วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รวมชีวิตรักดาราปี53 ปี'เสือดุ'เตียงหัก-รักพังระนาว

สมกับเป็น “ปีเสือดุ” จริง ๆ นอกจากจะมีข่าวฉาวส่งกลิ่นคาวมากมายแล้ว ยังมีคู่รักดาราแปรสภาพกลายเป็นคู่รักคู่ร้างกันหลายคู่ นับไปนับมาปีนี้เลิกกันประมาณ 20 กว่าคู่เห็นจะได้ มีทั้งประเภทรักเร็วเลิกแรง บางคู่รักกันมานานความรักเลยจืดจางไปตามกาลเวลา เอ้า! เราไปดูกันดีกว่าว่ามีคู่ไหนที่ความรักของเขาและเธอชงกับ “ปีเสือดุ” กันบ้าง

“จบแบบดูไม่จืด”

เริ่มที่คู่ที่เลิกกันส่งท้ายปีก่อนเลยดีกว่าอย่าง “คู่ร้างรสแซบ” สำหรับม่ายสาว มาช่า วัฒนพานิช และ ดีเจกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ หลังจากคบหาดูใจกันมาเกือบ 6 ปี ระยะหลัง ๆ ทั้งคู่มีข่าวระหองระแหงออกมาตลอด แต่มาช่าและกฤษณ์ก็ยังยืนยันว่ายังเลิฟกันดี เพียงแต่ไม่ค่อยมีเวลาให้กันเท่านั้น แต่แล้วความลับก็แตกดังโพละ!! เมื่อ ดีเจมดดำ-คชาภา ตันเจริญ แฉกลางงานว่าเลิกกันแล้ว สุดท้ายฝ่ายชายเลยยอมรับว่าเบรกความสัมพันธ์กันแล้ว แต่แทนที่กระแสจะซาเงียบหายเหมือนคู่อื่น ๆ จู่ ๆ ก็มีข่าวในทางไม่ดีของฝ่ายชายออกมา ทั้งเรื่องหยิบยืมเงินกันบ้างล่ะ เรื่องความเจ้าชู้บ้างล่ะ ทำเอาฝ่ายชายทนไม่ได้ออกมาโต้ข่าวทันควัน และสุดท้ายก็จูงมือกันมาจัดฉาก เอ๊ย! ประกาศว่าถึงจะเลิกกัน แต่ก็ยังรักกันดี ไม่เคยมีปัญหาถึงขั้นจะฟ้องร้องกันอย่างที่เป็นข่าวมาก่อน

ฟากความสัมพันธ์ของ ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ กับนักแสดงสาว แอนนี่ บรู๊ค น่าจะเหมาะกับคำว่า “กินในที่ลับ ฉาวในที่แจ้ง” ก่อนหน้านี้ไม่มีใครล่วงรู้ว่าคู่นี้ไปสนิทแนบท้องกันตอนไหน มาโผล่อีกทีก็ตอนฝ่ายหญิงป่องจนคลอดลูกออกมา ข่าวคราว จึงได้แพร่สะพัดจนกลายเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ใหญ่โต ร้อนถึงฝ่ายชายต้องออกมายอมรับว่ามีความ สัมพันธ์กันจริง และต้องการตรวจดีเอ็นเอเด็ก แต่ แอนนี่กลับไม่ยอม จน พจน์ อานนท์ ผู้ใหญ่ทางฝ่ายฟิล์มยื่นคำขาดว่าห้ามฝ่ายหญิงพูดทำนองว่าเป็นลูกฟิล์ม ไม่งั้นมีฟ้องแน่!! แถมงานนี้แฟนลับ ๆ ที่คบกันมา 8 ปีของฟิล์มอย่าง ฝ้าย-อริญรดา ปิติ มารัชต์ เปิดตัวเปิดใจว่าเป็นแฟนตัวจริงของฟิล์ม แต่สุดท้ายรักก็ไม่ช่วยอะไร เพราะฟิล์มขอเคลียร์ตัวเองจากเรื่องฉาว ๆ ด้วยการตัดสัมพันธ์ฝ้ายผ่านสื่อซะงั้น ทำเอาฝ้ายเจ็บกระดองใจสุด ๆ

คู่ของนักแสดงรุ่นใหญ่ โอ-วรุฒ วรธรรม และภรรยาสาว เก๋-เจษฎาวรรลย์ จันทร์แตง ทำเอาประชาชนช็อกกันไปทั้งเมือง เพราะก่อนหน้านี้โอดูแลเอาใจใส่ศรีภรรยาและน้อง “แอร์บัส” ลูกชายเป็นอย่างดี แต่ดันมีข่าวลือรุนแรงออกมาว่านอกจากทั้งคู่จะแยกทางกันอย่างเงียบ ๆ มาหลายเดือนแล้ว โอยังไปตรวจดีเอ็นเอแล้วพบว่าลูกชายไม่ใช่ลูกตัวเองอีกต่างหาก บ้างก็ลือว่าโอตรวจเจอว่าตัวเองเป็นหมันจึงคิดว่าแอร์บัสไม่ใช่ลูกตัวเอง ยิ่งลือเรื่องก็ยิ่งแรง โอเลยแถลงข่าวชี้แจงเลิกกับเก๋จริง เพราะตัวเองยังติดบรรยากาศแสงสีสังสรรค์กับเพื่อนอยู่ พร้อมยืนยันว่าแอร์บัสเป็นลูกของเขาและเก๋ แถมความลับที่เก็บงำไว้มานานก็ถูกเปิดเผยออกจากปากโอว่าเขาไม่มีทางเป็นหมันแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้เคยมีลูกกับภรรยาเก่า ซึ่งปัจจุบันเด็กชายคนนี้อายุ 15 ปี มีชื่อว่า “เอ้ก”

ส่วนคู่ของ แมน-ศุภกิจ ตังทัตสวัสดิ์ และ เมจิ-อโณมา ศรัณย์ศิขริน เป็นอีกคู่ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “เตียงหัก” กับทั้งคู่ได้ เพราะแมนและเมจิคบหาดูใจกันมานานกว่า 9 ปี จนกระทั่งจูงมือเข้าพิธีวิวาห์ไปได้ 2 ปี ฝ่ายหญิงไปออกรายการ “คุยแหกโค้ง แอท ทรูอินไซด์” ประกาศกลางรายการว่าได้จบความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับแมนแล้ว เนื่องจากจับได้ว่าฝ่ายชายปันใจให้ผู้หญิงอื่น แต่อย่างไรก็ตามทั้งคู่ก็จบกันด้วยดี

ต่อกันที่เรื่องของ แดน โซดาไฟ เอ๊ย! แดน-ดนัย สมุทรโคจร กับแฟนเก่า ก้อย-แพรวพันธุ์ สมพงษ์มิตร ที่กลายเป็นเรื่องราวบานปลายใหญ่โต เพราะหลังเลิกกันก้อยก็ตามไปทำลายข้าวของที่บ้านแดนอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งล่าสุดถึงขนาดนำโซดาไฟไปสาดใส่แดนและเพื่อนสาวชาวต่างชาติคนใหม่ ทำเอาแดนหวิดเสียโฉม โชคดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เหตุการณ์นี้แดนถึงกับขนหัวลุก สั่งเปลี่ยนเหล็กดัดเปลี่ยนประตูรอบบ้าน ติดสัญญากัน ขโมยพร้อมเปรยว่าอยากจะขายบ้านหลังนั้นทิ้ง เพราะกลัวคนเก่าจะตามมาราวี

ด้านตลกชื่อดัง บอล เชิญยิ้ม ถึงกับขำไม่ออก หลังจากที่เจ้าตัวประกาศจะควงแฟนลูกเสี้ยวญี่ปุ่น ยูริ-สุกานดา พุทธคุณรักษ์ แต่งงาน เล่นเอาสื่องงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่กี่เดือนก่อนที่จะตกเป็นข่าวรายการ “ตีท้ายครัว” ยังไปบุกไปเยี่ยมบอล ถึงที่บ้าน ดูความรักของเขาและอดีตภรรยาเก่า หนู-ปานชีวา โพธิ์เกษตร ยังเลิฟกันดีอยู่ แต่พอผ่านมาไม่เท่าไหร่ ดันประกาศแต่งงานกับสาวอื่นซะงั้น และความสัมพันธ์กับภรรยาเก่าก็ยังจบไม่สวย ตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูบุตรกันไม่ได้ เลยหอบกันไปทะเลาะกลางรายการ “ตีสิบ” ทางช่อง 3 อีกรอบ หลังยื้อ ๆ ยัก ๆ กันมาได้พักใหญ่ แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ตกลงกันได้

นอกจากนี้ เป้ย-ปานวาด เหมมณี และ บิ๊ก-ทองภูมิ สิริพิพัฒน์ ที่เลิกกันแบบมองหน้ากันไม่ติด เพราะต่างฝ่ายต่างเมาท์ลับหลังกันไม่ค่อยดีมากนัก ฟาก หนอ-วีระชัยศรีวณิก วรรณึกกุล ที่เคยสนิทกับ สาวเซ็กซี่ อุ้ม-ลักขณา วัธนวงส์ศิริ และ มายด์-กุณฑีรา ปัจฉิมสวัสดิ์ แบบไม่เผาผี ถึงขนาดที่ทั้ง 2 สาว พูด ถึงฝ่ายชายแบบแรง ๆ เลย ทีเดียว สำหรับ ชาม-ไอยว ริญท์ โอสถานนท์ และ แชมป์-พีรพล เอื้ออารีย์กุล ก็จบกันแบบไม่ประทับใจ เพราะมีข่าวว่าฝ่ายชายมีปัญหา กับแม่ของฝ่ายหญิง ถึงขั้นเขียนต่อว่าในอีเมลเป็นฉาก ๆ

ส่วน รุจ-ศุภรุจ เตชะตานนท์ และ ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ หลังจากเลิกกันก็มีพูดกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย แต่โชคดีที่ต่างคนเป็นคนไม่ค่อยแรง เรื่องก็เลยเงียบ ๆ ไป ต่อกันที่ แดน-ดนัย จิรา ก็จากกับนักแสดงสาว กี้-รฐกร สถิรบุตร ไม่ค่อยดีนัก เพราะฝ่ายหญิงจับได้ว่าแดนปันใจให้หญิงอื่นขณะที่คบกัน ด้านนางแบบสาว ลูกหมี-รัศมี ทองศิริไพศรี ก็ออกมาแฉถึงชีวิตคู่แย่ ๆ ระหว่างที่อยู่กินกับสามี หลุยส์-ราชันย์ มาลัยวงศ์ ผ่านทางพ็อกเกตบุ๊ก “แลก (กับ) รัก” ของเธอแบบหมดเปลือก

“รักมาราธอนไปไม่ถึงเส้นชัย”

ต่อกันที่ “คู่รักมาราธอน” อย่าง น้ำฝน-กุณณัฏฐ์ และ สเตฟาน-ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ เจออาถรรพณ์เลข 7 ไปเหมือนกัน หลังจากคบหาดูใจกันมานาน 7 ปี แต่สุดท้ายคู่รักต่างวัยคู่นี้ก็ไปกันไม่รอด ก่อนหน้านี้มีคนตาดีเห็นฝ่ายชายควงสาวอื่นบ่อยครั้ง แต่สเตฟานก็ปฏิเสธทุกครั้งไป ช่วงหลังทั้งคู่มีข่าวทะเลาะกันบ่อยครั้งสุดท้ายก็จบลงที่เลิกรา เพราะเข้ากันไม่ได้

ในส่วนของ จอย-ศิริลักษณ์ ผ่องโชค และหวานใจ แม็ค-วินัย วัฒนราษฎร์ ปลูกต้นรักกันมานาน 7 ปี ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน สาเหตุมาจากทัศนคติในการใช้ชีวิตคู่ไม่ตรง กัน เลยต้องแยกทางกันเดิน การเลิกกันของคู่นี้ส่งผลให้บริษัทที่เปิดด้วยกันต้องปิดตัวไปพร้อมกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่

เป็นอีกคู่ที่ไม่มีใครคิดฝันว่าจะเลิกกันได้ สำหรับ เดี่ยว-สุริยนต์ อรุณวัฒนกุล และ รถเมล์-คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์ เพราะรักกันตั้งแต่เพิ่งเข้าวงการมาใหม่ ๆ จนตอนนี้ต่างฝ่ายต่างเริ่มมีความมั่นคงในหน้าที่การงานแล้ว แต่ดูเหมือนพองานมั่นคง ความรักดันจืดจางลงจนทำให้ต้องแยกจากกันไป

ด้าน ธันญ์ ธนากร กับ ต้อง-ศุภัชญา รื่นเริง ก็เรือรักล่มซะแล้ว หลังจากที่ผ่านมาต่างก็พยายามยื้อกันเอาไว้ แต่แล้วก็ไปกันไม่รอด เมื่อต้องไปเผยในรายการหนึ่งว่า นางเอกสาวชื่อดัง “ย” (ยุ้ย-จีรนันท์ มะโนแจ่ม) เป็นมือที่ 3 ด้วยทำเอาสาวต้องช้ำรักส่งท้ายปีกันเลยทีเดียว

เป็นอีกคู่ที่อุตส่าห์ประคับประคองความรักกันมานาน แต่แล้วความรักของ หยก-ธัญย กันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ กับ “โอจีฟ” แฟนหนุ่มไฮโซก็ปิดฉากลง เพราะฝ่ายชายดันไปหลงเสน่ห์สาวหน้าหวาน พลอย จิน ดาโชติ งานนี้ทำเอาสาวหยก ถึงกับเฮิร์ตหนัก ตะลุยปาร์ตี้ฉลองความโสดอยู่บ่อย ๆ

ฟาก พิม-พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร ก็ขอแยกวงเลิกตีฉิ่งฉับกะไฮโซสาวหล่อ ก้อย-ภัทรา สหวัฒน์ ซะแล้ว แต่ฝ่ายพิมก็ไม่เคยพูดถึงสาเหตุที่ต้องแยกทางกัน ซึ่งพอเธอโสดไม่เท่าไหร่ ก็มีนักร้องรุ่นน้อง ว่าน-ธนกฤต พานิชวิทย์ มาดามใจทันที เพราะฝ่ายชายก็แอบปลื้มเธอมานาน แถมว่านก็เพิ่งจะห่างจากสาว มิ้นท์-มิณฑิตา วัฒนกุล เองเช่นกัน ประจวบเหมาะเด๊ะ เด๊ะ!!

“รักเร็วเลิกไว”

ก๊วนนี้ความรักจะมีอายุงานในการศึกษาไม่ถึง 7 ปี ประเดิมกันที่ คริส หอวัง และ อุ๋ย บุดดาเบลส เพราะพอสาวคริสดังปุ๊บก็อ้างว่าไม่มีเวลาให้แฟนหนุ่ม เลยขอเบรกความสัมพันธ์ไว้ทำเอาฝ่ายชายช้ำรักถึงกับแต่งเพลง “ลืมไปก่อน” มาประชดใจช้ำ ๆ ซึ่งสาวเนื้อหอม อย่างคริสก็โสดได้ไม่นานหันไปคบกับ “จูเนียร์” ทายาทสื่อดังทันที

เป็น “ซุปตา” ที่ความรักกับงานสวนทางกันตลอด สำหรับ ทาทา ยัง เพราะหลังจากคบแฟนหนุ่มนอกวงการ “พี่หมอ” ได้แค่ปีกว่า ๆ ก็ต้องสวมคอนเวิร์สเดินกันคนละทาง งานนี้เธอช้ำหนักถึงขั้นน้ำหนักลดฮวบเลยทีเดียว พระเอกไม้เลื้อยอย่าง ชาคริต แย้มนาม ก็เป็นอีกหนุ่มที่มักกินแห้วเรื่องรัก เพราะแฟนไฮโซ เพชร-บุญญาภาณิ์ เบญจรงคกุล ขอจบความสัมพันธ์ เพียงเพราะฝ่ายชายไม่มีเวลาให้

ต่อกันที่ เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ กับ ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ เป็นอีกคู่รักคู่ดัง แต่รักต้องมาพังเพียงเพราะงานยุ่ง ซึ่งทั้งคู่ต่างก็จากกันด้วยดีแบบไร้ปัญหามือที่ 3 ล่าสุดก้อยหันไปคบหาดูใจกับนักร้องหนุ่มฮอต ตูน บอดี้สแลม แล้ว ส่วนคู่ น้ำ-รพีภัทร เอกพันธุ์กุล กับ แนน-ปิยะดา ตุรงคกุล อันนี้ก็คบกันมาได้พักใหญ่ มีข่าวทะเลาะเบาะแว้งกันมาเรื่อย ๆ ซึ่ง สุดท้ายฝ่ายหญิงทนกับพฤติกรรมติดเพื่อนของแฟนหนุ่มไม่ไหว เลยขอเซย์กู๊ดบายด้วยเหมือนกัน

นอกจากนี้ก็มี หมิง-ชาลิสา บุญครองทรัพย์ และ เปรม บุษราคัมวงศ์ ที่กิ๊กกั๊กกันได้ไม่นาน แต่แล้วก็ต้องเลิกราไป เพราะจูนกันไม่ติด ฟาก โบวี่-อัฐมา ชีวนิชพันธ์ และ แมน-การิน ศตายุ หวานกันไม่ทันไรก็ต่างคนต่างไปซะแล้ว แต่ที่อึ้งสุด ๆ ต้องยกให้คู่รักรุ่นพี่ อย่าง แอน-นันทนา บุญหลง และ บอม สินเจริญ ที่แต่งงานกันหม้อข้าวยังไม่ทันดำก็เลิกรากัน แหม! เห็นแล้วเศร้าใจจริง ๆ

“ปีเสือดุ” ทำดาราช้ำรักไปหลายคู่ ก็ขอให้ “ปีเถาะ” ที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นปีแห่งความสุขสมหวังมีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกันนะจ๊ะ เจอกันใหม่ปีหน้า บ๊าย บาย......

วัลภา ธีรสุขยอดยิ่ง รายงาน
รวมชีวิตรักดาราปี53 ปี'เสือดุ'เตียงหัก-รักพังระนาว
ที่มา เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รวมละครเรื่องยอดฮิต...ที่เรตติ้งดีใน ปี 53

ช่อง 7 ละครฮา.. มาแรง “สาวใช้ไฮเทค”

ในปีเสือดุ คนไทยเจอแต่เรื่องเครียด ๆ อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ สิ่งใดที่เป็นการช่วยผ่อนคลายได้ก็ต้องรีบคว้าไว้ ถ้าพูดถึงละครทีวี ก็หันไปดูแนวเบาสมองฮา ๆ ขำ ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก อย่างละครช่อง 7 ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อเทียบกับละครช่องอื่น ๆ ที่ออกอากาศในปี 2553 มีเรตติ้งสูงถึง 16.6 คิดเป็นจำนวนผู้ชม 10.429 ล้านคน แน่นอนละครเรื่อง สาวใช้ไฮเทค ผลงานของค่ายดาราวิดีโอ นำแสดงโดย อรรคพันธ์ นะมาตร์, วรัทยา นิลคูหา ฯลฯ ขณะที่ละครช่วงเย็นในปีนี้ เรื่อง คุณชายตำระเบิด แนวสนุกสนานของค่ายดีด้าฯ ที่ครองแชมป์ความนิยมสูงสุด 4 สัปดาห์ติดต่อกัน เรตติ้งเฉลี่ยสูงสุด 16.6 คิดเป็นจำนวนผู้ชม 10.398 ล้านคน

ด้านละครบู๊แอ๊คชั่น ที่ช่อง 7 ครองแชมป์มาแล้วถึง 2 ปี คราวนี้ก็ยังได้อยู่ นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว ผลงานของค่าย คำพอดี เปิดตัวด้วยเรตติ้งสูงสุด 16.4 ส่วนละคร พระจันทร์ลายพยัคฆ์ เป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งของ อั้ม-พัชราภา กับ ยุ้ย-จีรนันท์ ในรอบสิบปี ครองความนิยมสูงสุด 4 สัปดาห์ติดต่อกัน เรตติ้งเฉลี่ย 15.6 และเป็นละครแจ้งเกิดให้กับ อรรคพันธ์ นะมาตร์ กลายเป็นพระเอกเนื้อหอมที่มีงานชุกที่สุดแห่งปีทีเดียว ส่วน ละครแนวชีวิตน้ำเน่า ที่ตอกย้ำความแรงสุด ๆ ของละครหลังข่าว ต้องยกให้ รักใน ม่านเมฆ ของค่ายดีด้าฯ เรตติ้ง ต่อตอนสูงสุดในรอบปี โดยตอนจบมีเรตติ้งสูงถึง 21.5 ส่งผลให้ มีน-พีชญา วัฒนามนตรี นางเอกน้องใหม่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว

นอกจากนี้ยังมีละครหลังข่าวเรื่องอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมอย่างท่วมท้น อาทิ หงส์ฟ้า (13.5), ตะวันยอแสง (12.6), นักฆ่าขนตางอน (11.9), เจ้าสาวริมทาง (11.8) พ่อหนูเป็นซูเปอร์สตาร์ (11.7) ฯลฯ ขณะที่ละครช่วงเย็นก็ไม่เบา คนดูยังแน่นปึ้กเหมือนเดิม อาทิ แม่ศรีไพร (14.3) บ้านนาคาเฟ่ (11.4) ปอบอพารต์เม้นท์ (10.5) ฯลฯ ส่วนละครซิทคอม ทางช่อง 7 สี ในวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้รับความนิยมจากคนดูทั่วประเทศ ชนิดว่าเหนือคู่แข่งในช่วงเวลาเดียวกัน อาทิ สายสืบเสียงทอง (5.1) รักกระหน่ำซัมเมอร์เซล (4.8) ศึกวันชูใจ (4.5) วัยป่วนก๊วนล่าฝัน (4.4) และอีกหลายเรื่อง ส่งท้ายปลายปี 53 กับละคร วันพ่อ ลูกโขน เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะการเล่นโขนและมวยไทย ที่เรตติ้งเฉลี่ย 12.9 ในขณะที่ตอนจบมีเรตติ้งสูงถึง 16.2 คิดเป็นจำนวนผู้ชม 10.148 ล้านคน สรุปในปี 53 ช่อง 7 สีมีผลงานละครทีวีที่ออกอากาศสู่สายตาผู้ชม 42 เรื่อง ในจำนวนละครหลายต่อหลายเรื่องนั้น ทำให้หนุ่ม-สาวคนรุ่นใหม่ ที่มีพรสวรรค์ด้านการแสดง แจ้งเกิดในวงการบันเทิงเพียบ อาทิ พีชญา วัฒนามนตรี (เรือนซ่อนรัก, รักในม่านเมฆ) ฝนทิพย์ วัชรตระกูล (คุณพ่อหวานแหวว) พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ (นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว) ฯลฯ

สำหรับในปี 54 ที่กำลังจะมาถึง แฟนละครช่อง 7 สี เตรียมพบกับละครหลากหลายรสหลายแนว จากบทประพันธ์ชื่อดัง อาทิ ทวิภพ, ฟ้าจรดทราย, ในรอยรัก, ค่าของคน, เสือสั่งฟ้า, คู่แค้นแสนรัก, เสน่ห์บางกอก ฯลฯ ติดตามชมอย่างต่อเนื่อง เพราะช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณจริง ๆ

ช่อง 3 ต้องยกให้! หวานหวาน ซุปตาร์ตัวแม่ “ระบำดวงดาว”

ด้านละครวิก 3 พระราม 4 ในปี 53 ก็มาแรง เรียกว่าบี้กันมาสุด ๆ โดยสำรวจความนิยมจากผู้ชมละครช่อง 3 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้ชมทั่วประเทศ กับ ผู้ชมกลุ่มคนเมือง ละครหลังข่าวที่ชนะใจผู้ชมทั่วประเทศมากที่สุด คือ ทัดดาวบุษยา เจ้าฮะ ๆ กาแฟมั้ยฮะ? วลีเด็ดที่กลับมาฮิตอีกครั้งในปีนี้ ตามมาด้วย หวานใจกับนายจอมหยิ่ง ละครม้ามืดมาแรง เจ้าของตำแหน่งเรตติ้งเฉลี่ยสูงสุดในรอบปีของช่อง 3 และก็มาถึงละคร วิวาห์ว้าวุ่น เป็นการพบกันครั้งแรกของพระ-นางชื่อดังสุด ๆ อย่าง เคน-ธีรเดช กับ ชมพู่-อารยา ในขณะที่ละคร ระบำดวงดาว ที่เจอหน้าใครก็มักจะเรียก หวานหวาน...ซุปตาร์ตัวแม่ ที่ต้องยกนิ้วให้ เป็นละครอันดับหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้ชมกลุ่มคนเมือง โดยเฉพาะบรรดาสาว ๆ จะติดธุระที่ไหนอย่างไร ก็จะรีบกลับบ้านไปดูหวานหวาน สวมบทโดย พลอย-เฌอมาลย์ ที่เล่นร้ายได้ใจ จนผู้ชมอินไปกับเธอทุกครั้งที่โผล่หน้าจอ ที่แน่ ๆ ละครเรื่องนี้ ทำให้ “ลีเดีย-ศรัณย์รัชต์” นักร้องสาวที่น่ารัก ได้แจ้งเกิดในฐานะนางเอกละครครั้งแรก จากบท เหมย ที่ผู้ชมต่างก็ปรบมือให้กับผลงานชิ้นนี้ที่เธอทุ่มเทอย่างสุดฝีมือ

แต่ละคร ระบำดวงดาว ที่ว่าแน่และได้รับความนิยมอันดับหนึ่ง จากผู้ชมกลุ่มคนเมือง จริง ๆ แล้วเฉือน ละครวนิดา ไปนิส... เดียว ก็เพราะพันตรีประจักษ์หล่อเข้มโดนใจสาว ๆ ในขณะที่วนิดาก็กลายเป็นที่หมายปองของหนุ่ม ๆ ไปทั้งประเทศ ถ้าคนไหนยังไม่มีแฟน ก็อยากมีแฟนที่สวยเรียบร้อย เหมือนวนิดา (เฮ่อ...ฝันหวานไปเหอะ) ตามด้วย ละคร หวานใจกับนายจอมหยิ่ง และที่ได้รับความนิยมอันดับ 4 ต้องละครเรื่องนี้เลย 4 หัวใจแห่งขุนเขา : ธาราหิมาลัย โปรเจคท์บิ๊กเบิ้มฉลอง 40 ปีช่อง 3 เล่นเอานักแสดงชาย-หญิงหน้าใหม่เอี่ยมอ่อง เดินพาเหรดแจ้งเกิดกันถ้วนหน้า ละคร วิวาห์ว้าวุ่น ตามมาอันดับ 5 และอันดับ 6 ทัดดาว บุษยา และ 4 หัวใจแห่งขุนเขา : ดวงใจอัคนี เป็นอันดับ 7 และ อันดับ 8 ละคร กุหลาบไร้หนาม เป็นการเปิดตัว นางเอกใหม่ ญาญ่า-อุรัสยา เล่นคู่พระเอก โฬม-พัชฏะ

ส่วนละครที่เป็นขวัญใจกลุ่มคู่วิวาห์ และคู่รักคู่เลิฟ 365 วันแห่งรัก ได้รับความนิยมจากผู้ชมกลุ่มคนเมืองไม่มากเท่าไหร่ แต่เพราะคู่พระ-นาง “เคน-ธีรเดช” กับ “แอน- ทองประสม” โคจรมาพบกันเป็นเรื่องที่ 5 บรรดาผู้ชมที่เป็นแฟนคลับของทั้งคู่ที่ยังประทับใจผลงานเรื่องก่อน ๆ ไม่สร่างซา ก็จะเฝ้าติดตามชมตลอด ปิดท้ายด้วย สวยเริ่ด เชิดโสด เป็นการประกบคู่ของ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ กับ ฟิล์ม-รัฐภูมิ ที่ฮือฮาออกมานอกจอ จนเกือบจะเป็นเรื่องซะแร้ว...ว

หากจะว่าไปแล้วโดยภาพ รวมละครของช่อง 3 มีให้ผู้ชมเลือก ดูแบบหลายรสหลายแนว แต่ เรตติ้งกลับไม่ค่อยสวย ในขณะที่กระแสละครแรงจัด...รับไปเต็ม ๆ ต่างกับละครช่อง 7 กระแสดูแผ่วไปหน่อย แต่เรตติ้ง กลับดี แต่ถึงจะยังไงก็ตาม หากดูกันที่ตัวเนื้อ หาละครรวมไปถึง นักแสดงระดับ ฝีมือ และผู้ผลิตละครจากค่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่อง 3, ช่อง 7 หรือแม้แต่ช่อง 5 ละครทุกเรื่องในปีนี้ถือว่าโดนใจผู้ชมแบบเต็ม ๆ เกือบจะทุกเรื่องด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่าใครจะชอบดูแนวไหนมากกว่ากัน ก็จะเฉลี่ยกลุ่มผู้ชมออกไปตามกระแสบ้างอะไรบ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้จัดละครทุกช่องก็พยายามสร้างสรรค์ละครดี ๆ เพื่อผู้ชมแบบสุดแรงเกิด ไม่เชื่อต้องตามไปดูละครปี 54 รับรองทั้งสนุกทั้งมันส์เลยจ้า

ช่อง 5 “มาลัยสามชาย” โดนใจผู้ชมถล่มทลาย

พูดถึงละครค่ายเอ็กแซ็กท์ ทางช่อง 5 ในปีนี้มีละครที่ออกอากาศประมาณ 7 เรื่อง ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมสูงสุด คือละคร มาลัยสามชาย จากผลงานที่ทุ่มเทสุดหัวใจ ของ บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ที่คนในวงการละครมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ละครอิงประวัติศาสตร์ ทำยาก และหินสุด ๆ ถ้ามือไม่ถึง ละครจะขาดความสมจริงและไม่น่าสนใจ แต่วันนี้เขาทำได้สุดยอดมาก ส่วนละครที่เรตติ้งไม่ค่อยดี ละคร จับตายวายร้ายสายสมร แสดงโดย แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ กับ น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ ก็ไม่เป็นไรเนื้อหาอาจจะไม่โดนใจผู้ชมในขณะนั้น แต่ละครที่ตอกย้ำความแรงของนักร้องหนุ่มชื่อดัง บี้-สุกฤษฎิ์ พร้อมแจ้งเกิด ฮั่งตู๋ หมาแสนรู้ ที่ฟีเว่อร์ไปทั่วประเทศ คือ ดอกรักริมทาง ด้านละคร ตราบาปสีขาว ก็ส่งให้ “สิงโต-สิงหรัตน์” นักร้องจากเวที เดอะสตาร์ 5 ที่โดดมาเล่นละครครั้งแรก แจ้งเกิดได้อย่างสง่างาม อนาคตคงหนีไม่พ้น..นักแสดงชื่อดังระดับแถวหน้าของเมืองไทย

ใครที่เป็นแฟนละครทีวีตัวจริง เสียงจริง ขอบอกว่าปี 54 แต่ ละช่องแต่ละสถานี เตรียมละครเรียกว่าสุดยอดจริง ๆ มาฝากผู้ชมให้ได้อิ่มเอมกับความบันเทิง...สุขล้นจอ ส่วนจะมีอะไรยังไงบ้าง ติดตามชมหน้าจอเร็ว ๆ นี้ สวัสดีปีใหม่...บ๊าย...บาย ไอ เลิฟ ทุกคนเลยจ้า.

รวมละครเรื่องยอดฮิต...ที่เรตติ้งดีใน ปี 53
ที่มา เดลินิวส์

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เลดี้ กาก้า ช็อก! โดนมือดีจับอกกลางกรุงปารีสต่อหน้าต่อตา

เลดี้ กาก้า ซูเปอร์สตาร์สาว ถึงกับช็อกหลังถูกมือดีซึ่งเป็นสตรีรายหนึ่ง จับหน้าอกเข้าเต็มเปากลางกรุงปารีส…ต่อหน้าต่อตา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ว่า สเตฟานี โจแอนน์ เจอร์มาน็อตตา หรือ “เลดี้ กาก้า” นักร้องสาวชื่อดัง ถึงกับช็อกกลางกรุงปารีส ของฝรั่งเศส หลังจากที่เธอโดนมือดี คว่้าหมับเข้าที่หน้าอกของเธออย่างเต็มเปา ขณะที่เธอกำลังเดินทางออกจากโรงแรมที่พักเมื่อวานนี้ (22)

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์ที่ทำให้ ซูเปอร์สตาร์สาวชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียนวัย 24 ปีรายนี้ถึงกับ ออกอาการช็อกจนตัวแข็งเกิดขึ้น ขณะที่เธอกำลังเดินออกจากโรงแรมแห่งหนึ่ง ในนครหลวงของฝรั่งเศส โดยมีบรรดาแฟนคลับจำนวนหนึ่งมารายล้อมอยู่ด้านหน้าโรงแรม และในจังหวะที่นักร้องสาวเผลอ ได้มีมือที่สวมถุงมือหนังสีนำ้ตาลข้างหนึ่งย่ืนมาตะปบเต็มๆที่หน้าอกของเธอ ก่อนที่บอดี้การ์ดของนักร้องสาวจะป้องกันได้ทัน
ที่มา ไทยรัฐ

รายงานข่าวระบุว่า เรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือการที่มือดีที่ลงมือก่อเหตุคราวนี้เป็นผู้หญิงเสียด้วย อย่างไรก็ดีรายงานไม่ได้ให้รายละเอียดมากนักเกี่ยวกับตัวหญิงผู้ก่อเหตุ และไม่มีการเปิดเผยว่า มีการจับกุมดำเนินคดีมือดีรายนี้หรือไม่

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าหลังจบการแสดงคอนเสิร์ตของเธอที่กรุงปารีส มีแฟนเพลงรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บ จากการที่ เลดี้ กาก้าเหวี่ยงรองเท้าส้นสูงของเธอเข้าไปกลางหมู่แฟนเพลงตามธรรมเนียมของเธอด้วยเช่นกัน

สำนักข่าวCNN ยกกรณีม็อบเสื้อ แดงในไทย เป็นอันดับ 1 สุดยอดเหตุการณ์เปลี่ยน แปลงโลก

"ฮือฮา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ยกกรณีม็อบเสื้อ แดงในไทย เป็นอันดับ 1 สุดยอดเหตุการณ์เปลี่ยน แปลงโลก ซ้ำการส่ง “วิคเตอร์ บูท” ให้สหรัฐฯ ยังติดที่ 16...

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานการจัดอันดับ 20 สุดยอดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงโลกในปี 2553 พบว่า เหตุการณ์ประท้วงของคนเสื้อแดงไทยครองแชมป์ โดยการชุมนุมได้เริ่มต้นจนนำไปสู่การสลายการชุมนุมในอีก 2 เดือนต่อมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 90 คน บาดเจ็บกว่า 1,400 คน และยังขยายการปราบ ปรามอย่างรุนแรงในอีก 7 จังหวัด

นอกจากนี้การส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ชาวรัสเซีย จากไทยไปดำเนินคดีที่สหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งเหตุ การณ์ในลำดับที่ 16 เพราะความพยายามอย่างหนักเป็นเวลานานหลายเดือนของรัฐบาลสหรัฐฯที่ต้องการตัว นายบูทจากไทย.

ที่มา ไทยรัฐ

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เผยฉายานักการเมืองปี 53 “รัฐบาลรอดฉุกเฉิน”

นักข่าวทำเนียบตั้งฉายารัฐบาล “รัฐบาลรอดฉุกเฉิน” ขณะที่ “ อภิสิทธิ์”ได้รับฉายา “ ซีมาร์คโลชั่น “

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบได้มีติตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2553 ดังนี้ ฉายารัฐบาล คือ รัฐบาลรอดฉุกเฉิน เนื่องจากรัฐบาลต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้านและมีการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 รวมทั้งรอดพ้นจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ท่ามกลางข้อกังขาจากสังคม ขณะนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รับฉายาว่า ซีมาร์คโลชั่น เนื่องในภาวะที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก วิกฤติความขัดแย้งทางสังคมทั้งระดับประเทศ ลงไปถึงระดับครอบครัว เปรียบเสมือนผู้ป่วยหนักที่ต้องการยารักษาโรคให้หายขาด บางปัญหาต้องทำการผ่าตัด-ปรับโครงสร้าง-เปลี่ยนอวัยวะ สังคมคาดหวังว่านายกฯ จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและรักษาอาการของประเทศได้ แต่ผลการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ ยังทำได้ผลเพียงการบรรเทาโรค เปรียบเสมือนการใช้ “ซีม่าโลชั่น” ทาแก้คันเท่านั้น

นอกจากนั้นรัฐมนตรีที่ได้รับฉายาด้วยได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รับฉายา ทศกัณฐ์กรำศึก เนื่องจากนายสุเทพถือว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในทุกเรื่อ เปรียบเหมือนทศกัณฐ์ที่มีหลายหน้าและต้องเผชิญศึกหนักจากรอบด้าน พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ได้รับฉายา ลิ้นชาละวัน เนื่องผลงานในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นที่ประจักษ์-เป็นรูปธรรม แต่บทบาทที่เด่นชัดคือการเดินสายเจรจาสร้างความปรองดองกับทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล และกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองทุกสี รวมทั้งการเจรจากับพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนถูกวิจารณ์ว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ได้รับฉายา กริ๊ง...สิงสื่อ แม้จะพ้นจากการกำกับดูแลสื่อแล้วแต่มักโทรศัพท์สายตรงไปถึงกองบรรณาธิการ-สถานีโทรทัศน์ เพื่อชี้นำและกำหนดทิศทางในการนำเสนอประเด็นข่าว

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง ได้รับฉายา โย่งคาเฟ่ เนื่องจากรมว. คลังจำเป็นต้องมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ และส่งสัญญาณต่อความเชื่อมั่นเรื่องภาวะเศรษฐกิจ แต่นายกรณ์กลับแสดงออกไม่สมบทบาทขุนคลัง ในหลายกรณี อาทิ การเปิดผับเชียร์ฟุตบอลโลก การแสดงบทพ.ต. ประจักษ์ มหศักดิ์ คู่กับแอฟ ทักษอร ในละครวนิดา ภาคปลดหนี้ จนถูกวิจารณ์ว่ามีพฤติกรรมที่เน้นสร้างความบันเทิง-เฮฮา นายมั่น พัธโนทัย รมช. คลัง ได้รับฉายา หยากไย่ เนื่องจากเป็นนักการเมืองรุ่นเก่าที่ได้เข้ามาร่วมรัฐบาลชนิดที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึง ไม่มีผลงานชัดเจน แต่ก็ยังชักใย-เกาะติดอยู่กับฝ่ายรัฐบาลได้ทุกยุค เปรียบเหมือน “หยากไย่” ที่เกาะอยู่ในบ้านเรือน ที่ไม่มีประโยชน์ รอวันถูกปัด-กวาดทิ้ง

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย ได้รับฉายา เสืออิ่ม สิงห์โอด เนื่องจากถูกวิจารณ์เรื่องความไม่ชอบมาพากลสารพัดโครงการ การแต่งตั้งโยกย้ายที่ถูกร้องเรียนว่าไม่เป็นธรรมมากที่สุด ทำลายสถิติเรื่องการมีว่าที่ปลัดกระทรวงมากที่สุด จนนักปกครองทุกสีทั้ง สิงห์ดำ-สิงห์แดง-สิงห์ขาวออกมาโอดครวญ เพราะถูก “เสือ” เจ้ากระทรวงขย้ำจนไม่เหลือความเป็น “สิงห์” ขณะที่เสือ-คนรอบตัว รมว.กลับอิ่มหมีพีมันเสพสุข พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว. กลาโหม ได้รับฉายา ป้อมทะลุเป้า แม้คนภายนอกมองว่าบทบาทของเขาไม่โดดเด่น แต่ในความเป็นจริงเขากลับสร้างผลงานได้ทะลุเป้าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการกุมอำนาจในฝ่ายความมั่นคง การปฏิบัติการกระชับพื้นที่ชุมนุมย่านราชประสงค์ การขออนุมัติใช้งบของกองทัพทั้งงบลับ-งบแจ้งที่ถูกครหาว่าสูงเป็นประวัติการณ์ การได้รับอนุมัติจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากรัฐบาลทุกรูปแบบ ทุกเงื่อนไข ทำให้เป็นปีที่ “ป้อมทะลุทุกเป้า”

นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้รับฉายา หัวเทียนบอด-แบน เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่นายกฯ ตั้งความหวังเอาไว้มากว่าจะเข้ามาพัฒนาระบบไอทีของประเทศ แต่ทั้งนายกฯ และคนไทยกลับต้องผิดหวังแทบทุกเรื่อง เพราะทั้งระบบ 3 จี บัตรประชาชนอเนกประสงค์ (สมาร์ทการ์ด) ทุกโครงการยังไม่สำเร็จ นางพรทิวา นาคาศัย รมว. พาณิชย์ ได้รับฉายา นาง “ฟ้า” สต็อคลม เพราะเป็นอดีตแอร์โฮสเตสทและเข้าฐานะรมว. พาณิชย์ ต้องค้า-ขายบริหารสินค้าเกษตร และระบายสต็อกสินค้าเกษตรทั้งหมด แต่ทุกครั้งที่มีการเปิดประมูลสินค้าเกษตร มักมีปัญหาส่อความไม่ชอบมาพากล

สำหรับวาทะแห่งปี2553 คือ “ถ้าเลือกตั้งแล้วนองเลือด แล้วผมชนะ ผมไม่เอาหรอก” ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 ที่โรงแรมเซนทาราแกรนด์ อนึ่ง ที่ประชุมสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ตัดสิทธิสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในการเข้าร่วมประชุมและเผยแพร่ฉายารัฐบาล เนื่องจากในปี 2552 ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลฉายารัฐบาลประจำปี 2552 พร้อมเบื้องหลัง ก่อนวันเวลาที่กำหนด

เผยฉายานักการเมืองปี 53 “รัฐบาลรอดฉุกเฉิน”
ที่มา เดลินิวส์

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เจ้าพ่อหนังสือ'เพลย์บอย'วัยดึกประกาศหมั้นสาววัย24

เจ้าพ่อหนังสือ'เพลย์บอย'วัยดึกประกาศหมั้นสาววัย24
ผู้ก่อตั้งนิตยสาร “เพลย์บอย” ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ อายุ 84 ปี ประกาศหมั้นสาววัย 24 เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา

วันนี้ 27 ธ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร “เพลย์บอย” ซึ่งปัจจุบันอยู่ในวัย 84 ปี ระบุในข้อความที่เขาโพสต์ขึ้นทวิตเตอร์เมื่อวันเสาร์(25)ว่า เขากำลังจะแต่งงานเป็นครั้งที่สาม โดยที่เขากับแฟนสาวของเขา คือ คริสตอล แฮร์ริส วัย 24 ปี ได้หมั่นกันเรียบร้อยแล้วเมื่อวันศุกร์(24)ที่ผ่านมา

“ตอนที่ผมมอบแหวนให้แก่คริสตอลนั้น เธอน้ำหูน้ำตาไหลอย่างกลั่นไม่อยู่ นี่เป็นสุดสัปดาห์เทศกาลคริสต์มาสที่ผมมีความสุขที่สุดเท่าที่ผมจำได้ทีเดียว” เฮฟเนอร์ระบุในขัอความที่เขาทวีต ทั้งนี้ คริสตอล แฮร์รัส เคยเป็น “เพลย์บอย เพลย์เมต ออฟ เดอะ มันธ์” (นั่นคือเป็นนางแบบเปลือยในหน้าคู่กลางเล่ม ของนิตยสารเพลย์บอย) ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2009

เฮฟเนอร์ ซึ่งก่อตั้งนิตยสารชื่อดังฉบับนี้ในปี 1953 เคยแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง โดยเขาได้หย่าขาดจาก มิลเดรด วิลเลียมส์ ภรรยาคนแรกในปี 1959 และหย่ากับ คิมเบอร์ลีย์ คอนแรด ภรรยาคนที่สองของเขาเมื่อต้นปีนี้เอง บุรุษผู้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อเล่นว่า “เฮฟ” ผู้นี้ มีชื่อเสียงโด่งดังจากการเรียกร้องเสรีภาพทางเพศ และสิทธิพลเมือง โดยนิตยสารเพลย์บอยนอกจากเลื่องลือในเรื่องภาพเปลือยของสาวๆ แล้ว ยังตีพิมพ์เรื่องจำนวนมากที่เป็นการท้าทายสงครามเวียดนาม และ ลัทธิแมคคาร์ธี อีกทั้งยังหนุนหลังสิทธิของชาวรักร่วมเพศ และการรณรงค์ให้การเสพกัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย

ที่มา เดลินิวส์

สรุปข่าวเด่นปี53 ข่าวดังคนบันเทิง ปี53

สรุปข่าวเด่นปี53 ข่าวดังคนบันเทิง ปี53
ปี 53 กำลังจะผ่านไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ หากเราจะย้อนทบทวนมีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นกับคนในวงการบันเทิง ที่เป็นข่าวก็มี ไม่เป็นข่าวก็มี และที่เป็นข่าวเด่นข่าวดังในปีนี้ จัดว่ามีหลากหลายรสทีเดียว ซึ่งแตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดตามที่สื่อต่าง ๆ ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั่นเอง

วงการบันเทิงโศกสุด ๆ เป็นปีแห่งการสูญเสียปูชนียบุคคลในวงการบันเทิงจากหลากหลายสาขามากที่สุด อาทิ ม.จ.ทิพยฉัตร ฉัตรชัย ทรงเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ไทยและผู้เขียนบท ภาพยนตร์ สิ้นชีพิตักษัยด้วยโรคพาร์กินสัน, ครูพยงค์ มุกดา ศิลปินนักแต่งเพลง เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะและไตวาย, บุษยา รังสี

นักร้องวงสุนทราภรณ์ เสียชีวิตด้วยโรคเนื้องอกในสมอง, กำธร สุวรรณปิยะศิริ ศิลปินและนักแสดงอาวุโส เสียชีวิตจากอาการติดเชื้อในกระแสเลือด, หยาด นภาลัย นักร้องเพลงลูกกรุง เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานและเส้นเลือดสมองตีบ, เล็ก วงศ์สว่าง นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดเฉียบพลัน, แม่ประยูร ศิลปินแห่งชาติลำตัด เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ

และการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ ตลกชื่อดัง บักใส เชิญยิ้ม และ น้องทราย..คุณแม่ขอร้อง ด้วย โรคปอดติดเชื้อ ขณะที่นักร้องอีกคนหนึ่ง หมอแจ๊ค- สุขารมณ์ ตายแบบปริศนา ตกจากที่สูง

วาทะโดนใจคนทั้งประเทศ
“อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์” กลับถูกแจ้งความ!

หลังจากที่พระเอก “อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ขึ้นไปรับรางวัลด้านการแสดงจากละครพระ จันทร์สีรุ้ง ในงานประกาศรางวัลนาฏราช ครั้งที่ 1 ก็ ได้กล่าววาทะเด็ดบนเวที ที่ทำให้คนฟังขนลุกถึงกับ น้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้ง จนทุกคนต้องลุกขึ้นยืน ปรบมือเสียงดังยาวนาน

“อ๊อฟ” ได้กล่าวถึง “พ่อ” หมายถึงพระเจ้าแผ่นดินของคนไทยทุกคน ว่าทรงเสียเหงื่อและเหนื่อยมามากกว่าจะได้บ้านหลังใหญ่แห่งนี้ แต่หากใครไม่รักพ่อก็แล้วแต่ ก็ขอให้ออกไปจากที่นี่ อย่ามาพาลลงที่พ่อ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ แผ่นดินของพ่อ ผมรักในหลวง… ซึ่งทุกถ้อยคำของเขา ล้วนออกมาจากหัวใจ

แต่วาทะที่โดนใจผู้ชมทั้งประเทศ และเรื่องราวอันน่าประทับใจ กลับทำให้เกิดเรื่องที่ไม่น่าเป็นเรื่อง เมื่อ นายภูมิพัฒน์ วงศ์ยาชวลิต หรือ “แน็ต พีรกร” นักร้องลูกทุ่ง ไปแจ้งความเอาผิดกับ “อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์” โดยอ้างว่าพูดหมิ่นสถาบัน แต่สุดท้ายตำรวจก็ออกมายืนยันว่า “อ๊อฟ” ไม่ได้มีความผิดหมิ่นสถาบันแต่อย่างใด

“มาร์ค V11” เจอ กระแสกดดัน
ถอนตัวจากเวที AF

มาร์ค-วิทวัส ท้าวคำลือ หรือ มาร์ค V11 เข้ามาบ้าน AF7 ไม่ทันไร ก็ถูกคนขุดคุ้ย ว่าเคยโพสต์คำก้าวร้าวหยาบคายถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในเฟซบุ๊กของตัวเอง มีกระแสจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย กับการกระทำของเขา เพราะแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่เด็กควรกระทำต่อผู้ใหญ่ สุดท้ายเจอกระแสกดดันหนักเข้า มาร์ค V11 ก็เลยขอถอนตัวจากเวที AF7 พร้อมประกาศ ขอโทษมาร์คผู้พี่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านสื่อที่ใช้คำพูดไม่ดี

เรื่องวุ่น ๆ ของ “ฟิล์ม-แอนนี่ บรู๊ค”
ที่ยิ่งกว่านิยายน้ำเน่า

เป็นข่าวฮอตระดับประเทศ ที่จู่ ๆ ก็มีข่าวลือว่า ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ นักร้องซูเปอร์สตาร์ ทำดาราสาว แอนนี่ บรู๊ค ท้อง ในเวลาต่อมาฝ่ายหญิงก็ออกสื่อพร้อมลูกชายวัย 3 เดือน เล่นเอาหนุ่มฟิล์มสุดงง! แต่ก็ออกมายอมรับว่าคบกับแอนนี่จริง แต่ไม่ใช่แฟน ด้านแอนนี่ก็เลยจวกฟิล์มในหลาย ๆ เรื่อง ร้อนถึงเฮียฮ้อ ต้นสังกัด อาร์เอส ต้องออกแถลงข่าวให้แอนนี่ไปตรวจดีเอ็นเอก่อนดีกว่า และยังพูดว่าเธอคบผู้ชายมาก่อน 4 คน เฮียฮ้อก็เลยถูกคนบางกลุ่มแอนตี้ เพราะถือเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง รวมไปถึงองค์กรสิทธิมนุษยชน, มูลนิธิเพื่อนหญิง ที่ต่างก็ออกมารุมสับเฮียฮ้อ

ถัดมาไม่กี่วัน งานก็เข้านักแสดงหนุ่ม จุ๊น-กิตติคุณ ผู้ที่อยู่ในข่ายน่าจะเป็นพ่อของลูกแอนนี่อีกคน เจ้าตัวปฏิเสธทุกประเด็น และขอลาออกจากวงการบันเทิงเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ งานนี้มีตัวละครเพิ่มขึ้นหลายคน อาทิ พจน์ อานนท์, ผู้บริหารช่อง 3, เจ๊ระเบียบรัตน์ แถมนักแสดงหนุ่ม เมธี อมรวุฒิ กุล อดีตแฟนเก่าแอนนี่ ก็โดดร่วมวงแฉแอนนี่อีก ถึงขั้นมีข่าวเตรียมจะฟ้องร้องเป็นคดีความตามมาเป็นพรวน สุดท้ายเรื่องของ ฟิล์ม กับ แอนนี่ บรู๊ค จะจบลงยังไง และใครเอ่ย?.. เป็นพ่อของลูกแอนนี่ คงต้องติดตามตอนต่อไป นี่เป็นแค่ภาคแรก..

ที่แน่ ๆ ข่าวฟิล์ม-แอนนี่ บรู๊ค ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของคนดังระดับซูเปอร์สตาร์ของเมืองไทย ที่ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเกือบ 2 เดือน

ข่าวเราสามคน
“ธัญญ่า-เป๊ก-พิ้งกี้”

ข่าวคลิปเสียงสาว ธัญญ่า-ธัญญาเรศ เองตระกูล ทะเลาะกับสามี “เป๊ก-สัญชัย” เสมือนเป็นหลักฐานที่ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ร้าวลึกของทั้งคู่มากยิ่งขึ้น โดย ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า นางเอกสาว พิ้งกี้-สาวิกา ไชยเดช เป็น มือที่ 3 ของครอบครัวเองตระกูล ซึ่งสาวพิ้งกี้ได้ออกมา ปฏิเสธไปแล้วหลายรอบ สุดท้ายงานเลยเข้าพิ้งกี้อย่างแรง!.. จนเธอต้องประกาศขอลาออกจากช่อง 3 ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะย้ายค่ายจากช่อง 7

และแล้ว “นาธาน”
ก็กลับมาอีกครั้ง

เงียบหายไปพักใหญ่ ๆ นาธาน โอร์มาน ก็กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง หลังจากที่ครูแหม่มและน้ามด ผู้อุปการะเลี้ยงดูนาธาน และยืนข้างเขามาตลอด สุดจะทนที่ถูกนาธานหลอกเอาเงินไป จึงโร่แจ้งความกับตำรวจ โดยทั้งครูแหม่มและนาธานเดินสายออกสื่อ ซัดกันไปซัดกันมา ก่อนที่นาธานจะออกมายอมรับในรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ว่าที่ผ่านมาโกหกลวงโลกจริงก็เพราะผู้มีพระคุณสั่งมา จัดฉากให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้จะได้ดัง ๆ เขาก็เลยต้องทำตาม.. เรื่องนี้ชัวร์หรือมั่วนิ่ม ก็ไม่รู้!

ข่าว “มาช่า-กฤษณ์” เลิกกัน

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ธ.ค. 53 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เปิดประเด็นข่าวฉบับแรก กรณีข่าว มาช่า วัฒนพานิช กับ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ เลิกกันเพราะสาเหตุจากเรื่องเงิน และผู้หญิง ซึ่งเป็นการเปิดเผยจากปากของมาช่า และใน วันแถลงข่าว มาช่า กับ กฤษณ์ ได้ออกมา ชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ ต่อหน้าสื่อมวลชนจากทุกสำนัก สิ่งที่มาช่าพูดในวันนั้น มัน เป็นเทปคนละม้วนกับตอนแรก และโบ้ย ให้สื่อ ปิดท้ายทั้งคู่ยืนยันเลิกกันแน่นอน ตามที่สื่อต่าง ๆ ได้เสนอข่าวไปแล้ว ก็ขออวยพรให้มีความสุขกับชีวิตโสดอีกครั้ง

วิวาห์เคอร์ฟิว
“นุ่น-ต๊อด”

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 คู่รักฟองเบียร์ “ต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี” กับนางเอกสาว “นุ่น-วรนุช วงษ์สวรรค์” ฉลองวิวาห์ที่อิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี โดยมีแขก ผู้เกียรติจำนวนนับพันคน ที่กำลังจะเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าว-สาว และในช่วงเวลานั้นเองก็ได้ มีประกาศเคอร์ฟิว โดนเร่งให้จัดงานให้เสร็จก่อน 2 ทุ่ม เนื่องจากสถานการณ์ชุมนุมป่วน คู่บ่าว-สาวต้องเลื่อนแถลงวิวาห์เร็วขึ้น จากเวลา 16.30 น. เลื่อนเป็นเวลา 16.00 น. ทำให้บรรยากาศในงานดูเงียบเหงา แต่ก็อบอุ่นไปด้วยความสุขและรอยยิ้มของผู้ที่อยู่ในงานขณะนั้น ต่างก็อวยพรให้คู่บ่าว-สาว รักกันชั่วนิจนิรันดร

ลือให้แซด “โอ-วรุฒ” หย่าเมีย
หลังตรวจดีเอ็นเอ

ลือให้แซด “โอ-วรุฒ วรธรรม” นักแสดง-พิธีกรชื่อดัง เตรียมหย่าศรีภรรยา “เก๋-เจษฎาวัลย์” หลังตรวจดีเอ็นเอ พบว่าน้องแอร์บัส ไม่ใช่ลูกชายของตัวเอง และยังมีข่าวเมาท์อีกว่า โอเป็นหมัน เจ้าตัวได้ออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่า น้องแอร์บัส เป็นลูกชายของตัวเอง 100% และยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เป็นหมัน สาเหตุ ที่เลิกกับภรรยา มาจากความประพฤติของตัวเองที่ภรรยารับไม่ได้ และภรรยาก็ขอย้ายไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด

แล้วพบกันใหม่ในปี 54 ขออวยพรให้ แฟน ๆ เดลินิวส์ทุกท่าน มีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป และร่ำรวยเงินทอง อ้อ..สุขภาพ แข็งแรงด้วยจ้า.
สรุปข่าวเด่นปี53 ข่าวดังคนบันเทิง ปี53
ปรางค์ ปิ๊กมี่ รายงาน
ที่มา เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

'เทย่า' เตรียมเปิดตัวแฟนฝรั่ง ดีใจ 'ญาญ่า' หน้าเหมือน

ทำงานโกอินเตอร์อยู่อเมริกามาปีกว่าทำให้นางเอกสาวลูกครึ่ง เทย่า โรเจอร์ หายหน้าหายตาไปจากจอโทรทัศน์เมืองไทยพักใหญ่ แต่ล่าสุดสาวเทย่าก็บินกลับมาเมืองไทย 10 วันเพื่อรับงานโดยเฉพาะ เลยคว้าตัวมาอัพเดทซะหน่อยว่าจะกลับมารับงานละครอีกครั้งเมื่อไหร่ สาวเทย่าก็แย้มว่าขอทำงานที่โน่นอีกสักพักก่อน ส่วนความรักกับหวานใจนักร้องวงร็อกอเมริกัน วง “เคาซิน” ที่ชื่อ “โคฟ” สุดแฮปปี้และอาจควงเปิดตัวที่ไทยปีหน้า รับดีใจนางเอกดาวรุ่ง ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ หน้าเหมือน

เทย่า เผยว่า “ไม่ใช่ปีแรกที่กลับมาไทยช่วงปีใหม่ ครั้งสุดท้ายเมื่อ 2 ปีที่แล้วมั้งคะ เพราะปกติคุณแม่เขาจะอยู่ที่อินโดนีเซียหรือไม่ก็เมืองไทย ได้เวลาหยุดก็จะพยายามกลับไปอเมริกา ไปหาญาติที่โน่น” ...กลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่... “เพิ่งกลับมาเมื่อวันเสาร์เช้า ๆ แล้วก็มาทำงานวันจันทร์เดี๋ยวอีก 10 วันก็กลับแล้ว จริง ๆ จะกลับมาเที่ยวมาเจอญาติ แล้วก็มาฉลองคริสต์มาสกับเพื่อน ๆ มีงานก็อยากทำนะ เพราะอดใจไม่ได้” ไม่ได้กลับมานานแค่ไหนแล้ว? “ตั้งแต่เขาประท้วงกันเลย นานที่สุดเลยก็คิดถึงค่ะ” ...เมื่อไหร่จะมีละครสักทีคนก็คิดถึง... “ประมาณปีหนึ่ง เพราะปี ค.ศ. 2011 เทย่าพยายามจะอยู่อเมริกา จะถ่ายหนัง ถ่ายโฆษณา อะไรที่ถ่ายได้จะถ่ายให้หมดค่ะ ก่อนที่จะกลับมา งานที่อเมริกาก็ดีค่ะ พยายามเรียนแอ๊คติ้งหรือเล่นหนังอินดี้ไปถ่าย ว่าง ๆ ก็ไปทำเปิดแผ่น เป็นช่างภาพบ้าง ยังไม่มีอะไรใหญ่โตเท่าไหร่มีเล่นซีรีส์ของที่โน่นบ้าง” กลับมาดูคล้ำกว่าครั้งก่อนนะ? “ไม่น่านะ ปกติก็ประมาณนี้ ไม่ก็คล้ำกว่านี้ด้วยซ้ำไม่ได้ไปอาบแดดนะ”

...ความรักกับนักร้องอเมริกันเป็นยังไงบ้าง... “ยังแฮปปี้เหมือนเดิมค่ะ คบกันมา 2 ปีกว่าแล้วค่ะ” ได้ชวนมาคริสต์มาสบ้านเรามั้ย? “เขาก็อยากค่ะ แต่มา 10 วันไม่คุ้มเขาอยู่กับครอบครัวเขาดีกว่า เท่าที่คบกันเขานิสัยดีมาก เป็นคนตั้งใจทำงานเหมือนเทย่าเพราะเขาก็อยู่ในวงการ เขาก็มีงานของเขา เทย่าก็มีงานของเทย่า เขาก็เข้าใจเทย่าจะยุ่งบินกลับไปกลับมาไม่เหมือนคนอื่น เขาก็เข้าใจ” ...เมื่อไหร่จะพามาเปิดตัวกับพี่ ๆ สื่อที่เมืองไทยบ้าง... “หวังว่าปีหน้ามั้งคะ แต่ไม่รู้เหมือนกันเขามีเวลาว่างมาไทยหรือเปล่า แต่เขาก็เคยมานะคะเขาก็ชอบมาก” ...เทย่ารู้มั้ยว่ามีดาราน้องใหม่หน้าเหมือนเราชื่อน้องญาญ่า... “ได้ข่าวค่ะ เพราะเพื่อน ๆ ที่นี่ก็ถ่ายรูปน้องญาญ่าแล้วก็ส่งมาให้เทย่าดูบอกว่าหน้าตาคล้ายกันมาก เขาน่ารักมากเลยค่ะ” เราคิดว่าคล้ายมั้ย? “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เขาก็สวยนะนับว่าโชคดีไปที่คนคิดว่าหน้าเราเหมือนหน้าเขา น่ารักมากค่ะ (หัวเราะ)”.
ที่มาเดลินิวส์

“เสี่ยอู๊ด”เครียดกินยาเกินขนาดหามส่งรพ.

“เสี่ยอู๊ด” เครียดกินยาเกินขนาด หามส่งโรงพยาบาล พ้นขีดอันตรายแล้ว เร่งสอบสวนสาเหตุ

วันนี้ 23 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า นายสิทธิกร บุญฉิม หรือ เสี่ยอู๊ด อายุ 38 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด ซึ่งถูกศาลพิพากษาคุก 5 ปี ในคดีฉ้อโกงประชาชน ด้วยการหลอกเช่าพระสมเด็จเหนือหัวกว่า 1.6 ล้านองค์ ได้เกิดอาการช็อกกะทันหัน ภายในเรือนนอน เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. โดยก่อนหน้านี้เสี่ยอู๊ดมีอาการเครียด จึงนำยานอนหลับมากินเข้าไปจำนวนมาก จนเกินอาการช็อก ไม่ได้สติ เจ้าหน้าที่ และนักโทษต้องช่วยกันปั๊มหัวใจ และรีบนำตัวส่งสถานพยาบาลในเรือนจำฯ แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงนำตัวส่งต่อมาที่โรงพยาบาลทัณฑสถานราชทัณฑ์ เบื้องต้น เสี่ยอู๊ดพ้นขีดอันตราย แต่ยังมีอาการเบลอ ปวดศรีษะ และจำเหตุการณ์ไม่ได้ แต่ล่าสุด โรงพยาบาลอนุญาตให้เสี่ยอู๊ดกลับไปพักฟื้นต่อที่เรือนจำแล้ว

ด้าน นายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เปิดเผยว่า เรือนจำได้ส่งตัวนายสิทธิกร บุญฉิม หรือ เสี่ยอู๊ด ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทัณฑสถานราชทัณฑ์จริง เบื้องต้น ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลว่า เสี่ยอู๊ดได้เกิดอาการช็อกกระทันหัน ส่วนสาเหตุนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบไม่ทราบว่าเสี่ยอู๊ดเครียดเรื่องอะไร เพราะในเรือนจำนี้ก็ไม่มีปัญหากับนักโทษรายใด ส่วนอาการช็อกน่าจะเกิดจากกินยาเกินขนาด แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นยาชนิดใด ขณะนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว และจะเดินทางไปรับตัวกลับมาคุมขังตามเดิม

รายงานข่าวเปิดเผยว่า นายสิทธิกร หรือเสี่ยอู๊ด เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด ถูกศาลพิจารณาลงโทษในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโฆษณาโดยใช้ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า และโดยใช้ข้อความที่ใช้ หรืออ้างอิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ โดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวม, ร่วมกันใช้เครื่องหมายราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต และเลียนเครื่องหมายราชการให้ปรากฏที่วัตถุ หรือสินค้าใด ๆ เหตุเกิดระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค.2550 โดยโฆษณาเผยแพร่ว่าจัดสร้างพระเครื่องที่ใช้ชื่อว่า “พระสมเด็จเหนือหัว” โดยสร้างจากมวลสารดอกไม้พระราชทาน และผ้าไตรพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อจัดสร้างพระคราวนี้เป็นการเฉพาะ และยังนำตราเครื่องหมายพระมหามงกุฎ ที่เป็นเครื่องหมายราชการของสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง และเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน มาพิมพ์ประทับไว้ที่ด้านหลังพระสมเด็จเหนือหัวทุกองค์ มีประชาชนหลงเชื่อเช่าพระดังกล่าว กว่า 1.6 ล้านองค์ ปัจจุบันนายสิทธิกร ถูกจองจำมาแล้วเป็นระยะเวลา 2 ปี ยังคงเหลือโทษจำคุก 3 ปี.
ที่มาเดลินิวส์

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ขนหัวลุกทั้งซอยกลางดึก เจอรอยเท้า'กุมารทอง'


ชาวบ้านซอย 700 ปี ชุมชนใจแก้ว ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ แห่ดูรอยเท้าเด็กบนกองทราย 9 รอย เผยได้ยินเสียงเด็กเล่นกลางดึก แต่กลับไม่มีตัวตน ทั้งๆ ที่ในย่านนั้นไม่มีเด็กเล็ก เชื่อเป็นกุมารทอง ออกมาเล่นเนื่องจากกองทรายอยู่ใกล้ศาลพระภูมิ...

เมื่อเวลา 00.30 น.วันที่ 16 ธ.ค. ชาวบ้านซอย 700 ปี หรือ ซอย 25 ชุมชนใจแก้ว ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้พากันแตกตื่น เมื่อถูกปลุกด้วยเสียงร้องอย่างตกใจของ น.ส.ภูษณิศา ชุ่มชื่น อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 543/489-850 ซอย 700 ปี ต.หนองหอย ว่า พบรอยเท้าเด็กเล็กบนกองทรายหน้าบ้าน ทั้งๆ ที่ไม่มีเด็กมาเล่นในช่วงดึกสงัดเช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านตื่นขึ้นมาและพากันมาดูต่างฉงนไปตามๆกันจนแตกตื่นเหมือนไฟลามทุ่ง

ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางเข้าไปยังจุดที่ร่ำลือกัน พบว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นซอยแคบ พบว่า บริเวณกลางซอยพบชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุงดูกองทราย ต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บ้างแสดงอาการหวาดผวา บางคนจ้องไปที่กองทรายเขม็งเหมือนต้องการหาอะไรบางอย่าง บางคนใช้ธูปลงกราบไหว้ ขอโชคขอชัยในวันหวยออก เมื่อเห็นผู้สื่อข่าว ชาวบ้านชี้ให้ดูกองทรายพบรอยเท้าปรากฏอยู่แต่เป็นรอยเท้าของเด็กวัยประมาณ ประมาณ 1 ขวบ เหยียบอยู่เห็นชัดเจนถึง 9 รอย แต่เป็นที่น่าแปลกใจเมื่อเท้าเหยียบลงไปทรายกลับไม่พังลงมา สังเกตว่าเป็นการเหยียบลงชนิดที่นุ่มมากถึงแม้บางรอยจะลึก แต่ก็เห็นชัดว่าเป็นรอยเท้าเด็กที่อาจจะถูกผู้ใหญ่จับเท้าปั๊มลงไป

น.ส.ภูษณิศา ชุ่มชื่น ที่เป็นคนพบรอยเท้าเป็นคนแรก กล่าวว่า ในช่วงเมื่อเวลา ประมาณ 5 ทุ่ม กำลังโทรศัพท์อยู่ในบ้าน ซึ่งมีกองทรายอยู่ที่หน้าบ้านข้างทาง เพื่อจะนำมาผสมปูนก่อสร้างต่อเติมบ้าน ได้ยินเสียงเด็กคล้ายเล่นเสียงดังเข้ามาในบ้าน ในตอนแรกไม่ได้เอะใจ แต่เห็นว่าเล่นอยู่ที่หน้าบ้านบริเวณกองทราย ตนแปลกใจว่าในยามดึกสงัดเช่นนี้จะมีเด็กที่ไหนมาเล่น จึงได้ชะโงกหน้าออกมาดู แต่ไม่เห็นมีเด็กแม้แต่คนเดียว และยังเห็นมีเพื่อนบ้านนั่งที่หน้าบ้านหลายคน แต่ไม่มีเด็ก จึงถามคนที่นั่งหน้าบ้านว่าเด็กมาเล่นกองทราย หรือ ซึ่งคนที่นั่งคุยกันอยู่ บอกว่าไม่เห็นมีเด็กมาเล่น ตนจึงเกิดแปลกใจจึงได้เดินไปดูที่กองทรายซึ่งอยู่ติดกับหนองน้ำ พบรอยเท้าเล็กจึงใช้ไฟส่องดูให้ชัดเจน พบว่าเป็นรอยเท้าเด็กเล็ก จากเดิมเห็นเพียง 3-4 รอย แต่เมื่อดูก็เห็นว่าเพิ่มขึ้นเป็น 9 รอย และลักษณะเป็นการเดินขึ้นบนกองทรายแต่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากที่ทรายไม่พังลงมา ตนจึงได้เรียกให้ญาติพี่น้องที่อยู่ในบ้านออกมาดู ทุกคนแปลกใจตามๆกัน จนเรื่องแพร่ออกไปชาวบ้านพากันมาดู ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆนาๆ

บางคนเชื่อว่าเป็นกุมารทองมาเล่นกองทราย บางคนอ้างว่าอาจจะเป็นวิญญาณของเด็กที่ตกน้ำตายบริเวณนี้นานแล้วมาเล่นกองทราย บางคนเชื่อว่าอาจจะเป็นรอยเท้าสัตว์อาจจะเป็นหมาหรือแมว แต่ทุกๆ คนที่เห็นต่างก็เชื่อว่าเป็นรอยเท้าของเด็กเล็กอย่างแน่นอน แต่จะน่าแปลกตรงที่ดึกดื่นเช่นนี้จะมีเด็กมาเล่นได้อย่างไร และ คนในบ้านได้ยินเสียงเด็กเล่นกองทราย แต่คนที่นั่งคุยกันหน้าบ้านยืนยันไม่มีใครเห็นเด็ก และในย่านนั้นเด็กเล็กขนาดที่พบรอยเท้าก็ไม่มี จึงพากันฉงนสนเท่ห์ไปตามๆกัน


ที่มา ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฟิล์มคว้าฉายาพ่อฟิล์มฉึกฉึก-แอนนี่ม่ายDNA

ฟิล์มคว้าฉายาพ่อฟิล์มฉึกฉึก-แอนนี่ม่ายDNA
สมาคมนักข่าวบันเทิง เปิดฉายาดารา ปี 53 ฟิล์มคว้า “พ่อฟิล์มฉึกฉึก”-แอนนี่ บรู๊ค “ม่ายดีเอ็นเอ”-ธัญญ่า “เมียหลวงลวงสังหาร”

วันนี้ 20 ธ.ค. สมาคมนักข่าวบันเทิง เปิดฉายาดารา ปี 53 พิงกี้-สาวิกา ไชยเดช “ส่าหรีลี้รัก” ด้วยความที่พิงกี้ กำลังจะก้าวสู่นางเอกบอลลีวู้ด แต่ต้องเผชิญกับมรสุมข่าวเรื่องรักสามเศร้า ทำให้เธอถึงต้องพักงานในวงการบันเทิงไทย

ธัญญ่า-ธัญญาเรศ เองตระกูล “เมียหลวงลวงสังหาร” หลายครั้งที่เธอต้องเจอมรสุมกระหน่ำชีวิตครอบครัว ทำให้เธอลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรี และสถาบันครอบครัว ด้วยวิธีการที่หลายคนคิดว่าเธอเป็นผู้กระทำ อย่างเช่น กรณีคลิปเสียง ซึ่ง ณ ตอนนี้ ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า ใครทำ เธอจึงถูกเพ่งเล็ง

ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ “พ่อฟิล์มฉึกฉึก” เนื่องด้วยความที่เป็นศิลปินโด่งดัง เป็นขวัญใจสาว ๆ และมีข่าวคราวถูกกล่าวหาว่า เป็นพ่อของลูกแอนนี่

แอนนี่ บรู๊ค “ม่ายดีเอ็นเอ” จากที่เธอออกมาบอกกับสังคมว่า ลูกของเธอมีพ่อเป็นซูเปอร์สตาร์ คือ ฟิล์ม-รัฐภูมิ แต่สุดท้ายฟิล์ม ไม่ยอมรับ และร้องขอให้ตรวจดีเอ็นเอ แต่เธอยืนกรานที่จะไม่ตรวจ เพราะเธอพูดแล้วว่า “ดีเอ็นเออยู่บนหน้าลูก”

มาช่า วัฒนพานิช “ซุป'เบอร์รี่” ข่าวคู่รักร้างที่มาแรงโค้งสุดท้าย เมื่อมาช่า หลุดปากถึงเบื้องหลังของรักร้าวระหว่างเธอ และกฤษณ์ จนกลายเป็นข่าวดัง ก่อนจะออกมาสยบข่าวว่า ไม่เคยพูดแฉคนรัก (ซุปเปอร์สตาร์ + สตอเบอร์รี่)

กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ “ปลิงปากหวาน” กฤษณ์ เป็นคนจริงจังเรื่องความรัก คบใครคบนาน ดั่งคำโบราณที่ว่า รักจริงเหมือนปลิงเกาะ บวกกับนิสัยส่วนตัวที่มีวาทศิลป์เฉพาะตัว เวลาสาวคนไหนรักกฤษณ์ ก็จะรักจริง และทุ่มเท

พลอย-เฌอมาลย์ บุณยศักดิ์ “นางฟ้ามาเฟีย” ด้วยความเป็นดาราสาวที่พร้อมด้วยความสวย และความสามารถ แถมด้วยเรื่องรักที่เธอไม่ยอมใครง่าย ๆ เธอจึงมีกลยุทธ์ที่สยบมารหัวใจได้แนบเนียน และคาดไม่ถึง

ได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ “หมวยแอ๊บแตก” จากภาพที่ทุกคนมองว่าเป็นสาวหมวยใส แต่เมื่อเกิดกรณีชิงรักหักสวาท ทำให้ภาพของเธอดูเปลี่ยนไป และถูกคู่กรณีเหน็บแหนมว่าแอ๊บแตก

เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารส “กวน มึน เมา” ด้วยบุคลิกส่วนตัวที่ออกกวน ๆ บวกกับข่าวคราวที่มีมาโดยตลอดถึงพฤติกรรมรักการดื่ม

ณเดชน์ คูกิมิยะ “ซุป'ตาร์พันธุ์ข้าวเหนียว” จากความที่เป็นพระเอกมาแรง และรักถิ่นฐานบ้านเกิด ชอบพูดภาษาอีสานด้วยความภาคภูมิใจ ไม่เหมือนกับดาราหลาย ๆ คน ที่มักจะปกปิดภูมิลำเนาของตัวเอง.
ที่มา เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"กฤษณ์" ควง"มาช่า"แจงเหตุรักร้าว

"ดีเจกฤษณ์" ควง "มาช่า " แจงเหตุเลิกกันเพราะไม่มีเวลาปัดมือที่สามเอี่ยว ยันดีเจหนุ่มไม่ได้โกงที่ดิน

วันนี้(16 ธ.ค.) เวลา 19.00 น. ที่อาคารแกรมมี่ อโศก นายกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ หรือ ดีเจ กฤษณ์ ดารานักแสงดและดีเจชื่อดัง พร้อมด้วย นส.มาช่า วัฒนพานิช หรือ ช่า ดารานักร้องนักสาว ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ทั้งคู่ทะเลาะกันเรื่องยืมเงิน 5 ล้าน และ โกงโฉนดที่ดินและเรื่องผู้หญิง จนต้องเลิกลากันโดยเรื่องนี้ ฝ่าย มาช่าเป็นฝ่ายกล่าวก่อนว่า ข่าวที่เกิดขึ้น ใน 3 ประเด็น เริ่มที่ยืมเงินไป 5 ล้านแล้วยังไม่คืน ยืนยันว่า มีหนังสือสัญญายืมเงินจริง หนึ่งฉบับอยูที่กฤษณ์ อีกฉบัยอยู่ที่ตนซึ่งระหว่างการทำหนังสือสัญญา ทั้งสองคนยังรักกันอยู่ แต่เรื่องนี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกรงว่าจะเกิดปัญหาตามมาจึงได้ทำหนังสือสัญญาไว้โดย บรรทัดสุดท้ายในหนังสือสัญญาเขียนไว้ว่า ไม่มีการคิดดอกเบี้ยใดๆทั้งสิ้นซึ่งการทำหนังสือสัญญานี้ไม่ใช่ไม่ไว้วางใจ กฤษณ์และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องเพราะหากมีการฟ้องร้องจริง กฤษณ์จะต้องได้รับ โนติส จากทนายของมาช่า

ส่วนเรื่องที่ 2 กรณีของการโกงที่ดิน ขณะนี้โฉนดที่ดินยังอยู่กับตัวของช่า และชื่อเจ้าของโฉนดก็เป็นชื่อของช่า จึงไม่มีการโกงอย่างที่เป็นข่าว ส่วนกรณีที่ 3 เรื่อง ผู้หญิงก็ยืนยันว่า เราสองคน รักกันมา 5-6ปี ไม่เคยทะเลาะกันเรื่องผู้หญิง แต่อาจจะมีการถามไถ่กันบ้าง ตามกระแสข่าว แต่ยังคงยืนว่าไม่เคยทะเลาะกันเรื่องนี้ แม้ขณะนี้จะแยกทางกันแต่ก็เป็นการแยกกันด้วยดีไม่มีการทะเลาะกัน ตนยอมรับว่าที่ผ่านมาเคยแก้ปัญหา เรื่องที่เวลาไม่ตรงกันหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถปรับเข้าหากันได้ จึงตัดสินใจเบรกความสัมพันธ์ซึ่งตนก็รู้สึกเสียดาย เพราะยังรักกันและรู้สึกดีดีให้กันอยู่

ขณะที่ นายกฤษ กล่าวว่า ยืนยัน100% ว่าที่มาแถลงข่าวในวันนี้ ไม่มีการเตรียมการใดๆ ทั้งสิ้น เราไม่ได้เคลียร์ กันมากก่อน ที่พูดมาวันนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด ซึ่งสาเหตุที่เราเลิกลากัน เคยให้สัมภาษณ์ไปหลายครั้งว่า ตนมีงานเยอะไม่มีเวลาให้กับมาช่า จึงมาคุยกันว่า ถ้าไม่มีเวลาให้กันจะทำให้สิ่งต่างๆแย่ลง จึงขอเบรกความสัมพันธ์เอาไว้ก่อน ช่วงที่เงียบหายไป สาบานได้ว่าไม่มีการเคลียร์กันมาก่อน แต่ก็ได้คุยกับมาช่าเรื่องข่าวว่า เป็นยังไง ใน 3 ประเด็นที่เป็นกระแสข่าวถึงสาเหตุที่เลิกลากันนั้น ในเรื่องการยืมเงิน ตนไม่เคยได้รับโนติส และไม่เคยมีทนายติดต่อมาซึ่งข่าวที่บอกว่า ช่า ตั้งทนายขึ้นมาก็งงอยู่ ส่วนกรณีโกงที่ดิน 20 ล้าน เรื่องนี้สามารถตรวจสอบได้ และฉโนดที่ดินก็อยู่กับมาช่า ตนอ่านข่าวก็งงว่า ตนนำโฉนดไปทำนิติกรรมตอนไหน ก็ยังถามมาช่า ก็ได้รับคำตอบว่า โฉนดอยู่กับตัวมาช่าเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มาช่าให้สัมภาษณ์กับ นสพ.ฉบับหนึ่งว่า น้อยใจกฤษณ์ มันเกิดขึ้นยังไง มาช่ากล่าวว่า คิดว่าเป็นเรื่องเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ตนไม่ทราบว่าใครมีจุดประสงค์อย่างไร แต่ในขณะที่ตนเลิกกัน ก็ไม่รู้สึกโกรธเกลียด ยังรักกันเหมือนเดิม ณ ขณะนี้ กฤษณ์ เองก็เสียหายมาก ขอยุติเรื่องนี้
ที่มา เดลินิวส์

"The Social Network" เรื่องจริงหรือหลอก

แฟ้มภาพตัวละครใน The Social Network เทียบกับบุคคลที่มีตัวตนจริงในสหรัฐฯ
ไม่น่าแปลกใจที่ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กจะคอยย้ำหนักหนาว่าภาพยนตร์เรื่อง "The Social Network" เป็นเรื่องแต่งที่เฟซบุ๊ก (Facebook) ไม่มีส่วนร่วมใดๆ และขอให้นักข่าว-นักเขียนเลือกใช้ข้อมูลที่ถูกต้องเมื่อต้องการเขียนถึงเฟซบุ๊ก

เพราะมีโอกาสสูงมากที่ผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะเผลอคิดว่านี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อร่างสร้างตัวของเว็บไซต์เครือข่ายสังคมชื่อดังอย่างเฟซบุ๊ก

ประวัติศาสตร์เฟซบุ๊กระบุไว้อยู่แล้วว่า ก่อนจะมี Facebook ตัว Zuckerberg ได้สร้างเว็บไซต์ Facemash เมื่อศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ซึ่งเป็นช่วงที่ Zuckerberg กินเหล้า-เบียร์เพราะการผิดหวังจากแฟนสาว และเริ่มระบายออกด้วยการเขียน Blog พร้อมกับการสร้างเพจสังคมสำหรับหอพักของ Zuckerberg เอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เริ่มขึ้นที่ช่วงเวลานี้เช่นกัน ข้อมูลและภาพยนตร์ระบุตรงกันว่าตอนนั้น Zuckerberg มองว่ารูปถ่ายบางรูปแปลกประหลาดมากจนสามารถนำไปเปรียบเทียบกับพวกสัตว์ต่างๆได้ จุดเริ่มต้นของ Facemash จึงเกิดขึ้นในฐานะเว็บไซต์ที่นำรูปของนักศึกษาจากหอพักทั้งหมด 9 หอ มาเขียนโปรแกรมสุ่มรูปขึ้นมาคู่กันสองรูป แล้วให้คนโหวตว่าใครสวยกว่ากัน

แน่นอนว่า Zuckerberg ไม่ได้เดินไปขอรูปมาจากนักศึกษาตัวต่อตัว แต่ใช้วิธีเจาะระบบคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยเพื่อคัดลอกรูปทั้งหมด

อย่างที่ทุกคนรู้กันดี Facemash เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงมีผู้เข้ามาร่วมสนุกมากกว่า 400 คน รูปมากกว่า 22,000 รูป ถูกเรียกดูขึ้นมาประชันกันอย่างรวดเร็ว และไม่กี่วันต่อมา มหาวิทยาลัยลงดาบปิดเว็บไซต์ Facemash แล้วสอบสวน Zuckerberg ในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวและจงใจลักลอบเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในทางที่ผิด Zuckerberg หวิดถูกไล่ออกจน The facebook ได้ถือกำเนิดขึ้นในภาคเรียนต่อมา

ข้อมูลระบุว่า Zuckerberg เริ่มสร้าง The facebook เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากบทความในหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยที่รายงานถึง Facemash โดยบทความนั้นกล่าวว่า "แท้จริงแล้ว เว็บไซต์ส่วนกลางลักษณะนี้น่าจะมีประโยชน์มากมาย"
มีหลักฐานว่า Zuckerberg เคยพูดถึง The facebook ว่ามหาวิทยาลัยต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะทำระบบลักษณะนี้ขึ้นมาได้ แต่ตัวเค้าสามารถทำได้ดีกว่าในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว แน่นอนว่าประโยคนี้ก็ปรากฏในภาพยนตร์ด้วย โดยเรื่องจริงคือภายในเวลา 24 ชั่วโมง The facebook มีสมาชิกเข้ามาลงทะเบียนถล่มทลายถึง 1,500 คน

ในปี 2005 คำว่า The ถูกถอดออกจากชื่อ The facebook ชื่อโดเมน facebook.com จึงเป็นยูอาร์แอลที่ผู้ใช้คุ้นเคยในวันนี้

ฐานเรื่องเหล่านี้ปรากฏอยู่ใน The Social Network แต่ในรายละเอียด Eduardo Saverin ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลในหนังสือเรื่อง The Accidental Billionaires: The Founding Of Facebook, A Tale of Sex, Money, Genius, and Betrayal ว่าด้วยเรื่องการก่อตั้ง Facebook เซ็กซ์ เงิน อัจฉริยะ และการทรยศ) เขียนโดย Ben Mezrich ที่ถูกดัดแปลงจนกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ ยืนยันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงล้วนๆ

Saverin ให้ความเห็นหลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์ว่า การที่ใครพูดอะไรกับใครจนทำให้เกิดเหตุการณ์ใดในเรื่องจะเป็นความจริงหรือไม่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือบทเรียนของการเป็นผู้ประกอบการที่มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งแม้จะซับซ้อน ยุ่งยาก และทรมานในการดำเนินงานเพียงไร สิ่งเหล่านี้ก็จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของธุรกิจในวันนี้ นำไปสู่การเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลก

ดูเหมือนว่านี่คือหนึ่งในหลายสิ่งที่ผู้กำกับ David Fincher (ผู้กำกับ Fight Club, Panic Room และ The Curious Case of Benjamin Button) ต้องการให้ผู้ชมได้เห็นใน The Social Network ยังไม่รวมความเป็น"คนจริง"ที่ชัดเจนของ Zuckerberg ซึ่งฉายแววจรัสแสงโดยไม่ต้องใช้เวลากล่อมเกลา ความสำเร็จของเฟซบุ๊กที่สื่อผ่านคำว่า "ประเทศที่ไม่มีถนน ยังมีเฟซบุ๊ก" ความโดดเดี่ยวไร้เพื่อนสนิทของผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก รวมถึงแนวคิดที่ว่า "สร้างเทพต้องสร้างมารก่อน"

อย่าหวังว่า The Social Network จะให้คำตอบว่า Zuckerberg คือเทพหรือมาร หรือ Zuckerberg สร้าง Facebook เพราะต้องการผู้หญิงหรืออำนาจจริงหรือไม่ แต่ให้หวังว่า The Social Network จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คุณได้ไม่มากก็น้อย

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ไทม์ชู "ซีอีโอเฟซบุ๊ก" บุคคลแห่งปี 2010

แม้สัปดาห์ที่แล้วจะมีข่าวว่า Julian Assange ผู้ก่อตั้ง WikiLeaks เว็บไซต์แฉเอกสารลับระหว่างประเทศคือตัวเก็งที่จะได้เป็นบุคคลแห่งปี 2010 ของนิตยสารไทม์ (Time magazine) ปรากฏว่าแชมป์ Person of the Year ปีนี้กลับกลายเป็น Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เครือข่ายสังคม Facebook แทน

ข่าวลือเรื่องการเป็นตัวเก็งบุคคลแห่งปีของผู้ก่อตั้ง WikiLeaks นั้นมาจากรายงานของ Drudge Report แหล่งข่าวในรายงานชี้ว่าชื่อของ Assange มาจากการโหวตของผู้อ่านที่สิ้นสุดลงเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับการยกตำแหน่งบุคคลแห่งปีให้กับผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ไทม์ให้เหตุผลว่าเฟซบุ๊กนั้นได้ประสานโลกของสังคมชาวมนุษย์อย่างลงตัว โดยย้ำว่าไม่ใช่เฉพาะชาวอเมริกัน แต่เป็นมนุษย์ทั่วทุกมุมโลกที่มีอินเทอร์เน็ตใช้งาน

"มากกว่าครึ่งของชาวอเมริกันขณะนี้มีชื่อสมาชิกที่ลงทะเบียนกับเฟซบุ๊ก แต่มากกว่า 70% ของผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งหมดเป็นผู้ใช้หลากหลายสัญชาติไม่ใช่เฉพาะอเมริกัน นี่คือการปฏิวัติการสื่อสารของโลกอย่างแท้จริง เรากะลังเข้าสู่ยุคของเฟซบุ๊ก และ Mark Zuckerberg คือคนที่ทำให้พวกเรามาถึงจุดนี้"

เทียบกันแล้ว Assange แห่ง Wikileaks นั้นสามารถสร้างเพื่อนได้น้อยนิดในสถานการณ์ที่ยากเข็น

Assange เป็นชาวออสเตรเลียที่เพิ่งถูกตำรวจยุโรปจับกุมตัวจากคดีข่มขืนหญิงชาวสวีเดน 2 รายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา โดย Assange เป็นฝ่ายเดินทางไปมอบตัวที่สถานีตำรวจและปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และบอกว่าจะให้ความร่วมมือกับตำรวจสวีเดนเพื่อล้างมลทินของตัวเอง ซึ่งแม้โฆษกของ WikiLeaks จะกล่าวว่าการจับกุมตัว Assange จะไม่มีผลใดๆต่อการดำเนินงานของ WikiLeaks แต่หลายปัจจัยกลับทำให้ WikiLeaks มีความเสี่ยงระงับการให้บริการ เช่น บริการจ่ายเงินออนไลน์ PayPal, บัตรเครดิต MasterCard, บัตรเครดิต Visa และธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ Swiss Post Office Bank ต่างปิดบัญชีของ Assange ด้วยเหตุผลว่า “ละเมิดสัญญาการใช้งาน” โดยทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

ปัจจุบัน เฟซบุ๊กมีผู้ใช้มากกว่า 550 ล้านราย ขณะที่ไทม์มีธรรมเนียมคัดเลือกบุคคลแห่งปี (Person of the Year) เป็นประจำทุกปี ซึ่งไทม์นั้นเคยสร้างความฮือฮาแล้วในปี 2006 โดยประกาศให้ You (พวกคุณทุกคน) เป็นบุคคลแห่งปีมาแล้ว

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พบพืช-สัตว์พันธุ์ใหม่ในประเทศไทย25ชนิด


พบพืช-สัตว์พันธุ์ใหม่ในประเทศไทย25ชนิด ทีมนักวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย ทั้งพืช และสัตว์รวม 25 ชนิด ไฮไลต์อยู่ที่ "หอยนักล่าเกลียวเชือก" เป็นหอยขนาดจิ๋ว วงศ์ใหม่ของโลก รูปร่างต่างจากหอยทั่วไป เปลือกสีขาวทรงกระบอก เรียวเวียนขวา สูงแค่ 5 มม. พบมากตามพื้นที่ชื้นแถบป่าภาคตะวันออก มักหากินหลังฝนตก ขณะที่ “แตนเบียนหนวดยาวสุพจน์” พบที่เชียงใหม่ ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯคนปัจจุบัน เตรียมต่อยอดองค์ความรู้ทั้งทางการแพทย์ เกษตร และอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่อาคารจัตุรัสจามจุรี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ภายใต้การสนับสนุนของโครงการแผนพัฒนาวิชาการ จุฬาฯ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ แถลงข่าวเปิดนิทรรศการ “การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” จัดแสดงสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ 25 ชนิด ที่ค้นพบเป็นครั้งแรกของโลกในประเทศ ไทย ตั้งแต่วันที่ 13-16 ธ.ค. โดย รศ.จริยา เล็กประยูร หัวหน้าโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า เฉพาะในปี 2553 นักวิจัยไทยได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ในประเทศไทยมากถึง 23 ชนิด ทั้งพืช และสัตว์ อาทิ หอยนักล่าเกลียวเชือก, ทากดูดเลือดลายจุดเขาใหญ่, ไรอะดามิสไทย, ตะเข็บน้อยหนังช้าง, แตนเบียนหนวดยาวฟาลิเซีย, แตนเบียนหนวดยาวสุพจน์, หอยต้นไม้ลายจุด, กิ้งกือมังกรสีชมพู, กบห้วยขาปุ่มจารุจินต์, โฮย่าบาลา และหญ้าข้าวป่าไทย เป็นต้น ซึ่งการค้นพบดังกล่าวจะนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ทั้งทางการแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรม

ด้าน ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา อาจารย์ประจำภาคชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ค้นพบ “หอยนักล่าเกลียวเชือก” กล่าวว่าหอยดังกล่าวถือเป็นไฮไลต์ของงานนี้ เนื่องจากเป็นการค้นพบหอยวงศ์ใหม่ของโลก (Diapheridae) รูปร่างต่างจากหอยทั่วไป มีเปลือกสีขาว รูปทรงกระบอกเรียว เวียนขวา ปลายยอดมนทู่ สูงประมาณ 5 มิลลิเมตร มี 8-9 ชั้น พบมากตามพื้นที่ชื้น มีเศษซากใบไม้ทับถมเน่าเปื่อย โดยเฉพาะในแนวเขาหินปูน มักหลบซ่อนอยู่ใต้ซากใบไม้ในตอนกลางวัน และมักออกหากินหลังฝนตก ช่วงที่มีอากาศชื้น และตอนกลางคืน โดยจะล่าหอยชนิดอื่นที่มีขนาดเล็กกว่า และไข่แมลงต่าง ๆ เป็นอาหาร หอยนักล่าเกลียวเชือกมีความสำคัญต่อระบบนิเวศในพื้นที่ด้านการควบคุมประชากรแมลงไม่ให้มีมากเกินไป หอยในสกุลนี้ส่วนใหญ่พบในประเทศฟิลิปปินส์ ประมาณ 40 ชนิด ในประเทศอื่น ๆ แถบอินโดจีนพบ 5 ชนิด สำหรับหอยนักล่าเกลียวเชือกชนิดนี้พบเฉพาะในภาคตะวัน ออกของไทย ในเขต อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี อ.เขาชะเมา จ.ระยอง และอ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว

ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่านอกจากนี้เรายังพบ “แตนเบียนหนวดยาวสุพจน์”(Hannongbuai) ซึ่งตั้งตามชื่อสกุลเพื่อเป็นเกียรติกับ ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ คนปัจจุบัน โดยแตนชนิดดังกล่าวมีความยาวลำตัวประมาณ 12-13.5 มิลลิเมตร ความยาวปีกคู่หน้า 10.5-11.5 มิลลิเมตร ลำตัวและขามีสีเหลืองส้ม แต่หน้ามีสีดำ พบได้ทั่วไปในประเทศอินโดนีเซีย และพม่า สำหรับประเทศไทยพบที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ และน้ำตกวชิรธารในอุทยานแห่งชาติดอย อินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ส่วนหอยต้นไม้ลายจุด มีลักษณะเปลือกเป็นทรงกรวย เปลือกบาง มีขนาดเล็ก ส่วนยอดแหลมและมีจุดสีดำ เปลือกสูง 5-10 มิลลิเมตร เวียนขวา พบอาศัยตามใต้ใบไม้และกิ่งของต้นไม้พุ่มขนาดเล็กจนถึงปานกลาง ในพื้นที่ป่าที่มีความชุ่มชื้นสูง หอยสปีชีส์นี้อาจจะกินใบไม้บนต้นไม้ หรือไลเคนส์ที่ขึ้นตามต้นไม้ที่หอยอาศัยอยู่เป็นอาหาร พบครั้งแรกที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และพบการแพร่กระจายเพิ่มเติมที่เขาม้าร้อง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขาพนมวัง อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี และอุทยานแห่งชาติเขานัน จ.นครศรีธรรมราช.
ที่มา เดลินิวส์

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เคนบวชได้ฉายาธีรวังโส หน่อย-ลูกขอบิณฑบาต

"เคน" ธีรเดช วงศ์พัวพันธิ์ และ "ใหญ่" วัชรเกียรติ บุญภักดี นักแสดงช่อง 3 เข้าพิธีลาอุปสมบทที่วัดสระเกศ มีพระพรหมสุธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์...

ทั้งนี้ ได้มีญาติธรรมของเคนมาร่วมงานบุญมากมาย ตลอดจนเพื่อนนักแสดงช่อง 3 ด้วย โดยก่อนเข้าพิธีอุปสมบท เคนเปิดใจแก่สื่อมวลชนว่า ตั้งใจบวชเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยจะไปจำพรรษาที่วัดแห่งหนึ่งในจ.นครราชสีมา ด้านหน่อย-บุษกรภรรยา เผยว่า จะชวนลูกชายคนโต น้องคุณ ไปบิณฑบาตพระวันแรกที่โคราชด้วย

-มีความตั้งใจกับการบวชครั้งนี้มานานแค่ไหน
(เคน) คิดมาตั้งแต่ต้นปีแล้วครับ คนรอบข้างก็มีแต่คนบวช ตอนนั้นตัวเราก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไร จนปีที่แล้ว น็อตก็บวช ก็เลยรู้สึกว่าเออเราก็อยากจะบวชบ้าง

-วางแผนไว้ยังไงบ้างกับการบวชครั้งนี้ บวชกี่วัน บวชแล้วไปที่ไหน ยังไง
(เคน) ก็ 2 อาทิตย์ครับ แล้วก็ย้ายไปที่เขาใหญ่

-แล้วจะจำวัดที่นี่กี่วัน
(หน่อย) อาทิตย์หนึ่ง
(เคน) แล้วก็ย้ายไปที่เขาใหญ่ แล้วกลับมาสึกที่วัดสระเกศ

-คืออยากจะศึกษาพระธรรมอย่างสงบ
(เคน) เราก็เป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสในศาสนา เกิดมาในฐานะที่เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง อยากจะบวชให้กับตัวเราเองด้วย นอกจากที่ตัวเราเองจะได้ ก็ยังได้ที่คุณพ่อคุณแม่ด้วย ตอนก่อนแต่งงาน เราก็ไม่ได้บวช ก็เลยอยากทำให้กับท่านบ้าง

-ก่อนหน้านี้คุณพ่อคุณแม่เคยบอกอยากให้เคนบวชบ้างไหม
(เคน) ก็ไม่ถึงกับบังคับอะไรนะครับ คือเป็นคนที่บ้างานมากครับ ตอนไปบอกคุณพ่อคุณแม่่ก็ดีใจ ยังบอกว่าเออนึกว่าจะไม่บวชแล้ว เพราะเห็นว่าโตแล้วมีครอบครัวมีลูกแล้ว

-พี่หน่อยเป็นยังไงบ้าง ตอนที่เคนตัดสินใจบวช
(หน่อย) ดีคะ ก็บอกกับเขาอยู่แล้วให้เคนบวช พอเขาว่าปีนี้จะบวช ก็จัดการให้เป็นแม่งาน แล้วให้ผู้ใหญ่

-บวชหลังเบียดยังงี้คุณพ่อคุณแม่ได้ติเตือนอะไรไหมครับ
(เคน) ตอนที่ไปขอขมาคุณพ่อคุณแม่ก็คือจริงๆ เราบวช คนที่ดีใจที่สุดก็คือคุณพ่อคุณแม่ครับ ไม่ว่าจะก่อนจะหลัง ยังไงก็คงไม่มีคำว่าสายไป คือความตั้งใจจะบวช

-แอบมีน้ำตาไหลกันบ้างไหม
(เคน) ก็มีครับ คือว่าตัวผมเองก็นั่งลง เพราะว่าเกิดมาก็ไม่เคยลงไปกราบที่เท้าคุณพ่อคุณแม่เหมือนกัน นั่งซึ้งครับ

-แล้วจะคิดถึงลูกไหม 2 อาทิตย์ไม่ได้เห็นหน้า
(เคน) ก็คงคิดถึงแหละครับ แต่ไม่อยากคิดไปไกล เพราะเราไปศึกษาพระธรรม ไม่อยากให้มีห่วงอะไร

-แล้วจะไปหาที่วัดทุกวันเลยไหม
(หน่อย) เอาไว้ดูก่อน แต่จริงๆ ก็ตั้งใจจะมาอยู่แล้ว

-พาน้องมาด้วยไหม
(หน่อย) น้องคนเล็กก็อาจจะไม่สะดวก ส่วนน้องคุณก็ดี คือจะได้ให้เขารู้วิธีการทำบุญ ปกติก็พาเขาไปทำบุญแบบหยอดเหรียญยอดตามตู้ เขาจะได้รู้วิธีทำบุญเป็นยังไง กราบพระเป็นยังไง

-บอกน้องยังไงว่าพ่อเคนจะบวช สื่อสารกันยังไง
(หน่อย) ก็บอกว่าเดี๋ยวพ่อจะเป็นพระแล้วนะ "นะโมตัสสะ" แล้วนะน้องคุณ เขาจะรู้จักแล้วว่า "นะโมตัสสะ" นี่คือเป็นพระ

-แล้วส่วนใหญ่วางแผนยังไง จะรับละครเลยไหม หรือรอให้ผมขึ้นก่อน
(เคน) สึกมาก็ได้หยุดละครับ

ด้าน ใหญ่ วัชรเกียรติ เผยแก่สื่อมวลชนว่า ตนเองเป็นคนชวนเคนบวชเอง เพราะคิดว่าอายุมากแล้ว น่าจะบวชสักครั้งในชีวิตลูกผู้ชาย และตนเองอายุ 40 ปีพอดี และมีวันเกิดตรงกับเคน ก็ตัดสินใจบวช ทั้งนี้ตนเองตั้งใจจะสละโสดในปีหน้ากับคุณพิณทิพย์ สาวแบงก์ที่คบกันมานานกว่า 20 ปีด้วย

สำหรับดาราและบุคคลในแวดวงบันเทิงที่มาร่วมอนุโมทนาบุญในวันนี้ อาทิ ยุวดี ไทยหิรัญ, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช, มล.ปิยาภัสสร์​ ภิรมย์ภักดี, เพ็ญพักตร์​ ศิริกุล, ดิลก ทองวัฒนา, เจนี เทียนโพธิ์สุวรรณ, ชมพู่ อารายา เอฮาร์เก็ต, เชอรี่ เข็มอัปปร, น็อต วรฤทธิ์, แคทลียา แม็คอินทอช, หอย เกียรติศักดิ์ อุดมนาค เป็นต้น

ทั้งนี้ เคน ธีรเดช ได้ฉายา ธีรวังโส แปลว่า ผู้มีวงศ์บัณฑิต ส่วนใหญ่-วัชรเกียรติ ได้ฉายาว่า กิตติวังโส แปลว่า ผู้มีวงศ์ขจรไกล
ที่มา ไทยรัฐ

ดาราสาวพอลล่า บินวิวาห์ที่ฮ่องกง

ดาราสาว "พอลล่า เทเลอร์" บินเงียบเข้าพิธีวิวาห์กับคู่หมั้นนักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งแล้วที่ฮ่องกง หลังแอบหมั้นมาเกือบปีเพิ่งมาปูดข่าวเมื่อปลาย ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีแต่ก๊วนเพื่อนสนิทตามไปร่วมเป็นสักขีพยาน ทีแรกบอกแค่ไปจัดปาร์ตี้สละโสด แต่ความมาแตกเมื่อเพื่อนร่วมทางทวิตข้อความเข้าทวิตเตอร์แสดงความยินดีที่ได้เปลี่ยนนามสกุล...
หลังจากที่ดาราสาวลูกครึ่ง พอลล่า เทเลอร์ ออกมายอมรับเมื่อปลายเดือน  ต.ค.ที่ผ่านมา  ว่า  ได้หมั้นกับแฟนหนุ่มนักธุรกิจลูกครึ่งจีน-อังกฤษ เอ็ดเวิร์ด บัทเทอรี่อย่างเงียบๆมาตั้งแต่ต้นปี และจะจัดพิธีฉลองวิวาห์ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ท่ามกลางความยินดีของเพื่อนพ้องในวงการ แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจู่ๆนางเอกสาวพอลล่าได้ดอดบินไปฮ่องกงพร้อมคู่หมั้นหนุ่ม และเข้าพิธีวิวาห์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีเพื่อนสนิทของดาราสาว ได้แก่ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ นานา ไรบีนา โอซา แวง วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ เจนสุดา ปานโต และเพชร-บุญญาภรณ์ เบญจรงคกุล ปุญญาภรณ์ บินไปร่วมเป็นสักขีพยาน
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากนั้นไม่นาน นานา ไรบีนา หนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทที่เดินทางไปร่วมงานมงคลในครั้งนี้ก็ได้ทวิตข้อความเข้ามาในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า "ขอแสดงความยินดีกับมิสซิสบัทเทอรี่ด้วย" จากนั้น ก็มีเพื่อนๆ อาทิ แอน-อลิชา เจนี่ ได้ทวิตข้อความแสดงความยินดีตามหลังมาติดๆ ซึ่งเมื่อสอบถามไปยังเพื่อนของดาราสาวพอลล่าที่ยังอยู่ในเมืองไทยถึงข้อความแสดงความยินดีดังกล่าว ซึ่งก็ได้รับการเปิดเผยจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งของพอลล่า ยืนยันว่า พอลล่าเดินทางไปฮ่องกงจริง ไปตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มเพื่อนสนิทเดินทางไปด้วยกันหลายคน
เพื่อนของพอลล่าคนดังกล่าวยังระบุอีกว่า ก่อนหน้าดาราสาวพอลล่าได้ให้ข่าวว่าการเดินทางไปฮ่องกงในครั้งนี้  เป็นการไปจัดงานปาร์ตี้สละโสดกับว่าที่เจ้าบ่าวและเพื่อนๆ  แต่ความจริงแล้วเป็นการเดินทางไปเข้าพิธีแต่งงาน ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมแอลเอฟเค ในฮ่องกง โดยมีผู้มาร่วมงาน ได้แก่ พ่อแม่ของเอ็ดเวิร์ดที่อยู่ที่ฮ่องกงอยู่แล้ว และเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น และก็คาดว่า ดาราสาวจะจดทะเบียนสมรสที่ฮ่องกงด้วย ก่อนที่จะบินกลับมาเมืองไทยพร้อมกลุ่มเพื่อนๆ ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ เนื่องจากมีงานต้องกลับมาทำ ส่วนพิธีวิวาห์ในไทยที่กำหนดไว้เป็นงานฉลองสมรส ยังคงเป็นไปตามเดิมคือวันที่ 22 ธ.ค.นี้
ล่าสุดเวลา 4 ทุ่ม เมืองไทย พอลล่า ทวิตเตอร์ว่า "ตอนนี้ฉันคือคุณนายพอลล่า เทเลอร์ เต็มตัว อย่างเป็นทางการแล้ว"
ที่มา ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เอแบคโพลเผยปชช. ยกติ๊ก-เจษฎาภรณ์,อั๊ม-พัชราภา ดาราแห่งปี53

เอแบคโพลเผยปชช. ยกติ๊ก-เจษฎาภรณ์,อั๊ม-พัชราภา ดาราแห่งปี53 12 ธ.ค. 53 รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ เอแบคโพล ได้โหมโรงเปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง “ที่สุดแห่งปี 2553 ด้านบันเทิง จากกรณีศึกษา ตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปใน 19 จังหวัดของประเทศ” จำนวนทั้งสิ้น 2,499 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในวันที่ 1-11 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา

โดยจากผลสำรวจกล่าวพบว่า ดาราชายไทย ที่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน มากที่สุดในปี 2553 ได้แก่ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี มีคะแนนความนิยมของประชาชนร้อยละ 20.6 เบียด เคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ที่ได้คะแนนร้อยละ 19.4 ไปอย่างเฉียดฉิว

ส่วนดาราหญิงไทย ที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2553 ได้แก่ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ ที่ได้คะแนนความนิยมนำโด่งร้อยละ 24.1 ทิ้งห่างแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ ที่ได้คะแนนร้อยละ 18.1

ขณะที่นักร้องชาย และนักร้องหญิงของไทย ที่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนมากที่สุดในปี 2553 นั้น ฝ่ายชายอันดับที่ 1ได้แก่ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย ได้ ร้อยละ 22.0 อันดับที่สองได้แก่ บี้ สุกฤษฏิ์ วิเศษแก้ว

ส่วนฝ่ายหญิงเป็น ดา เอ็นโดฟิน ได้ร้อยละ 19.8 และอันดับที่สอง คือ ตั๊กแตน ชลดา ได้ ร้อยละ 13.8
ทางด้านกลุ่มนักร้อง/วงดนตรี ที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2553 อันดับที่หนึ่ง คือ บอดี้แสลม ได้ ร้อยละ 29.2 อันดับที่สอง คือ แคลช ได้ ร้อยละ 12.4 อันดับที่สาม คือ โปเตโต้ ได้ ร้อยละ 11.9
ขณะที่ ละครไทยที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2553 อันดับที่ 1 คือ ธาราหิมาลัย (ช่อง 3) ได้ร้อยละ 16.0 อันดับที่สอง คือ วนิดา (ช่อง3) ได้ร้อยละ 13.6 อันดับที่สามคือ 365 วันแห่งรัก (ช่อง 3) ได้ร้อยละ 11.7

อันดับที่สี่คือ มาลัยสามชาย (ช่อง 5) ได้ร้อยละ 9.1 และอันดับที่ห้าคือ นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว (ช่อง 7) ได้ร้อยละ 7.5 ตามลำดับ

สำหรับ ภาพยนตร์ไทย ที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2553 อันดับที่ 1 คือ สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก ได้ ร้อยละ 19.2 อันดับที่สอง คือ กวน มึน โฮ ได้ ร้อยละ 18.3

อันดับที่สาม คือ ตุ๊กกี้ เจ้าหญิงขายกบ ได้ ร้อยละ 11.2 อันดับที่สี่ คือ หลวงพี่เท่ง 3 ได้ ร้อยละ 9.0 และ ชั่วฟ้าดินสลาย ได้ ร้อยละ 7.5 ตามลำดับ
ที่มา news.mthai

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“ดีเจกฤษณ์”โต้ประเด็นร้อนเงิน-ที่ดิน-ผู้หญิง

ยอมรับยืมเงินจริง แต่ ยอดแค่ 5 ล้าน ชี้โฉนดที่ดิน 20 ล้าน แค่เปรยว่าจะยืมไปค้ำประกันเงินกู้ สุดท้ายไม่ได้ใช้ ยันไม่เคยมั่วหญิงอื่น


วันนี้ ( 10 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ชั้น 21 อาคารจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ อโศก เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา ดีเจชื่อดัง”กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์”วัย 31 ปี เดินทางมาพร้อมกับนายสุชาติ จันทโรภาสกร ทนายความ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเพื่อแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีที่กฤษณ์ตกเป็นข่าวว่ายืมเงินจากอดีตแฟนสาว และนักร้องชื่อดัง”มาช่า วัฒนพานิช”หลายล้านบาท รวมทั้งชี้แจงเรื่องที่นักร้องสาวไปตรวจเลือด อ้างว่าระหว่างคบกันฝ่ายชายได้คบหาหญิงอื่นด้วย กฤษณ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากข่าวที่ลงในวันที่ 4 และ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนอยากจะพูด 4 ประเด็นหลักที่เป็นข่าวทั้งนั้น ส่วนประเด็นที่ไม่เป็นข่าว ตนไม่ขอพูดถึง เรื่องแรกเรื่องยืมเงิน 8-9 ล้านบาท 2.เรื่องที่ดินมูลค่า 20 ล้านบาท 3.เรื่องของการมั่วผู้หญิง และ 4.เรื่องที่ตนจะแฉมาช่า ตนขอเริ่มเรื่องแรกได้มีการเขียนว่ามาช่า วัฒนพานิช วัย 40 กะรัตออกมาแฉพฤติกรรมแฟนหนุ่มรุ่นน้องกฤษณ์ ถึงชนวนเหตุที่ต้องเลิกกันว่าเป็นเพราะเรื่องเงินที่ฝ่ายชายยืมไป 8 ล้านบาท แต่ใช้กลับคืนมา 2-3 ล้านบาท โดยเขียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้ตนเลิกกับมาช่า

“เรื่องที่ 2 คือเรื่องเอกสารโฉนดที่ดินมูลค่า 20 ล้านบาทที่ผมขอใช้ดำเนินการอะไรสักอย่าง ซึ่งผมไม่ทราบจริงๆ ว่าปัจจุบันโฉนดอยู่ที่ไหน และเอาไปทำอะไรบ้าง ผมให้ทนายทวงถามไปแล้ว ผมขอพูดถึง 2 เรื่องนี้ก่อน ผมกับมาช่าคบกันมา 6 ปีเต็ม แน่นอนว่าเราก็ต้องมีเรื่องของเงินที่ผ่านมือทั้งของผมและมาช่าแน่นอน ซึ่งคงไม่ใช่เป็นการยืมอย่างเดียว บางทีก็เป็นการฝากกันทำอย่างโน้นอย่างนี้บ้าง ผมคงไม่ลงรายละเอียด เรื่องเงินผมก็ไม่ได้ยืมมาช่าอย่างเดียว มาช่ายืมผมก็มี ยืมผ่านมือกันไปมา เป็นเรื่องปกติของคนที่ใช้ชีวิตคู่ ตลอดระยะเวลา 6 ปีถ้าเราไม่ดีต่อกัน คงไม่คบกันมานาน 6 ปี ถึงตัดสินใจจะแต่งงานกันอย่างที่เป็นข่าว ส่วนความรู้สึกที่ผมมีต่อมาช่ายังรักเขาเสมอ แต่ปัจจุบันเราแยกทางกันด้วยเหตุผลใดก็ตามผมไม่ขออธิบาย เป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ”ดีเจดังย้ำ

จากนั้นกฤษณ์ เปิดเผยถึงเรื่องโฉนดที่ดินมูลค่า 20 ล้านบาท ว่า เมื่อ 3 ปีก่อน ตนเริ่มเปิดบริษัทกับหุ้นส่วน มีอยู่ครั้งหนึ่งคุยกับมาช่าเรื่องขอยืมโฉนดที่ดินของเขาเพื่อจะนำมาเป็นแบ็คอัพ และขอวงเงินโอดี(เงินกู้เกินบัญชี)จากทางธนาคาร ซึ่งตอนนั้นบริษัทเพิ่งจะเปิดทำการ ยังไม่มีเครดิตที่จะขอวงเงินโอดีนี้ได้ เราพูดคุยกัน และมาช่ามีสติดีทุกอย่าง และทราบว่าตนจะเอาโฉนดที่ดินไปขอวงเงินโอดี พอเวลาผ่านไปการดำเนินการยังไม่เกิดขึ้น เป็นแค่การพูดคุย และดูรายละเอียดกันเฉยๆ มาช่าได้คุยกับตนว่าที่ดินตรงนี้เป็นชื่อมาช่า แต่บริษัทเป็นชื่อของตนและหุ้นส่วน ถ้าเกิดว่าเรายังไม่ได้แต่งงานกัน ถ้าเอาที่ดินตรงนี้มาแบ็คอัพบริษัทตน แล้วต่อไปถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร ตนได้คุยกับมาช่าว่า ถ้าตนเอาที่ดินผืนนี้มาแบ็คอัพบริษัท ตนจะโอนหุ้นครึ่งหนึ่งของบริษัทให้กับคุณมาช่า แต่เป็นแค่การพูดคุย ยังไม่ได้ทำนิติกรรมอะไรทั้งสิ้น พอผ่านไปสักพัก เราเริ่มรู้แล้วว่าคงจะไปด้วยกันไม่ได้ ต้องแยกทางกัน สิ่งที่คุยกันทุกอย่างได้ล้มเลิกไป ไม่มีการทำนิติกรรมใดๆ ทั้งสิ้น โฉนดตัวจริงยังอยู่กับมาช่า และข้อความที่ลงบอกว่ามีการให้ทนายทวงถาม อันนี้ตนยืนยันว่าไม่มีทนายมาทวงถามตนเกี่ยวกับเรื่องนี้

จากนั้นนายสุชาติ ทนายความส่วนตัว ได้กล่าวถึงวิธีการตรวจสอบว่าโฉนดนี้ถูกนำเอาไปทำนิติกรรมใดหรือไม่ ว่า“โฉนดมูลค่า 20 ล้านบาทที่คุณมาช่ามีความกังวลว่าทางคุณกฤษณ์เอาไปดำเนินการอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ทราบว่าตอนนี้โฉนดอยู่ที่ไหน ทางคุณกฤษณ์ยืนยันว่าต้นฉบับโฉนดไม่ได้อยู่ที่คุณกฤษณ์ ที่นี้ถ้าเกิดว่าคุณมาช่ายังติดใจในส่วนนี้อยู่ว่ามีการไปดำเนินการอะไรยังไง ก็ให้คุณมาช่าไปที่สำนักงานที่ดิน ตรวจสอบสารบบในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ไปตรวจสอบต้นฉบับโฉนดที่ดินด้านหลังจะมีสารบัญอยู่ ถ้ามีการดำเนินการอะไร ด้านหลังจะปรากฏนิติกรรมที่ไปดำเนินการ”

ดีเจ”แฉแต่เช้า”กล่าวต่อไปว่า”เรามาว่ากันต่อถึงเรื่องเงิน ปีที่ผ่านมาบริษัทของตนได้เครดิต และวงเงินจากธนาคารมาพอดี ซึ่งเครดิตและวงเงินอันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับตัวโฉนดฉบับนี้ เป็นเครดิตที่ทางบริษัทสร้างมา และทางธนาคารก็พิจารณามอบให้ พอเราจะตัดสินใจว่าจะแยกทางกัน ได้มีการเคลียร์ทรัพย์สินทั้งหมดระหว่างผมกับมาช่าอย่างชัดเจน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ติดค้างกันอยู่ คือ เงินที่ผมติดค้างมาช่าอยู่ 5 ล้านบาท ไม่ใช่ 6 ล้าน 7 ล้าน 8 ล้านอย่างที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา มาช่าได้ให้ผมเซ็นสัญญาหนังสือรับสภาพหนี้ 1 ฉบับ ซึ่งหนังสือสัญญาฉบับนี้ได้ระบุตัวเลขชัดเจนว่าผมติดเงินมาช่าหลังเคลียร์เรื่องทรัพย์สินกันเรียบร้อยเป็นจำนวน 5 ล้านบาทถ้วน มีลายเซ็นของผมและมาช่าอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ผมจะให้ทนายของผมติดต่อกับทนายของมาช่า เพื่อจะได้ทำหนังสือสัญญาให้ถูกต้องตามกฎหมาย ลงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการคืนเงิน ระบุวันที่ และจำนวนเงินให้ชัดเจน

กฤษณ์ กล่าวต่อไปว่า “ส่วนเรื่องที่ 3 คือการมั่วผู้หญิง ซึ่งมีการเขียนข่าวว่า “ยิ่งตอนนี้รู้ว่าเขามั่วผู้หญิง ตนรู้สึกเป็นกังวลมาก จนต้องไปให้แพทย์เจาะเลือดตรวจ ระหว่างรอผลตรวจเลือดใจคอไม่ค่อยดี แต่พอรู้ว่าไม่เป็นอะไรจึงโล่งอก” เรื่องนี้ผมขอพูดว่าตลอดระยะเวลา 6 ปีที่คบมาช่าผมไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงหรือทะเลาะกันเรื่องผู้หญิงแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ทราบว่ามาช่าได้รับข่าวสารข้อมูลมาจากไหน แต่ผมกำลังจะบอกว่าข่าวสารข้อมูลนั้นไม่เป็นความจริง พอมันไม่เป็นความจริง แล้วมีการมาลงในสื่อสาธารณะ ตัวผมก็เสียหาย มันลุกลามใหญ่โตจนเป็นเรื่องของการตรวจเลือดอะไรก็แล้วแต่ ผมขอปฏิเสธ ส่วนตัวผมภาพลักษณ์อาจจะเจ้าชู้ อย่างในรายการ“แฉแต่เช้า” อาจมีการแซวกันในรายการ อยากจะให้สื่อและประชาชนเข้าใจว่านั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในรายการ แซวเพื่อความสนุกสนาน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มาช่าไปตรวจเลือด แต่ผมไม่ได้ตรวจ เพราะมั่นใจว่าไม่ได้เป็นแน่ๆ และก็ไม่ได้มั่วผู้หญิง”

ดีเจชื่อดังกล่าวต่อไปอีกว่า”เรื่องที่ 4 คือเรื่องที่บอกว่าผมจะออกมาแฉมาช่า ขอยืนยันว่าส่วนตัวไม่มีนิสัยจะออกมากล่าวหา หรือแฉคนที่ผมรัก ผมจะไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่นอน ฉะนั้นนับตั้งแต่นี้ ถ้ามีสื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุมาแอบอ้างว่าผมได้มีการพูดนั่นนี่ และไม่มีหลักฐานชัดเจน ตรงนี้ผมจะต้องปกป้องสิทธิ และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด สิ่งแรกที่จะทำคือจะให้ทนายติดต่อทนายของมาช่าให้เร็วที่สุดเพื่อคืนเงินก้อนนี้ อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไปถ้ามีการลงข้อความ หรือภาพที่ทำให้ผมและบริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง คงต้องให้ทางระบบกฎหมายดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ส่วนอีกเรื่องคือหลังจากนี้ 7 วัน ผมอยากให้มาช่าออกมาชี้แจงประเด็น 3 เรื่องนี้ คือ 1.เรื่องเงิน 5 ล้าน 2.โฉนด 20 ล้านบาท และ 3.เรื่องการมั่วผู้หญิง เนื่องจาก 3 เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ทำให้ผมเสียหาย อยากให้มาช่าออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร อันนี้เป็นการเรียกร้องเฉยๆ ผมยังไม่ได้คิดว่าถ้าคุณมาช่าไม่ชี้แจงจะออกมาดำเนินการอะไรต่อไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ผมคงไม่ชี้แจงหรือให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้ว มีอะไรถามทนายของผมได้เลย”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนมาแถลงข่าวครั้งนี้ได้พูดคุยกับมาช่าหรือไม่ กฤษณ์ กล่าวว่าได้พูดคุยกัน แต่รอให้มาช่าออกมาพูดเองจะดีกว่า เมื่อถามว่ามีการยืมเงินกันเป็นล้านๆ บ่อยหรือไม่ ดีเจหนุ่มกล่าวว่า “ผมขอไม่บอกรายละเอียดแล้วกัน เอาปัจจุบันดีกว่า”ต่อข้อถามที่ว่า การออกมาแถลงข่าวแบบนี้เหมือนเป็นการตอกย้ำว่าจากกันไม่ดีหรือไม่ กฤษณ์ กล่าวว่า “ผมไม่ได้จากกับมาช่าไม่ดี เรายังคุยกันอยู่ เพียงแต่ว่าเรื่องรายละเอียดลึก ๆ รอมาช่าออกมาพูดดีกว่าว่ามันคืออะไร” ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า โฉนดไม่ได้เอาไปทำนิติกรรมใดๆ แต่มีการถือครองบ้างหรือไม่ ดีเจชื่อดังกล่าวว่า“ไม่มี การถือครองหมายความว่าโฉนดฉบับนั้นต้องมีการโอนมาสู่ผม ถ้าถือเฉยๆ แล้ววางไม่ใช่ถือครอง ส่วนเรื่องที่บอกว่าการที่นำทนายออกมาชี้แจงแบบนี้จะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงหรือไม่ จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของคน 2 คนคุยกันแล้วน่าจะจบ แต่พอเป็นประเด็นเรื่องทรัพย์สิน เราให้ทนายความทำให้ถูกต้องดีกว่า นี่เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจของผมที่มีต่อมาช่า”

กฤษณ์ กล่าวด้วยว่า เรื่องผลกระทบกับงานตนว่าคงจะไม่เกี่ยวข้อง ตนขอบอกว่าปัจจุบันนี้บริษัทเอเยนซี่ของตนมีเงินหมุนเวียนร้อยกว่าล้านบาท ฉะนั้นจำนวนเงินที่เป็นข่าวคงจะไม่มีผลกระทบอะไรต่อบริษัท ส่วนเรื่องการจัดรายการในเอไทม์ มีเดียในเครือแกรมมี่นั้น ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตนได้ปรึกษาผู้ใหญ่แล้ว ที่มีข่าวออกมาว่าตนจะถอนตัว ก็ไม่จริงแน่นอน สำหรับปัญหาเรื่องเงินนั้นจะมีการฟ้องร้องกันหรือไม่ ตนก็ไม่คิดถึงการฟ้องร้อง แต่อนาคตเราก็ไม่ทราบเหมือนกัน ต่อข้อถามที่ว่า เงินหมุนเวียนในบริษัทก็เยอะ เงินแค่ 5 ล้านถ้าคืนมาช่าไปเรื่องก็น่าจะจบ กฤษณ์ กล่าวสั้น ๆ ว่า “ก็นั่นนะสิครับ
ที่มา เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"ดีเจกฤษณ์" ออกโรงแจงไม่ได้ปอกลอก "มาช่า"

"ดีเจกฤษณ์" ออกโรงแจงไม่ได้ปอกลอก "มาช่า" ยันจะคืนเงินให้ 5 ล้าน โต้เอาโฉนดที่ดิน 20 ล้านไป และไม่มั่วหญิง ปัดตอบเรื่อง"สุุ่ย"แฉ...
หลังจากปิดฉากความรักตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน ระหว่างนักร้องม่ายสาวชื่อดัง มาช่า วัฒนพานิช กับดีเจหนุ่ม กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ซึ่งมีการคาดเดากันไปต่างๆ นานา ถึงสาเหตุที่ทำให้รักร้าง ว่า ดีเจกฤษณ์ ซุกสาวอื่น หรือมาช่าพบรักใหม่ จนล่าสุดมีประเด็นว่า มาช่าออกมาทวงเงินที่กฤษณ์ยืมไปนั้น
ที่อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถนนอโศก เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 ธ.ค. กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ หรือดีเจกฤษณ์ อดีตคนรัก มาช่า วัฒนพาณิช นักร้องและนักแสดงสาวชื่อดัง ได้เปิดแถลงข่าวกรณีที่ตกเป็นข่าวว่าโกงเงินแฟนสาวและมาช่าได้อ้างว่ามั่วผู้หญิง จนทำเป็นเหตุให้ต้องเลิก โดย กฤษณ์ ระบุว่า ประเด็นที่มีสื่อนำไปเล่นข่าวว่า ตนยืมเงินมาช่า 8 ล้านบาท รวมถึงโฉนดที่ดิน 20 ล้านบาทนั้น ตนกับมาช่าคบกัน 6 ปีเต็มๆ มีเรื่องเงินผ่านมือตนและมาช่า เป็นปกติ คนใช้ชีวิตคู่ตลอด 6 ปี ถ้าตนหรือฝ่ายหญิงไม่ดีต่อกัน มีแต่เรื่องทะเลาะตลอด คงไม่คบนาน 6 ปี จนตัดสินใจแต่งงาน สำหรับตนเอง ปัจจุบันยังรู้สึกรักมาช่า เสมอ ไม่เคยรู้สึกไม่ดีด้วยเลย
"3 เดือนที่ผ่านมาผมเปิดบริษัทกับหุ้นส่วน ได้คุยกับช่าการยืมโฉนด เพื่อแบ็กอัพบริษัทขอวงเงินโอดีจากธนาคาร เราได้คุยกัน ช่า มีสติดีทุกอย่าง ทราบว่าจะเอาโฉนดไปทำอะไร พอผ่านไป โครงการนี้ยังไม่เกิด มาช่าได้คุยกับผม ว่าที่ดินเป็นชื่อมาช่า แต่บริษัทผมเป็นชื่อพาร์ทเนอร์ แต่ถ้าบริษัทผิดพลาดไปจะทำอย่างไร ถ้าใช้ที่ดินแบ็กอัพ ผมตกลงจะโอนหุ้นครึ่งหนึ่งให้เขา ยังไม่ได้ทำนิติกรรมให้เขา ผ่านไปซักพัก ปรากฏผมกับช่าเริ่มรู้ว่าไปด้วยกันไม่ได้ เรื่องที่จะเอาโฉนดและโอนหุ้นได้ล้มเลิกไป ไม่ได้ทำนิติกรรมใดๆ ทั้งสิ้น โฉนดตัวจริงยังอยู่กับมาช่าอยู่"

กฤษณ์ กล่าวต่อว่า ถ้าโฉนดหาไม่เจอก็ไปแจ้งความได้เลย ยืนยันว่าไม่ได้มีการทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับตน หรือบริษัทของตนทั้งสิ้น ข้อความที่ว่าขอยืมไปทำอะไรซักอย่าง คงไม่ใช่ข้อความที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องเงิน บริษัทตนได้เครดิตและวงเงินกับธนาคาร ไม่เกี่ยวกับโฉนด เป็นเครดิตที่เราได้สร้างมาเอง เราจะตัดสินใจแยกทางกัน เราได้เคลียทรัพย์สิน ซึ่งตอนที่คุยกับมาช่านั้น มาช่าบอกเองว่าโฉนดอยู่กับตัวเธอ แต่มีสิ่งที่ติดค้างคือเงิน 5 ล้านบาท ไม่ใช่ 6 หรือ 8 ล้าน เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา มาช่าได้ให้ตนเซ็นสัญญาหนังสือรับสภาพหนี้ ระบุจำนวนเงิน ซึ่งตนได้ลงชื่อพร้อมเอาไว้ มีลายเซ็น พยานพร้อม
"ผมจะให้ทนายฝั่งผม คุยกันทนายของมาช่า ตัวเลขที่บอก 8 ล้านไม่จริง ข้อความแรกที่เขาพูดไม่จริง ผมก็งงไปหมด เอาสัญญาจริงๆ มาดู หลังจากนี้จะให้ทนายผมติดต่อทนายมาช่า แล้วให้ทำหนังสือเกี่ยวกับการคืนเงินโดยละเอียด ผมเองจะยื่นข้อเสนอในการคืนชัดเจน ระบุวันที่ชัดเจน"
อดีตคนเคยรักของนักร้องสาวกล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ 3 ที่สื่อลงข่าวว่าตนมั่วผู้หญิง ทำให้มาช่ากังวล จนต้องให้แพทย์เจาะเลือด อยากบอกว่าตลอด 6 ปีที่คบกับมาช่า เราไม่เคยทะเลาะเรื่องผู้หญิงแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ทราบว่าเขาไปรับข่าวสารนี้มาจากไหน ไม่เป็นความจริง การลงมาเผยแพร่ แบบนี้ตนเสียหาย ลุกลามไปถึงการตรวจเลือด ขอปฏิเสธ เข้าใจว่าภาพลักษณ์ตนเหมือนเจ้าชู้ แต่เป็นภาพลักษณ์ในรายการแฉแต่เช้า อยากให้เข้าใจว่าเป็นการแซวในรายการ แต่เรื่องจริงเราต้องพิสูจน์ก่อนนำมากล่าวอ้าง
"จากนี้ สื่อไม่ว่าทางไหน ลงข้อความ ภาพ ทำให้ผมและบริษัทเสียชื่อ จะขอดำเนินการทางกฎหมาย ผมไม่เคยคิดปอกลอก โกง มาช่าเลย ถ้าผมคิดทำแบบนี้ สัญญาที่ทำคงไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นไม่โกงแน่  ตั้งใจจะคืนเงินเขา ให้มาช่า" ดีเจกฤษณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ดีเจกฤษณ์ ยังกล่าวว่า จากนี้ไป  7 วัน ขอให้มาช่า ออกมาชี้แจงทั้ง 3 ประเด็น เรื่องหนี้ 5 ล้านบาท เรื่องโฉนดที่ดิน 20 ล้านบาท และข่าวมั่วผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ดีเจกฤษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่อง สุ่ย-พรนภา เทพทินกร แฟนเก่าที่ออกมาแฉ รวมทั้งเรื่องภาพหลุดต่างๆ และเรื่องสาวลีโอเกิร์ล โดยยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริง ตอนนี้ตนไม่มีใคร.
ที่มา ไทยรัฐ

แฮคเกอร์ล้วงข้อมูลสไตลิสต์ปล่อยภาพนู้ดครึ่งตัว"คริสตินา อากีเลียรา"

"คริสตินา อากีเลียรา" นักร้องสาวชื่อดังกลายเป็นคนดังรายล่าสุดที่มีภาพนู้ดของตนเองถูกปล่อยออกมาในโลกอินเตอร์เน็ต โดยงานนี้ถูกแฮคเกอร์มือดีขโมยภาพ เจ้าตัวลั่นขอดำเนินคดีถึงที่สุด

คริสตินา อากีเลียรา นักร้องม่ายสาวพราวเสน่ห์ที่เพิ่งฟ้องหย่ากับอดีตสามีไปเมื่อเดือนที่แล้ว ได้เป็นคนดังรายล่าสุดที่มีภาพนู้ดครึ่งตัวของเธอปรากฏอยู่ไปทั่วโลกอินเตอร์เน็ตในขณะนี้

โดยภาพถ่ายของเธอถูกถ่ายขึ้นภายในห้องแต่งตัว ซึ่งก่อนหน้านี้คาดกันว่าเธออาจถ่ายไว้เพื่อส่งให้กับแมทท์ รัทเลอร์ แฟนหนุ่มคนใหม่ของเธอได้ดู แต่ล่าสุดมีรายงานว่าภาพชุดดังกล่าวนักร้องสาวถ่ายขึ้นเป็นการส่วนตัวเพื่อส่งให้กับสไตลิสต์ของเธอ

และหลังจากภาพชุดดังกล่าวถูกแพร่สะพัดไปทั่วทางตัวแทนของเธอก็รีบออกมาดำเนินการทันที "ภาพถ่ายของคริสตินา อากีเลียรา ถูกปล่อยออกมาให้กับสื่อซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายของแฮคเกอร์ที่เจาะข้อมูลเข้าไปดูข้อมูลส่วนตัวของสไตลิสต์คริสตินา"

"ภาพถ่ายทั้งหมดถูกถ่ายขึ้นเป็นการส่วนตัวที่บ้านของคริสตินาและถูกใช้เป็นการส่วนตัวเพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างนักร้องสาวกับสไตลิสต์ส่วนตัวของเธอเท่านั้น"

ตามรายงานระบุด้วยว่าภาพถ่ายเหล่านี้ถูกถ่ายขึ้นในช่วงเวลาที่คริสตินา กำลังถ่ายทำมิวสิคเพลง Not Myself Tonight ซึ่งยังเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชีวิตแต่งงานของเธอกำลังยุ่งเหยิงมากทีเดียว โดยเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะประกาศแยกทางกับจอร์แดน แบรทแมน อดีตสามี

"เรากำลังดำเนินการกับแฮคเกอร์และสื่อที่ตีพิมพ์รูปภาพเหล่านี้โดยไร้ความรับผิดชอบและจะฟ้องร้องทุกคนที่เกี่ยวข้อง เราพยายามที่จะตามหามือแฮคเกอร์รายนี้และจะดำเนินการกับพวกเขาอย่างถึงที่สุด การกระทำของพวกเขาสมควรได้รับการประณาม"

แฮคเกอร์ล้วงข้อมูลสไตลิสต์ปล่อยภาพนู้ดครึ่งตัว"คริสตินา อากีเลียรา"
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

"ประชาธิปัตย์" รอดศาลยกคำร้องคดี 258 ล้าน

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้มีการข้ามขั้นตอนและไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติในคดีเงินบริจาค 258 ล้าน จึงมีมติ 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ธ.ค. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดยนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมองค์คณะทั้งหมด 7 คน มีกำหนดออกนั่งบัลลังก์นัดพร้อมคู่กรณีเป็นครั้งแรกในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.)ในฐานะผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้ถูกร้อง ในข้อกล่าวหาได้รับบริจาคเงินจำนวน 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านทางบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ในการเลือกตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2548 ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินทางถึงศาล

โดย นายชวน กล่าวถึงกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยส่วนตนในคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ โดยมีการวินิจฉัยในส่วนของข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงด้วยว่า เวลาที่ประชาชนฟังข่าวคำวินิจฉัยก็จะไม่ทราบข้อเท็จจริง ว่าความจริงแล้วพรรคถูกร้อง 5 ประเด็น โดยมีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้ทั้ง 5 ประเด็น แต่เวลาตัดสินหรือใช้ดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เราไม่มีสิทธิไปกำหนดว่าในตัดสินในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะถือเป็นอำนาจของศาล แต่ถือเป็นเรื่องดีที่ความเห็นส่วนตนของตุลาการฯทุกคนได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นประโยชน์ในการทำให้เกิดความเข้าใจ ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำผิดทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะนำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาขยายผลหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า คงต้องแล้วแต่รัฐบาล แต่ความจริงแล้วนายจรัญ ภักดีธนากุล หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เคยออกมาพูดแล้วครั้งหนึ่งว่า คนเข้าใจผิด ไม่ได้อ่านสาระความเห็นที่แท้จริงของตุลาการฯแต่ละคน โดยมองเฉพาะเรื่องเงื่อนเวลา 15 วันเป็นหลัก แต่ตุลาการฯเสียงข้างมากได้อธิบายชัดเจนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้ก็แสดงชัดเจนว่าไม่ได้กระทำความผิดจริง โดยลงลึกในรายละเอียด อย่างไรก็ตามสำหรับคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทนั้น คงต้องรอว่าศาลจะสั่งอย่างไร และไม่ขอพูดเทียบเคียงกับคดีเงิน 29 ล้านบาท

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีว่า การนัดพร้อมคู่กรณีในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาทนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจศาลว่าจะมีการไต่สวนเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ตนมองว่าทั้งคดีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท และคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทนั้นเป็นคดีเดียวกัน เพราะใช้พยานเอกสารเป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดก็เป็นพยานชุดเดียวกันกับคดีก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ในส่วนคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่านในเสียงข้างมากจะเน้นความเห็นที่เป็นลายลักษณ์อักษร คือบันทึกของนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่ส่งเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณา เพราะฉะนั้นการเบิกความของนายทะเบียนจะไม่สามารถเบิกความที่ขัดแย้งกับพยาน เอกสารได้ ยกเว้นเพียงแต่มีพยานหลักฐานใหม่ขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ยังมองไม่เห็น

"ส่วนตัวผมยังรู้สึกสบายใจอยู่ ถึงแม้ว่าคำวินิจฉัยส่วนตนของประธานศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นเสียงข้างน้อยเห็นควรให้มีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ และเห็นสมควรให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผม และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเราต้องเคารพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงจุดนี้จะเป็นอย่างไรก็ต้องรับกันให้ได้” นายบัญญัติ กล่าวและว่า นอกจากนี้หากดูในคำวินิจฉัยส่วนตน ในคดีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง29 ล้านบาทจะเห็นได้ชัดว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริง เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่ายข้างมากได้ยืนยันชัดเจนว่าเงินสนับสนุนพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นการใช้ตรงตามวัตถุประสงค์แน่นอน และเป็นการวินิจฉัยที่รอบคอบทุกมุมแล้ว

ขณะที่ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทีมกฎหมายยุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คดีการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาท และคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ถือว่าใช้พยานเอกสารและพยานบุคคลชุดเดียวกันเกือบทั้งหมด อีกทั้งประเด็นในการพิจารณาของทั้ง 2 คดี น่าจะคล้ายคลึงกัน ซึ่งถ้าศาลฯกำหนดประเด็นในการพิจารณาว่าคดีดังกล่าว ก่อนมาถึงศาลฯชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตนคิดว่าผลการพิจารณาของตุลาการฯ ก็น่าจะไม่ต่างกัน คือ ในกรณีที่นายทะเบียนฯก็ยังไม่ทำความเห็นยุบพรรคประชาธิปัตย์ในคดี 258 ล้านบาท เช่นเดียวกับคดี 29 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการนัดพร้อมในวันนี้ ศาลฯน่าจะมีคำสั่งออกมาใน 2 แนวทาง คือ 1. ศาลมีการกำหนดประเด็นการพิจารณา และจำนวนพยานที่จะให้นำสืบเพื่อใช้ในการไต่สวน 2. กรณีศาลฯเห็นว่าข้อมูลหลักฐานที่ได้มามีความชัดเจนแล้วศาลอาจจะชี้ขาดได้ในวันนี้ แต่ทั้งนี้ก็อาจต้องใช้เสียงกึ่งหนึ่งขององค์คณะที่มีอยู่ 7 เสียง ซึ่งถือเป็นดุลยพินิจของตุลาการฯ

ด้าน นายกิตินันท์ ธัชประมุข อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 5 สำนักงานอสส. กล่าวว่า ขณะนี้ทาง อสส.ยังไม่ได้รับคำร้องคัดค้านของพรรคประชาธิปัตย์แต่อย่างใด เนื่องจากศาลยังไม่ได้ส่งมา

ล่าสุดหลังคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณากว่า 1 ชั่วโมงครุชึ่ง ได้ออกนั่งบังลักงก์ อ่านคำวินิจฉัยว่า ในคดีนี้เห็นว่าใช้เอกสารพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงเดียวกับคดี 29 ล้านบาท โดยเห็นว่ามีการข้ามขั้นตอนและไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติ จึงมีมติ 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กล่าวว่า เป็นไปตามความคาดหมาย ตรงกับแนวทางต่อสู้คดี ถือว่าจบด้วยดี ทำให้ทุกฝ่ายโล่งใจ ส่วนผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ เท่าที่ดูคำวินิจฉัยของคดี 29 ล้าน จะเห็นว่าศาลมีการวินิจฉัยในส่วนของข้อเท็จจริงด้วย

เปิดรายชื่อตุลาการโหวตมติ 4 ต่อ 3

ต่อมานายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายพรรค ได้เดินทางเข้าพรรค ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสดใส ทั้งนี้นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สัดส่วน และหนึ่งในกรรมการบริหารพรรค ชุดที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค เป็นหัวหน้าพรรค ก็ได้ตรงเข้าไปสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม ด้วยการนำพวงมาลัยมาถวาย ขณะที่นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความต่อสู้คดียุบพรรค กล่าวกับสื่อมวลชนที่ประจำพรรคว่า "บอกแล้ว ว่าต้องเป็นเช่นนี้"

นายชวน กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากศาลรัฐธรรมนูญ ต่อกรณีการที่จะยื่นเรื่องเพื่อยุบพรรคเพื่อไทย ว่า ขณะนี้หมดภาระกิจของตนไปอย่างหนึ่งแล้ว ต่อไปก็เป็นภาระกิจของพรรค เป็นเรื่องของทีมกฎหมายพรรค แต่ที่ผ่านทีมกฎหมายสู้คดียุบพรรคไม่เคยพูดถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งตนไม่ทราบว่าในพรรคได้มีการหารือเรื่องที่จะย่นยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ แต่ในกลุ่มที่ทำงานอยู่ ไม่ได้คุยเรื่องดังกล่าว ส่วนใหญ่จดจ่อในเรื่องคดียุบพรรค

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางพรรคจะปรับปรุงการทำงานโดยเฉพาะการตรวจสอบบัญชีพรรคและการใช้เงินสนับสนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างไร นายชวน กล่าวว่า ต้องไปถามกรรมการบริหารพรรค เพราะตนเป็นเพียงประธานสภาที่ปรึกษาพรรค และพรรคก็ไม่ได้มาปรึกษา

ด้าน นายบัณฑิต กล่าวว่า ก็ไม่มีอะไร เพราะในคดีที่เราต่อสู้กรณี 29 ล้านบาท ที่เขาฟ้องว่าพรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินผิดประเภทนั้น เราก็ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้ลงความเห็นชี้มูลก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีเอกสารหลักฐานยืนยันชัดเจน ส่วนกรณี 258 ล้านบาท เช่นกัน ในเมื่อศาลพิจารณาในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อโยงกัน ทั้งในส่วนพยานและหลักฐาน แต่ถ้าติดข้อกฎหมายที่สำคัญ คือ กรณีการพิสูจน์ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองได้ชี้มูลหรือไม่อย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าจะไปสืบพยานเลอเลิศอย่างไร แต่ถ้าติดที่ข้อกฎหมายสำคัญเช่นนี้

"กรณีนี้เป็นที่ชัดเจนตามมาตรา 94-95 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่ระบุให้นายทะเบียนพรรคการเมืองจำเป็นต้องทำความเห็น ก่อนที่จะเสนอให้อัยการสูงสุด (อสส.) ส่งฟ้อง ซึ่งถ้าไม่ทำความเห็นที่ตามกฎหมายระบุ มันก็ไปไม่ได้" นายบัณฑิต กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องด้วยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียง กรณีที่อัยการสูงสุด (อสส.)ในฐานะผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้ถูกร้อง ในข้อกล่าวหาได้รับบริจาคเงินจำนวน 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านทางบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น

ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้นำเอกสารมาจากสื่อมวลชน ซึ่งในเอกสารได้ระบุว่า 4 เสียงข้างมาก ประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล นายจรูญ อินทจาร นายนุรักษ์ มาประณีต และนายสุพจน์ไข่มุกด์ ส่วนเสียงข้างน้อย 3 เสียง ประกอบด้วย นายชัช ชลวร นายบุญส่ง กุลบุปผา และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี

"อสส." บ่นเสียดายพลาดโอกาส

นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องในคดีดังกล่าว เราก็น้อมรับคำตัดสินของศาล ซึ่งในส่วนของ อสส.ถือว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้วและไม่รู้สึกติดใจในคำวินิจฉัยของศาล เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นศาลสุดท้ายของขบวนการนี้ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในข้อกฎหมายก่อนนั้น ทางอสส.ไม่มีโอกาสที่จะคัดค้าน เพราะไม่สามารถยื่นคำร้องประกบได้ ประกอบกับเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณาว่า จะดำเนินการในกรณีดังกล่าวอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนที่ อสส.จะยื่นคำร้องได้มีการตรวจสอบสำนวนของ กกต.ก่อนหรือไม่ว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นเสนอให้ยุบพรรคแล้วหรือยัง นายธนพิชญ์ กล่าวว่า ตอนแรกที่นายทะเบียนฯเสนอเรื่องมาให้ อสส. ทาง อสส.ก็เห็นว่า ตรงนี้มีปัญหา เพราะไม่แน่ใจว่า การที่นายทะเบียนฯ มีความเห็นท้ายหนังสือของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายทะเบียนฯ ที่เสนอเข้าที่ประชุม กกต.ว่า

"อาจมีการกระทำความผิดตามมาตรา 94 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 50 ถือเป็นเรื่องสำคัญให้ที่ประชุม กกต.พิจารณานั้น ถ้อยคำนี้ถือว่านายทะเบียนฯ มีความเห็นเสนอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์แล้วหรือยัง จึงทำให้ อสส.ในขณะนั้นมีความเห็นไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมานายอภิชาต สุขัคคานนท์ มีหนังสือในฐานะประธาน กกต.และนายทะเบียนฯ ถึง อสส.ในวันที่ 10 พ.ค.53 ระบุว่า ขอให้ อสส.ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง อสส. เห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการวัตถุประสงค์ของนายทะเบียนฯ ที่เห็นแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ทำความผิด จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง อสส.และนายทะเบียนฯ

"ในชั้นของคณะทำงานร่วมก็ได้มีการพูดคุยกับนายอภิชาต ในฐานะนายเทียนฯ อีกครั้งหนึ่งว่า ตกลงแล้วท่านมีความเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดตามมาตรา 94 แล้วใช่หรือไม่ ปรากฏว่านายอภิชาต กลับไม่ได้ให้ความชัดเจนอะไร แต่ทาง อสส. ถือว่าการที่นายอภิชาต มีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 พ.ค.53 นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนฯ มีการกระทำผิดจนเป็นเหตุให้เสนอยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้แล้ว ทาง อสส.จึงมีการยื่นเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ"โฆษก อสส.กล่าว

เมื่อถามว่า กกต.มีโอกาสที่จะนำคดีนี้มาทบทวนอีกครั้งหรือไม่ นายธนพิชญ์ กล่าวว่า คงต้องยุติ เพราะถือว่าขั้นตอนสิ้นสุดแล้ว ส่วน อสส.จะรู้สึกเสียดายโอกาสที่ยังไม่ได้ให้ศาลมีการไต่สวนในคดีดังกล่าวหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้เราคงทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับคำวินิจฉัยของศาล.
ที่มา เดลินิวส์

โอ-วรุต-ย้ำไม่เป็นหมันเปลือยใจมีลูกชายวัย15

“โอ-วรุต”ยันไม่เป็นหมัน เปิดใจเคยมีลูกชายมาก่อน 1 คน วัย 15 ปี ตอนนี้อยู่ที่อเมริกา ย้ำน้องแอร์บัส เป็นลูก

วันนี้ 9 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่มีกระแสข่าวว่า พระเอกพิธีกรชื่อดัง “โอ-วรุต วรธรรม” บ้านแตกเลิกกับภรรยาชื่อ “เก๋” อีกทั้งยังเป็นหมันและเป็นโรคเอดส์ด้วยนั้น ต่อมา เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา “โอ-วรุฒ วรธรรม” เปิดเผยในรายการ บอก 9 เล่า 10 ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ช่อง 9 อสมท. ว่า ยืนยันว่าน้องแอร์บัสเป็นลูกจริงๆ รู้สึกงงกับข่าวว่าตนเป็นหมัน จริงๆตนตรวจสุขภาพตัวเองโดยตลอด หมอบอกว่าตนเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากเป็นตับอักเสบ ไม่ได้บอกว่าเป็นหมันหรือเป็นอะไร และที่สำคัญขอเปิดใจว่าตนเคยมีลูกชายมาก่อนแล้ว 1 คน ชื่อน้องเอ้ก อายุ 15 ปี ตอนนี้อยู่ที่อเมริกา เมื่อวันพ่อที่ผ่านมาน้องเอ้กก็โทรศัพท์มาหา ฉะนั้นยืนยันได้ว่าตนไม่ได้เป็นหมัน ส่วนน้องแอร์บัสคือลูกคนที่สองแต่คนละแม่

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าตนมีกิ๊กใหม่อยู่ที่เพชรบูรณ์โดยภรรยา คือ เก๋ เปิดประตูห้องไปเจอกำลังอยู่กับกิ๊กนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ ตนไม่เคยแวะเวียนไปที่เพชรบูรณ์เลยหากไม่ได้ไปหาเก๋ และตอนนี้ลูกกับเก๋อยู่บ้านแม่ที่ จ.ระยอง สาเหตุของการแยกกันอยู่อย่างที่เคยบอกไปเพราะความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของ เราน้อยลง เพราะตนทั้งทำงาน ทั้งเที่ยว กลับบ้านมาดึกภรรยาก็อยู่กับลูก บางทีไม่ได้เจอหน้าลูกและภรรยา 3-4 วันทั้งๆที่อยู่บ้านเดียวกัน ยอมรับว่าตนยังเที่ยวและดื่มเหล้าอยู่ และรู้ตัวว่าเลิกดื่มไม่ได้ แต่ปีใหม่นี้จะเริ่มต้นใหม่จะดื่มน้อยลง เพื่อสุขภาพตัวเอง และที่สำคัญเพื่องาน เพราะตอนนี้ถูกพักงานอยู่ ซึ่งทางช่อง 3 และทางทีวีธันเดอร์บอกว่าหากความประพฤติดีขึ้นก็จะได้กลับไปทำงานอีกครั้ง

ตอนนี้ตนกับภรรยายังไม่ได้หย่าขาดกัน เก๋ยังเป็นภรรยาตน ไม่ใช่อดีตภรรยา แต่เราแยกกันอยู่เท่านั้น ส่วนเรื่องมือที่สามตนอยากให้ออกมาเจอมานั่งคุยกันเลยว่าเป็นใคร เรื่องพวกนี้ทำให้เก๋ปวดหัว ตนบอกภรรยาเสมอว่าคนเราทุกคนมีอดีต แต่ตนไม่สนใจอดีต สนใจแค่ปัจจุบันและอนาคต สงสารภรรยาที่ต้องมาถูกขุดคุ้ยอดีต ส่วนเรื่องข่าวว่าตนเป็นเอดส์ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเพราะถ้าเป็นคงตายไปนานแล้ว
ที่มา เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“กูเกิล”เทิดพระเกียรติในหลวง

“กูเกิล” เปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ทั่วโลก เป็นสัญลักษณ์ประเทศไทย ร่วมเทิดพระเกียรติ “ในหลวง”

วันนี้ (5 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 83 พรรษา ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 5 ธันวาคม 2553 เว็บไซต์กูเกิล (www.google.co.th) ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับค้นหาข้อมูลระดับโลก ได้เปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ เป็นสัญลักษณ์ประเทศไทย และสีธงชาติไทย โดยคำว่า Google ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรก คือ ตัวจีใหญ่ (G) เป็นสีแดง ตัวโอ (o) ตัวแรกเป็นสีขาว ตัวโอที่ 2 เป็นสีน้ำเงิน และตัวจีเล็ก (g) เป็นรูปขวาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแผนที่ประเทศไทย ตัวแอล (l) มีสีขาว และตัวอี (e) ตัวสุดท้ายเป็นสีแดง ทั้งนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยหน้าเว็บไซต์นี้ ผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกจะได้เห็น เมื่อเปิดเว็บไซต์กูเกิล.

“กูเกิล”เทิดพระเกียรติในหลวง
ที่มา เดลินิวส์

ผูกคอตายโชว์แคมฟร็อก

วันนี้ ( 5 ธ.ค.) พ.ต.ท.ธนภัทร สุขมี พนักงานสอบสวน(สบ2) สน.บางเขน ได้รับแจ้งเหตุมีหญิงสาวผูกคอตายโชว์ผ่านโปรแกรมแคมฟร๊อก ภายในเอสเอ็นแมนชั่น ถนนพหลโยธินซอย 69 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสน.บางเขน แพทย์เวร เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุอยู่บนชั้น 2 จากการตรวจสอบภายในห้องเลขที่ 203 พบศพ น.ส.แก้ว (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี ภูมิลำเนาอยู่ จ.นครสวรรค์ สภาพศพเสียชีวิตในท่ายืน ใช้ผ้าปูที่นอนสีฟ้าผูกคอตัวเองกับพัดลมเพดาน สวมเสื้อยึดแขนสั้นสีชมพู นุ่งกางเกงขาสั้นสีน้ำตาล หน้าเขียว ลิ้นจุกปาก ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย นอกจานี้บริเวณด้านข้างศพยังพบคอมพิวเตอร์จำนวน 1 เครื่องเปิดทิ้งไว้โดยหน้าจอเป็นโปรแกรมแคมฟร็อก ห้องโกสเรดิโอ และมีการพูดคุยสนทนากันกับผู้ชายซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแฟนหนุ่มของผู้ตายเนื่องจากข้อความมีเนื้อหาตัดพ้อเรื่องความรัก ส่วนกล้องเว็บแคมที่ติดอยู่บนหน้าจอคอมฯถูกหันไปที่กระจก เพื่อให้เห็นการฆ่าตัวตาย ทำให้มีคนเข้ามาดูเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ใต้โต๊ะคอมฯยังพบว่ามีจานข้าวที่ยังไม่ได้ผ่านการกินอีก 1 จาน เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุไปตรวจสอบอย่างละเอียด

จากการสอบถามแม่บ้านของแมนชั่นดังกล่าว ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้ชายไม่ทราบชื่อและนามสกุล โทรศัพท์มาบอกว่ามีผู้หญิงที่พักอยู่ห้อง 203 กำลังจะผูกคอตาย ตนจึงรีบขึ้นไปเคาะประตูเรียก แต่ปรากฏว่าประตูห้องล็อค จึงไปตามคนที่รู้จักกับผู้ตายมาช่วยเกลี้ยกล่อมและรีบงัดห้องเข้าไปตรวจสอบ แต่เมื่อเข้าไปถึงก็พบว่าผู้ตายเสียชีวิตแล้ว

ต่อมา นายกล้า (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุพร้อมกับเปิดเผยว่า ตนเป็นแฟนของผู้ตาย โดยก่อนหน้านี้ได้รู้จักกับผู้ตายผ่านทางโปรแกรมแคมฟร็อก และคบหากันได้ 1 เดือน ระหว่างที่คบกันตนสังเกตเห็นว่าผู้ตายเป็นคนที่ค่อนข้างมีความเครียด และใจร้อน อีกทั้งยังพูดให้ฟังว่าแฟนเก่ากลับมาขอคืนดี ทำให้ตนกับผู้ตายทะเลาะกัน จนกระทั่งวันนี้ขณะที่ตนอยู่ที่บ้านพักย่านเหม่งจ๋ายก็ได้พูดคุยกับแฟนสาวทางแคมฟร็อกและมีปากเสียงกันอีก ตนจึงเอ่ยปากบอกเลิกกับผู้ตาย ซึ่งผู้ตายได้ตอบกลับมาว่าทุกวันนี้ที่มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะมีตนเอง แต่ถ้าไม่มีแล้วก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม จากนั้นแฟนสาวก็พยายามจะผูกคอตายให้เห็นผ่านทางห้องสนทนาดังกล่าว ตนจึงโทรศัพท์ไปบอกที่อพาร์ทเม้นท์ให้รีบขึ้นไปตรวจสอบ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

ด้านพ.ต.ท.ธนภัทร กล่าวว่า เบื้องต้นสันนิษฐานว่าผู้ตายน่าจะน้อยใจที่ถูกแฟนหนุ่มบอกเลิก จึงคิดสั้นฆ่าตัวตาย หลังจากนี้จะต้องสอบปากคำแฟนของผู้ตายอย่างละเอียดอีกครั้ง และมอบศพให้มูลนิธิส่งไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวชถึงสาเหตุการตายที่ชัดเจน ก่อนจะติดต่อญาติของผู้ตายมารับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนาต่อไป
ผูกคอตายโชว์แคมฟร็อก
ที่มา เดลินิวส์

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มาช่าแฉเหตุเตียงหัก

เงิน6ล้าน 'กฤษณ์'ยืมยังไม่คืน ฮึ่มถ้าไม่เคลียร์เจอฟ้องแน่ เผยเรื่องหญิงอื่นเรื่องเล็ก

"มาช่าม่ายสาวทรงเครื่อง ยอมเปิดใจ เตียงหักอีกครั้ง หลังใช้ชีวิตคู่กับ "กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์" ดารารุ่นน้องมานาน 4 ปี เผยตอนแรกหวังแยกกันอยู่สักพัก แต่ตอนนี้ทนไม่ไหวแล้ว ลั่นพร้อมเปิดศึก ไม่เคยกลัวคำขู่ของอีกฝ่าย ที่จะแฉกลับคืน หากพูดเรื่อง “ผู้หญิง-เงิน” ย้ำชีวิตในวงการบันเทิงผ่านมรสุมมานับไม่ถ้วน ระบุประเด็นใหญ่ เรื่องติดค้างเงินอีก 5-6 ล้านบาท หากอาทิตย์หน้าไม่คืน คงต้องพึ่งพาทนายความแน่นอน

หลังจากมีกระแสข่าวชีวิตรักของศิลปินดังในวงการบันเทิง ได้ปิดฉากลงอีกคู่ ระหว่าง “มาช่า วัฒนพานิช” ศิลปินม่ายสาวพราวเสน่ห์ กับดาราหนุ่มและพิธีกร “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” อย่างไรก็ดีทั้งสองคนยังไม่มีใครได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลนี้ อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 3 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวบันเทิงเดลินิวส์ พยายามติดต่อสัมภาษณ์ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงดังกล่าว โดย “มาช่า” ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ขณะนี้ยังเก็บตัวอยู่ที่บ้านพักเนื่องจากไม่ค่อยสบาย ส่วนเรื่องปัญหาชีวิตรักนั้นตอนแรกตั้งใจว่าแยกกันอยู่สักระยะแต่ตอนนี้คงไม่ใช่แล้ว

ศิลปินม่ายสาวทรงเครื่อง ยอมเปิดใจถึงการตัดสินใจเลิกรากันว่า เนื่องจาก “ช่า” ได้มารู้ความจริงทุกอย่างจากคนใกล้ชิดของเขา บอกตรง ๆ ว่า “ช่า” ไม่ไหวแล้ว ที่ผ่านมาได้ยินคนอื่นพูด แต่ไม่ได้สนใจเพราะเชื่อใจกันมาตลอด รู้เขาคบผู้หญิงหลายคนมากแต่เรื่องผู้หญิงไม่ใช่ประเด็นใหญ่ที่เลิกกัน ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามทันทีว่า แล้วเรื่องอะไรที่เป็นประเด็นใหญ่ “มาช่า” ได้เงียบเสียงไปสักครู่ใหญ่ ก่อนตอบว่า เรื่องเงิน ที่เขายืมช่าไป ตอนแรก 8 ล้านบาทก็คืนกลับมาให้บางส่วน ตอนนี้เหลืออีกประมาณ 5-6 ล้าน ซึ่งบอกว่าอาทิตย์หน้าจะคืนที่เหลือให้

เมื่อถามว่าสมมุติถ้าเขาไม่คืนเงินที่เหลือให้จะทำเช่นไร “มาช่า” ตอบว่า คงต้องมีทนาย เพราะมีหลักฐานเอกสารการยืมเงินทุกครั้ง ข่าวนี้พูดออกไปก็เหมือนเป็นการเปิดศึก “ช่า” ไม่กลัว อยู่ในวงการนี้มานานเจออะไรมาเยอะผ่านมรสุมมาไม่รู้เท่าไหร่ จริง ๆ แล้วก็ไม่อยากออกมาพูดหรอก แต่เพราะไม่ค่อยได้เจอสื่อ และที่ผ่านมาก็มีแต่ข่าวทางด้านเขาตลอด ซึ่งเขาก็เคยพูดกับ “ช่า” ว่าอย่าพูดเรื่องเงิน-ผู้หญิง ไม่อย่างนั้นเขาจะแฉให้หมด

ผู้สื่อข่าวถามว่าสาเหตุที่ยืมเงินไปนั้นบอกหรือไม่ว่าจะเอาไปทำอะไร “มาช่า” กล่าวทิ้งท้ายว่า “เขาบอกจะเอาเงินไปเปิดบริษัททำธุรกิจแต่ก็ไม่เคยตามไปดู เวลาช่ารักใครเชื่อใจและไว้ใจทุกอย่าง คนเรารักกันก็ต้องให้เกียรติกัน สรุปแล้วใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมา 4 ปี”

ประวัติ “มาช่า วัฒนพานิช” อายุ 40 ปี เป็นดาราลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงมายาวนานกว่า 20 ปี ถือเป็นศิลปินนักแสดงซูเปอร์สตาร์หญิงของเมืองไทย เนื่องจากมีผลงานทั้งการแสดงและร้องเพลงเพราะเข้าวงการตั้งแต่วัยรุ่น ชีวิตรักได้มีทายาทกับศิลปินเจ้าของฉายาร็อกมือขวา “หนุ่ย-อำพล ลำพูน” มีทายาทเป็นบุตรชาย 1 คน คือ “กาย-นวพล ลำพูน” จากนั้นตัดสินใจหย่าร้างกันประมาณ ปี 2540 ครองตนเป็นม่ายสาวพราวเสน่ห์อยู่นานหลายปี เคยคบหากับดาราไฮโซ “บอล-อธิป นานา” ก่อนจะเลิกรากันไป กระทั่งประมาณปี 2549 สร้างความฮือฮา เมื่อประกาศตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับศิลปินรุ่นน้อง “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” อายุ 31 ปี โดยมีกำหนดการว่าจะจัดพิธีวิวาห์ในปี 2554 แต่สุดท้ายชีวิตรักก็มาแยกทางกัน ในที่สุด.

มาช่าแฉเหตุเตียงหัก
ที่มา เดลินิวส์