว่าภาพที่ถูกแอบบันทึกเอาไว้จะถูกเผยแพร่ออกไปจะได้รับความอับอายมากยิ่งขึ้น ขณะนี้ขึ้นอยู่กับทางผู้เสียว่ามีความประสงค์อย่างไร ถ้าต้องการให้ดำเนินคดีก็พร้อมที่จะทำให้ทันที ไม่ใช่เป็นเรื่องการช่วยเหลือกันแต่อย่างใด
ที่มา manager

จับคาห้าง! ไฮโซสาว “อลิสา นานา” ฉกยกทรง-กระเป๋าแบรนด์เนมกว่าแสน

จับคาห้าง! ไฮโซสาว “อลิสา นานา” ฉกยกทรง-กระเป๋าแบรนด์เนมกว่าแสน กลุ่มผู้ค้าสินค้าแบรนด์เนมในห้างสยามดิสคัฟเวอรี่-พารากอน ไล่จับไฮโซสาว “อลิสา นานา” อดีตผู้สมัครเอเอฟ ซีซัน 4-5 ได้คาห้าง หลังเจ้าตัวตระเวนฉกชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ กระเป๋า แบรนด์เนมดัง รวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท ญาติโร่ขึ้นโรงพักขอเคลียร์ยอมคืน-ชดใช้ตามราคาสินค้า จนกลุ่มผู้ค้าไม่เอาความ แต่ตำรวจต้องแจ้งข้อหาลักทรัพย์ ก่อนยื่นประกันตัว-หลบสื่อกลับทันที

เมื่อเวลา 16.00 น.วานนี้ (12 ก.พ.) ที่ สน.ปทุมวัน ได้มีกลุ่มผู้ค้าชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ และกระเป๋าแบรนเนมยี่ห้อดัง ภายในห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน กว่า 10 ราย ควบคุมตัว น.ส.อลิสา หรือ อริส หรือ มิล นานา อายุ 22 ปี สาวไฮโซและเป็นอดีตผู้สมัครประกวดร้องเพลงอคาเดมี แฟนเทเซีย AF4 และ AF5 พร้อมของกลางสินค้าแบรนด์เนม จำพวกกระเป๋า เสื้อยกทรง-กางเกงใน แบบบีกินี ยี่ห้อ INSIGHT ชุดว่ายน้ำ ยี่ห้อ SALINAS รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท ซุกซ่อนอยู่ในถุงผ้าท้ายรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซีอาร์วี สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ภร 6565 กทม. มาส่งให้ พ.ต.ท.หญิง กิ่งกาญจน์ กาญจนไพศาล พนักงานสอบสวน (สบ2) สน.ปทุมวัน ดำเนินคดี หลังจากเจ้าตัวก่อเหตุลักทรัพย์สินค้าภายในร้านขายสินค้ายี่ห้อแบรนด์เนมในห้างดังกล่าว จนถูกจับกุมตัวได้

จากการสอบถามกลุ่มผู้เสียหาย ก็ได้รับการเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา น.ส.อลิสา ได้เข้ามาเดินชอบปิ้งภายในห้างสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน โดยทำทีเข้าไปดูสินค้าภายในร้านและขอลองสินค้า แต่พอพนักงานขายเผลอก็จะฉกสินค้าออกจากร้านไป โดยเจ้าตัวก่อเหตุแบบนี้มาหลายร้านแล้ว จนกระทั่งช่วงบ่ายข่าวการถูกลักทรัพย์ตามร้านค้าต่างๆ ในห้าง ก็เริ่มแพร่ขยายไป ทางผู้เสียหายจึงรวมตัวมาขอดูกล้องวงจรปิดของห้าง ก็พบว่า ผู้ที่ก่อเหตุเป็นหญิงคนเดียวกันทั้งหมดทุกร้าน จึงช่วยกันตามหาตัวจนกระทั่งสามารถจับตัวเอาไว้ได้พร้อมสินค้าของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ในถุงผ้า ก่อนควบคุมตัวมาส่งให้ตำรวจดำเนินคดี

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจรับ น.ส.อลิสา มาแล้ว ก็ได้ควบคุมตัวเข้าไปสอบปากคำห้องสอบสวนเด็กและเยาวชน จนเวลาผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ได้มีหญิงวัยกลางคน ซึ่งอ้างตัวเป็นแม่ของ น.ส.อลิสา นั่งรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ด สีขาว เดินทางมาที่โรงพัก ก่อนจะเข้าไปในห้องสอบสวน หลังจากนั้น อีกประมาณ 2 ชั่วโมง กลุ่มผู้ค้าของห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ ประมาณ 5-6 ราย ก็ได้เดินทางกลับ ก่อนจะเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ว่า ญาติของ น.ส.อลิสา ยินดีเสียค่าปรับตามจำนวนสินค้าที่ขโมยมา พร้อมกับคืนสินค้าให้ทางร้าน จึงไม่ติดใจเอาความ ก่อนที่จะมีตัวแทนสำนักงานกฎหมายของห้างสยามพารากอน ได้เข้าไปในห้องสอบปากคำ

ต่อมา นายสมบัติ ปุริตัง ผจก.ส่วนรักษาความปลอดภัยของห้างสยามพารากอน ออกมาเปิดเผยว่า หลังทราบข่าว ทางผู้บริหารก็ให้ตนมาดูคดีนี้ เนื่องจากทราบว่ามีผู้สื่อข่าวมาทำข่าวเป็นจำนวนมาก โดยเบื้องต้นมีคดีเกิดขึ้นจริง และมีผู้เสียหายหลายราย โดยกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพขณะผู้ต้องหากำลังก่อเหตุเอาไว้ได้ ทางห้างจึงให้ตนเป็นตัวแทนการเจรจา และทางผู้ปกครองของผู้ต้องหาก็ยอมจ่ายเงินตามราคาเป็นจริง ทางผู้ค้าจึงไม่ติดใจเอาความ แต่ในส่วนตำรวจจะดำเนินคดีอย่างไรก็ว่าไปตามกฎหมาย

ด้าน พ.ต.ท.อัครวินต์ สุคนธวิท รอง ผกก.สส.สน.ปทุมวัน กล่าวว่า คดีนี้มีผู้เสียหายหลายราย แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ติดใจเอาความ เนื่องจากผู้ปกครองของผู้ต้องหายอมจ่ายเงินชดใช้ตามราคาที่เสียหาย แต่ตำรวจต้องแจ้งข้อหาลักทรัพย์ ไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะทำไปด้วยความคึกคะนอง หรือด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ส่วนหลักทรัพย์ถ้าจะประกันตัวในคดีนี้ ก็ใช้หลักทรัพย์ประมาณ 30,000-40,000 บาท

ต่อมาเวลาประมาณเวลา 23.00 น.หลังจากพนักงานสอบสวนทำการสอบปากเสร็จสิ้น น.ส.อลิสา กับผู้ปกครอง ก็หาทางหลบสื่อมวลชนที่รอสอบถามข้อเท็จจริงอยู่ที่หน้าโรงพัก เดินทางกลับไปไปทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแต่อย่างใด
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม
ที่มา manager